Thread

คอขวดแรกที่เถ่าแก่ผ่านกันไม่ค่อยได้คือ การมีลูกจ้าง สำหรับผู้ประกอบการส่วนใหญ่เป็นที่รู้กันดีว่าปัญหาหนักใจที่สุดในการดำเนินธุรกิจ ที่มีอยู่ตลอดและจะคงอยู่ต่อไปไม่ว่าขนาดไซส์ของกิจการคุณจะใหญ่แค่ไหน มันคือปัญหาเรื่อง”คน” ในวันที่คุณสร้าง POW อะไรซักอย่างมามากพอจนกลายเป็น product และมีคนเริ่มให้ค่ากับมันแล้ว คุณรู้ดีว่าคุณสามารถสร้างรายได้ได้แต่คุณไม่สามารถทำมันคนเดียวได้ คุณก็เลยเริ่มจ้างคนมาช่วยคุณทำงาน จากนั้นความวุ่ยวาย 108 ก็เกิดขึ้น พนักงานที่คุณเริ่มรับสมัครเข้ามา โดยส่วนใหญ่จะไม่กลับมาทำในวันที่สอง ที่กลับมาก็จะอยู่ได้ไม่เกินอาทิตย์ และที่เหลือทั้งหมดจะออกหลังจากรับเงินเดือน เดือนแรก คุณจะไม่สามารถคาดเดากำลังผลิตของคุณได้เลย เพราะเดี๋ยวก็มีคนช่วยเดี๋ยวก็ไม่มี หลังจากมีคนเข้าออกผ่านไปนับสิบ อาจจะมีซักคนที่พอจะทำงานกับเราได้ เราเริ่มสอนงานเค้ามากขึ้น เริ่มแบ่งเบางานได้มากขึ้น เริ่มกลายเป็นคนสำคัญขององค์กร แล้ววันนึงเค้าก็ลาออก… ออกไปเปิดเอง ได้ผัวรวย ถูกหวย พ่อไม่สบาย ต้องดูแลแม่ ปัญหาหาของพนักงานทั้งหมดแม่งกลายเป็นปัญหาของคุณทันที คนในครอบครัวพนักงานแทบจะกลายเป็นคนในครอบครัวเดียวกับคุณ ที่คุณต้องปวดหัวไปกับเค้าด้วย แล้วคุณก็ต้องเริ่มต้นนับ 1 กับกระบวนการหาพนักงานคนใหม่อีกครั้ง ยังไม่รวมปัญหาจุกจิกกวนใจ ประเภทพนักงานไม่ชอบหน้ากัน แอบจีบกัน กินแรงเพื่อน แอบอู้ ลักขโมย ไปจนถึงฉ้อโกงองค์กร ทั้งหมดมันไม่เกี่ยวกับโปรดักส์หรือบริการที่มาจาก POW ของคุณเลย แต่คุณต้องเอาเวลาและพลังงานมาจัดการกับเรื่องพวกนี้ มันชะลอ productivity ของคุณมาก เถ่าแก่ส่วนใหญ่ก็เป็นแบบนี้ อาจจะเพราะเคยผ่านกระบวนการนี้มาหรือเคยได้ยินคนอื่นๆเล่าให้ฟังจนขยาดกับการมีพนักงาน บางคนไม่แม้กระทั่งเริ่มมีลูกจ้างคนแรกด้วยซ้ำ แม่ผมเริ่มทำขนมที่บ้านตั้งแต่ปี 40 โดยมีคุณพ่อเป็นลูกมือ ทำกันอยู่ 2 คนเป็นเวลาหลายปีมาก งานขนมเป็นงานที่หนัก ยิ่งช่วงปีใหม่นี่หนักมาก พ่อผมจำเป็นต้องนอนตี 2 ตื่นตี 4 แล้วทำขนมต่อไปจนถึงตี 2 อีกวันนึ ทำแบบนี้วนๆไปหลายวันในช่วงนั้น แล้วที่โหดร้ายก็คือ กำลังผลิตของ 2 คนที่ทำทั้งวันทั้งคืน ไม่สามารถสร้างรายได้พอเลี้ยงครอบครัวได้ ผมเคยถามอยู่บ่อยๆว่าทำไมไม่หาลูกจ้าง คำตอบก็จะวนๆไปแบบที่เราเคยได้ยินกัน “วุ่นวาย ไว้ใจไม่ได้ เดี๋ยวเข้าเดี๋ยวออก เราจ้างไม่ไหวหรอก ของเรามันก็แค่ขนม มันไม่ใหญ่โตอะไรขนาดนั้นได้หรอก” สุดท้ายพ่อก็ยอมหาคนมาช่วยนะ แต่ตลอด 10 กว่าปีที่ทำกันมา ไม่เคยมีพนักงานเกิน 1 คน และไม่เคยมีคนไหนอยู่ 