ระบบการเงินที่เสื่อมมูลค่าอยู่เสมอ ทำให้ผู้คนมองอนาคตไม่เห็น ผู้คนมักจะพูดว่าการกระทำใดๆของผู้คนทำไมไม่คิดถึงอนาคตของลูกหลาน มันก็จะย้อนคำตอบไปที่ layer1 ก็คือเราอยู่ในระบบการเงินที่เสื่อมมูลค่าอยู่เสมอ ผู้คนส่วนหนึ่งที่คิดถึงอนาคต ก็มักจะเป็นผู้คนที่รู้สึกเซฟ ซึ่งเรื่องรายได้ก็คือส่วนหนึ่งในนั้น และผู้คนบางกลุ่ม ก็เคยผ่านความรู้สึกนั่นมาแล้วในช่วงมหาวิทยาลัย ที่เราสามารถไม่ต้องมองความกังวลเรื่องรายได้ ด้วยเงินสนับสนุนจากครอบครัว มันเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้วัยรุ่น ทำไมมีความคิดนอกกรอบบ ทำไมสามารถทำตัวพุ่งตรงเป็นหอกที่พร้อมจะทะลุทุกความลำบากแบบไม่เหน็ดเหนื่อย เพราะว่าเราอาจจะคิดว่าเราว่า เราผ่านระดับขั้นที่ 2 ของมาสโลว์อยู่แบบไม่รู้ตัวก็ได้ ไม่ว่าจะปัญหาขยะ สิ่งแวดล้อม การมีลูก การซื้อบ้าน หรืออะไรก็ตามแต่ ถ้าเงินที่เราอดออมไว้แล้วมันเสื่อมมูลค่า เมื่อ 20 บาทในวันนี้ ในอนาคตมันจะปริมาณ 20 บาท แต่มูลค่าการจับจ่ายไม่ใช่ 20 บาทนั้น ผู้คนก็ไม่มีทางที่จะคิดถึงอนาคตได้ เขาได้แต่มองชีวิตระยะสั้นๆเท่านั้น #siamstr
การที่เงินเฟ่อแต่ค่าแรงไม่เพิ่ม หมายความว่า จำนวนประชากร มันเฟ้อมากกว่าเงินไหมครับ #siamstr
Time preference การโหยหาผลตอบแทนระยะสั้น ผู้คนไม่อยากจะเป็นคนร้ายในสายตาคนอื่น แต่ระบบการเงินที่เสื่อมมูลค่าอยู่เสมอนั้น บังคับให้ผู้คนร้ายโดยไม่รู้ตัว อ้างอิงจาก money supply ที่ทำให้ผู้คนนั้น มี hight time preference คือโหยหาผลตอบแทนระยะสั้นสูง มองอนาคตไม่เห็น และไม่สามารถอดเปรี้ยวไว้กินหวานได้ เช่น คำกล่าวว่า ผู้คนไม่สามารถสนใจเรื่องธรรมขาติได้ เพราะแค่การเพียงสนใจว่า วันพรุ่งนี้จะต้องหาเงินจากไหนในการมีชีวิต อาจจะยาวขึ้นด้วยการว่า สัปดาห์หน้าต้องหาเงินยังไง หรือแม้แต่มนุษย์เงินเดือนที่มีเงินใช้เดือนชนเดือนนั้น แค่ชีวิตตนเอง เขาก็คงไม่มาสนใจในเรื่องราวของทรัพยากรธรรมชาติที่ กล่าวอ้างว่า โลกจะล่มสลาย ในอีก 10 20 30 ปี ที่เป็นอนาคตนั้น ซึ่งต่างจากผู้คนที่เรื่องรู้สึกพอเพียง หรือรู้สึกว่าตัวเองเซฟแล้ว ฉันมีเงินสำรองอีก 3 เดือน 6 เดือน 1 ปี 10 ปี ความแตกต่างเหล่านี้ทำให้มุมมองการมองโลกที่แตกต่างกันไป เพราะเงินที่เสื่อมค่าอยู่เสมอ ซึ่งสามารถมองง่ายๆว่า หน่วยสตางค์ ในวันนี้ผู้คนสามารถใช้ทำอะไรได้บ้าง เมื่อเปรียบเทียบกับในอดีต ที่ชัดเจนกว่านั้น มีใครในสังคมสามารถมั่นใจได้ว่า ราคาค่าใช้จ่ายในอนาคตจะยังคงเท่าเดิมในวันนี้ ผลคือ ผู้คนจะต้องกอบโกยมากขึ้น เพื่อหาเงินมาชดเชยในส่วนที่เสื่อมมูลค่าในอนาคต กับอีกทางก็คือ ผู้คนทิ้งเงิน แล้วเก็บเวลาและพลังงานของพวกเขาในรูปแบบอื่น เช่น ที่ดิน เป็นต้น วิธีเหล่านี้นั้นส่งผลให้ เกิดปัญหาต่างๆอย่างที่พวกเรากำลังกังวลในปัจจุบัน ที่ดินที่มีความต้องการแฝงในการรักษามูลค่าแทนเงิน การประกอบอาชีพที่ไม่สนใจใยดีอะไรเพียงเพราะฉันต้องมีเงินใช้ ในการมีชีวิต ต้นตอของปัญหาที่ทุกคนอาจจะคิดว่ามันอยู่ที่จิตสำนึก แต่แท้จริง layer 1 อาจจะเป็นการที่ระบบการเงินของสังคมโลก ออกจาก gold standard ตั้งแต่ปี 1971 ก็เป็นได้
น่าเศร้าที่คนเราคิดว่า ถ้าไม่มีระบบการเงินปัจจุบันที่เงินเสื่อมมูลค่าแล้วโลกจะไม่เจริญ โดยไม่นึกถึงความเจริญ การค้นพบสิ่งใหม่ๆ ที่ก่อนหน้าที่ระบบการเงินที่เสื่อมมูลค่าแบบนี้เกิดขึ้นมา ในเมื่อคนเรารู้สึกพอเพียง(เซฟ) คนเราจะเอาเวลาและมูลค่าคงเหลือไปค้นหาสิ่งใหม่ๆ ไปทำอะไรในสิ่งที่เขาสนใจ มากกว่าพยายามกอบโกยเงินแบบไม่มีสิ้นสุด(ไม่รู้สึกเซฟ)เพราะเงินมันเสื่อมมูลค่าอยู่เสมอ เมื่อเงินของคนเราไม่เสื่อมมูลค่า การหยอดกระปุกออมสินที่สามารถเป็นจริงได้ ผู้คนจะทุบกระปุก และนำมันไปสร้าง productivity ราคาทรัพย์สินต่างๆ ที่ไม่ได้มี demand จากการรักษามูลค่า เพราะเงินที่เสื่อมมูลค่า ผู้คนต่างทิ้งสิ่งนี้ และใส่ demand ไปในทรัพย์สินอื่นๆจนราคาสูงเกินที่ผู้คนจะครอบครองมัน ตามหน้าที่ เช่น ที่ดิน ที่มีไว้อยู่อาศัยและประกอบอาชีพ เป็นต้น ซึ่งมันรวมไปถึงโลกร้อนและปัญหาขยะ เมื่อมีคนที่สามารถพิมพ์เงิน(ก่อหนี้)มาซื้อพลังงาน กับคนที่ต้องทำงานเพื่อซื้อพลังงานนั้น การปล่อยพลังงานมหาศาบที่ไม่ได้สัมพันธ์กับการทำงานที่ต้องสร้างระบบมารองรับ และก่อตัวของรูปแบบพลังงานที่เหมาะสมกับภูมิประเทศนั้นๆ รวมไปถึงการลดต้นทุนหรือสวัสดิการที่รีดเค้นจนไม่สนใจใยดีอะไร เพื่อหนี้เงินที่เสื่อมมูลค่า โดยเฉพาะ trade off ต่างๆที่ต้องแลกมา ทันเป็นเหมือนๆกึ่งจิตวิทยาและสิ่งแวดล้อมที่หล่อหลอมผู้คนรวมถึงตัวเราเองเป็นเช่นนี้ สุดท้ายแล้วเราไม่สามารถแก้layer1ของปัญหาด้วยอำนาจรัฐที่มากมายมหาศาล และทุกๆคนต้องศึกษาจนใกล้เคียงอาชีพที่ 2 เพื่อลงทุนในการหนี้เงินที่เสื่อมมูลค่า ที่น่าสนใจคือเงินเฟ้อ 2% จริงไหม แต่2% แบบดอกเบี้ยทบต้นมันมากมายมหาศาลแค่ไหนกัน #siamstr
ให้รัฐบาลเลิกพิมพ์เงืนและใช้หนี้ #siamstr
เมื่อขับรถผ่านวันไหลประแสร์ ที่ผู้คนออกมาเต้นรำ สาดน้ำ รับความสุข สนุกสนาน มันมี 2 สิ่งในหัวก็คือ ศาสนา แม้จะออกตัวว่าไม่นับถือศาสนาใด ซึ่งความรัยอาจจะมีความหมายว่า ไม่นับถือศาสนาใดเลย หรือ เปิดอกรับทุกศาสนาก็ได้ ในขณะที่เราสามารถนั่งดู คลิปคนไปทำฮัจย์ได้ ประมาณ เกือบ 10 รอบ โดยใช้มันเป็น เสียงพูดกล่อมนอน แม้จะไม่เข้าใจในหลายๆตรรกะ แต่ก็รู้สึกถึงความจริงจรัง ของผู้คนที่นับถือ แต่ลึกๆในความคิดคือ ถ้าถอดทุกอย่างออก เรารู้สึกว่าแกนมันเหมือนแกนเดียวกับเราไปเดินขึ้นเขาคิชกุฏ... ซึ่งเราก็ไม่รู้ว่าที่เราดูได้เกือบ 10 รอบ เพราะวิดีโอมันดีด้วยหรือเปล่า หรือก็ไปฟังเบียร์สด ยูทูปเบอร์ ที่เปลี่ยนมานับถืออิสลามว่า ทำไม เหตุผลอะไร ตรรกะอะไร เขาถึงเลือกจะเปลี่ยนมานับถือแบบนี้ ซึ่งพอเราเห็นงานสงกรานนี้ที่ติดหน้าวัด เรานึกถึงคลิปหนึ่งคือ เจาะข่าวตื้น ช่วงนาทีที่ 20+ กับการจัดงานรื่นเริงปิดถนนหน้าวัด มีดนตรีเสียงดัง ดื่มเหล้าดื่มเบียร์หน้าวัด... ความสุข ขณะกำลังขับรถผ่าน คุณหมอก็พูดขึ้นว่า อิจฉาคนพวกนี้เนาะ ทำไมเขาหาความสุขกันง่ายจัง ถ้าเป็นเราๆ ต่อไปยืนในเวทีนั้นๆ ก็คงไม่จอยด้วย เราเห็นด้วยกับคุณหมอว่าทำไม ความสุขของเราช่วงนี้ถึงไปยึดคิดกับของที่มีราคาสูง แต่รายได้ตัวเองต่ำ... 5555555 ด้วยนะ แบบการที่ไปนั่งร้านคราฟเบียร์ ร้านแบบที่สงบๆคนน้อยๆ หรือบางร้านที่มีดนตรีแบบ acoustic แต่จริงๆ ก็ผ่านไฟฟ้าหมดนะ แต่แบบไม่เสียงดังโวยวาย แบบกีต้าร์ตัว กลองpad ตัวไรงี้ ที่เรานั่งได้ทั้งคืน คุณหมอนั่งวาดรูปได้เป็นอัลบั้ม 5555 หรือจะเป็นไปร้านกาแฟแบบspecialty ที่มีเมล็ดให้เลือก ที่ไม่ได้ซื้อจากช๊อปปี้ด้วยนะ ร้านที่บาริสต้าหรือเจ้าของร้าน มีความตั้งใจ ความรู้ในกาแฟ เราวัดร้านเหล่านี้ด้วย houseblend ของร้าน เราก็นั่งได้โง่ๆทั้งวัน หรือล่าสุดเราอยู่ในช่วงบ้าเนื้อวัว 5555555 เราเริ่มต้นด้วยแม็คโครนี่แหละ คุณหมอชอบแซวเราว่า เธอหน้ายิ้ม เวลาไปยืนมองเนื้อวัวหน้าเซลฟ์ขายเนื้อวัว นั้นคือคำถามว่า ทำไมตัวเราเองต้องสร้างอะไรให้ ทำไมต้องชมพู แล้วเกลือดำละ ที่มันมีกลิ่นไข่เน่าจัดๆ 555555 ทำไมพริกไทยต้องสามสีอะ #siamstr