3 เดือน ทางออกส่วนใหญ่ของเถ่าแก่คือ เอาคนในครอบครัวมาทำ เพราะคิดว่าควบคุมได้ ไว้ใจได้ หารู้ไม่ ปัญหาหนักกว่าเดิมอีก พนักงานยังไล่ออกได้ แต่พ่อลูกเลิกเป็นไม่ได้ ยิ่งถ้าใช้ระบบกงสีแล้ว สุดท้ายพังในไม่เกินรุ่นที่ 3 ยิ่งคนในกงสีเริ่มเยอะ แทนที่จะมีคนช่วยกันสร้าง productivity กลับกลายมีแต่คนช่วยกันใช้เงิน ไม่นานรายได้ของกงสีก็เลี้ยงคนทั้งหมดไม่ไหว อย่าเพิ่งเข้าใจผมผิด จริงๆแล้วธุรกิจครอบครัวรวมถึงระบบกงสีเป็นระบบที่ผมซื้อไอเดียนี้มาก ความผิดพลาดไม่ได้อยู่ที่ตัวระบบ แต่อยู่ที่ผู้นำที่บริหารจัดการ ระบบนี้ควรจะดี เพราะมันเป็นไปได้มากกว่าที่คนในตระกูลจะมีความเชื่อร่วมกัน ช่วยกันพัฒนากิจการ มากกว่าที่จะต้องพึ่งพาคนนอก แต่ไม่ต่างจากการบริหารประเทศเลย ผู้นำส่วนใหญ่เลือกที่จะรวบรวมอำนาจเบ็ดเสร็จและผลประโยชน์ไว้กับตนเองแต่ฝ่ายเดียว มันมีทางเลือกไม่มากนักสำหรับคนที่เหลือในองค์กร จะเลือกเดินตามผู้นำแบบจำยอม ทั้งในมิติเรื่องรายได้ แนวความคิด การเติบโต หรือจะเลือกแยกตัวออกไปรับความเสี่ยงเองทั้งหมด ที่บ้านผมเองก็ไม่ต่างกันนัก หลังจากช่วยกันทำงานมา 4-5 ปี ครอบครัวผมเองเริ่มขยาย ลูกสาวผมเริ่มโตขึ้น ผมกำลังจะมีลูกคนที่สอง ต้องการค่าใช้จ่ายที่มากขึ้น และกังวลเรื่องความมั่นคงของครอบครัวในอนาคต ผมพยามคุยไอเดียการเติบโตของร้านและการแบ่งสรรค่าใช้จ่ายให้กับคนในครอบครัวกับพ่อ และมันทำให้เราทะเลาะกันบ่อยมากกกก สุดท้ายก็คงเหมือนๆกับบ้านอื่น ผมต้องออกมาทำร้านของผมเองแบบและก็ออกมาไม่สวยเท่าไหร่นัก ปัญหาหลักของผู้นำครอบครัวรวมถึงองค์กรต่างๆก็คือไม่เข้าใจ game theory ไม่สร้าง skin in game ให้กับคนที่เข้ามาช่วยกันทำงาน จริงอยู่ว่า POW ที่พวกท่านสร้างมามันสร้าง value ให้กลับตลาดได้แล้ว แต่โดยวิธีคิดของเถ่าแก่ส่วนใหญ่ ไม่เปิดโอกาสให้คนรุ่นต่อไปเอา POW ของพวกเค้ามาต่อหาง มันเป็นไปไม่ได้เลยที่จะมีสายของ POW ที่ยาวขึ้น และสุดท้ายมันจะแพ้ให้องค์กรที่มีสาย POW ที่ยาวกว่า ผมโชคดีผ่านเรื่องนี้ไปได้เพราะได้พิสูจน์อะไรหลายๆอย่างให้ที่บ้านเห็น พร้อมๆกับพยามขายไอเดียเรื่องความเป็น unity อยู่ตลอดเวลา สิ่งที่แก้ไขปัญหาเรื่องนี้ของผมได้คือบริหารธุรกิจครอบครัวแบบบริษัท คือจดบริษัทกันจริงๆเลย ทุกคนมีสัดส่วนหุ้นที่ชัดเจน จัดส่งรายได้และเสียภาษีถูกต้องทั้งหมด ตัดเรื่องที่พี่น้องต้องมาทำงานกันด้วยความเชื่อใจออกไปได้เกือบหมด ผมสร้างระบบการจ่ายรายได้แก่พนักงานเป็นแบบปันผล ทำให้ทุกๆตำแหน่งต้องมี skin in the game กับงานที่ตัวเองรับผิดชอบ มีส่วนได้ส่วนเสียร่วมกัน ปัญหาเรื่องคนที่ผมเล่ามาข้างต้นหายไปเกือบหมด(ไม่หมดหรอก แต่ดีขึ้นเยอะมาก) turn over ของพนักงานน้อยลงไปมาก ผมเหลือเวลาไปสร้าง POW ของผมได้อีกมากมาย ทำแบบนี้มันกำไรน้อยมาก แต่ยั่งยืนกว่า สบายใจกว่า “time preferences ของคุณต่ำแค่ไหนล่ะ” หวังว่าใครที่อยู่ใน position เดียวกับผม หรือกำลังเจอปัญหาคล้ายๆกับที่ผมเจอคงจะได้ไอเดียบ้าง อยากได้ละเอียดๆเจอกัน #east101 ผมเล่าได้ทุกเรื่อง ถามได้แบบไม่ต้องเกรงใจ GN Countdown 432 blocks left until #east101 #Siamstr image --- Wherostr | Duck Duck Go Maps | https://w3.do/Yia0wmO5 Google Maps | https://w3.do/ddcAvJxk

Replies (18)

🛡️
ขอบคุณที่แชร์เรื่องราวดีๆ ผมก็เข้าใจนะพี่เครื่องพนักงานเข้าๆออกๆ ถึงผมจะไม่ได้เป็นเจ้าของกิจการแต่ก็อยู่ในส่วนที่ได้รับผลกระทบจากคนที่เข้าออกบ่อย ทำให้เราต้องสอนงานพนักงานใหม่หรือบางทีการได้ลูกน้องใหม่้หมือนกับการสุ่มกาชาปองได้คนขยันพร้อมเรียนรู้มันก็ดีไปได้มาแบบสอนอะไรไม่เอาแอบหลบแอบอู้ มันทำให้ performance เราตกงานล้าช้าไม่ทันความต้องการของลูกค้าหรืออาจจะเกิดข้อผิดพลากในงานได้ 💪💪⚡⚡🥰🥰 #siamstr View quoted note →
การมีลูกน้องดีเป็นลาบร้านลุงประเสริฐ แต่ถ้าเราเหี้ยกับเขาหรือบริหารแบบราชการ ใครมันจะไปอยู่ ปล. ใครจะมาสมัครงานท้อฟฟี่เค้ก คุณเลือกตำแหน่งอะไรก็ได้ เว้นแต่ตำแหน่งไข่ข้างซ้าย ผมจองแล้ว
ผมเป็นคนนึง ที่เคยอยู่ในธุรกิจครอบครัวมาก่อน และรู้ซึ้งถึงความเห็นไม่ตรงกันระหว่างรุ่น (จบที่รุ่น 3 จริงๆ) แต่ละฝ่ายต่างหวังดีต่อบริษัทและอยากบริหารตามแนวทางที่ตัวเองต้องการ ผมเดินออกมาเพราะไม่อยากให้เกิดความขัดแย้ง และคิดว่าเราไม่มีสิทธิ์ไปอยากได้ในสิ่งที่เค้าสร้างมากับมือแล้วไม่เต็มใจที่จะให้ คนข้างนอกอาจมองว่าเราอกตัญญที่ไม่ช่วยเหลือ พ่อ แม่ แต่จริงๆ เค้าไม่รู้หรอกว่าเราผ่านอะไรมา ช่วยเหลือมามากแค่ไหน และเสียอะไรไปบ้าง แข่งขันกับคู๋แข่ง+โลกเฟียต ไม่พอ ยังต้องมาทะเลาะกับคนในบ้านตัวเองอีก ซึ่งผมไม่ชอบชีวิตช่วงนั้นเลย
ไปวุ่นวายงูเข้าบ้านมา เพิ่งได้อ่าน ทรงคุณค่าอีกแล้วครับพี่ปั้ม อยากไป #East101 แล้วววววว
เรียกช่างมาสังหารงูแล้วครับ คาดว่ามีพิษ ตอนอยู่ในสวนแยกกันอยู่ดี ๆ ผมโอเค แต่เข้ามาในบ้านแบบนี้โทษหนักสถานเดียว
System is always more important than people but initially we need the right people to build up the system ... ระบบสำคัญมากกว่า ตัวบุคคล แต่ ในเบื้องต้น จำเป็นต้องมี บุคคลที่เหมาะสม ในการสร้างระบบ นั้น ก่อน :)