lungkaaichaoguay

lungkaaichaoguay's avatar
lungkaaichaoguay
npub140sf...6yd7
ในเรื่องการเสื่อมมูลค่าของเงินจากเฟ้อเงินโดยอ้างอิงปริมาณของเงิน money supply m2 นั้น เรื่องหนึ่งที่น่าสนใจคือ งานหลายๆอย่างที่ผู้คนในสมัยปัจจุบันบอกว่า มันไม่ใช่อาชีพที่ทำให้ รวย นั้น แท้จริงแล้วมันควรจะเป็นอาชีพตั้งแต่แรกหรือไม่ หรือแม้มันเป็นเพียงผลกระทบของระบบการเงินที่เสื่อมมูลค่าอยู่เสมอ เพราะในสมัยที่เราอยู่ในระบบการเงินที่สามารถรักษามูลค่าได้อย่างทองคำนั้น งานหลายๆอย่างมักเกิดจากการที่เรา อดออม มาทำในสิ่งที่เราสนใจ แต่ปัจจุบันนั้นเราไม่สามารถ อดออม ได้ เพราะทุกคนต่างรู้ดีว่า ถ้าเราเก็บเงินไว้เป็นเงินในหน่วยของรัฐบาล เงินนั้นย่อมถูกทำลายมูลค่าอยู่เสมอๆ จากปริมาณเงินที่ถูกสร้างขึ้นเสมอเสมอ และถูกพลักดัน ให้นำเงินนั้นไปสู่ความเสี่ยง เพื่อรักษามูลค่าของมัน แต่ถ้าเราอยู่ในระบบที่เงินนั้นไม่เสื่อมมูลค่า การที่เราอดออมได้ เราจะสามารถนำเงินนั้นไปทำในสิ่งที่เราสนอกสนใจ และรักที่จะทำสิ่งนั้น รวมไปถึงสามารถอดออมเพื่อทำสิ่งนั้นได้ เช่น การที่เราจะสนใจสิ่งมีชีวิต อะไรบางอย่างในธรรมชาติ เช่นปลาบางกลุ่ม ปะการังที่สวยงาม ทากทะเลสุดน่ารัก มันจะเกิดจากความชอบในสิ่งเหล่านั้น แล้วเราก็นำเงินที่สามารถรักษามูลค่าได้ ผ่านการอดออม ที่ได้จากการสร้างผลผลิตอะไรบางอย่างให้แก่สังคม มาลงกับมันด้วยความสนใจ เพราะสิ่งเหล่านี้มันอาจไม่ใช่กิจกรรมที่จะไปแสวงหาผลกำไรโดยพื้นฐานอยู่แล้วหรือเปล่านะ มีคนยกตัวอย่างว่า บุคคลสำคัญในอดีตหลายๆคน ถ้าเขาไม่ได้มีธุรกิจ หรือมีความมั่นคงจากระบบการเงินที่ไม่เสื่อมมูลค่านั้น เราจะใช้เงินทุนจากไหน ในการทดลองนับครั้งไม่ถ้วนที่ล้มเหลว... และสิ่งนี้แหละที่มันทำให้ผู้คนในปัจจุบันมีน้อยลงเต็มเพราะการที่พวกเขา ไม่สามารถอดออมได้ แล้วคนเหล่านี้จะนำเงินจากไหนมาทำในสิ่งที่พวกเขาสนใจ บางทีเมื่อเราลองมองมุมอื่นว่า งานเหล่านี้มันไม่มีงานที่รวย หรือมันไม่ควรเป็นงานตั้งแต่แรก.... มันก็น่าสนใจดีว่า เราเดินมาผิดทางหรือเปล่า #siamstr
ตอนที่เข้าไปในโลกของวงการกาแฟ กาแฟที่หลากหลายเกิดขึ้นมา สองสิ่งที่เห็นในนั้นคือกาแฟแต่งกลิ่น และกาแฟหมักแบบแปลกๆ ข้อถกเถียงที่สำคัญของเรื่องนี้คือ มันปลอดภัยไหม รา ยีสต์ที่คุณหมัก สารเคมีที่ปรุงแต่ง มันมีคนกินแล้วหน้าแดง ปากบวม คำถามของคนในวงกาแฟคือ ใจเย็นก่อน verify ก่อน ทดลองก่อน ทำซ้ำก่อน มันรวดเร็วเกินไป เร็วเกินจนยังไม่ได้ verify ก่อนออกมาขาย ลูกค้าไม่ใช่คนทดลอง ในตอนที่เข้าไปในโลกของคราฟเบียร์ ก็มีเหตุการณ์แบบนี้เหมือนกัน เบียร์ที่คุณหมักติดเชื้อไหม off flaver ไหม ทำซ้ำแล้วรสชาติเดิมไหม ปรับปรุงพัฒนาสูตรหรือยัง verifyก่อนไหม หรือทำออกมาแล้วขายเลย ลูกค้าไม่ใช่คนทดลอง ในช่วงที่เราออกจากทช. เราไปเจอเรื่องของ แรงขับจากเงอนที่เสื่อมมูลค่า มันทำให้มีรีบ รีบ เพราะเงินมันเสื่อมมูล ฉันต้องทำหลายงาน ทำรวดเร็ว เพื่อสร้างจำนวนเงิน ให้ทันการเสื่อมมูลค่าของเงิน จนชีวิตเป็นแบบ hight time perference หรือการโหยหายผลตอนแทนระยะสั้นสูง ในงานวิทยาศาสตร์เหมือนกัน การจากวิจัย การทดลอง จะจบได้ มันใช้เวลาขั้นต่ำหลายเดือน จนไปถึงหลายปี สิ่งนี้ก็ถูกผลของเงินเสื่อมมูลค่าเข้ามาทำให้มี hight time perference หลายๆอย่างดูเหมือนยังจะไม่ได้ผ่านการ verify ก็ถูกนำเสนอมาอย่างรวดเร็ว หรือแม้แต่การแชร์วิดีโอเรือทัวร์ แฮร่ 555555555 แล้ว low time preference ละ ถ้าให้ยกตัวอย่างง่ายๆ เราขอยกตัวอย่างจากการงานของพี่ช่างภาพคนหนึ่งที่เขาทำโปรเจค camera trap ความ low time ของเขาก็คือ มันก็แค่การขึ้นไปเก็บรูป เปลี่ยนแบต ของcamera trap เขาในทุกๆเดือน จนกว่าจะได้รูปตามที่ตั้งเป้าหมายไว้ ซึ่งถ้าเขาเป็นคน hight time เขาจะไม่สามารถทำแบบนี้ได้ เพราะมันจะโหยหายรูปที่ตั้งเป้าในระยะเวลาสั้นๆ นั่นเอง โดยเฉพาะการทำงานกับสัตว์ป่า ที่เราไม่สามารถควบคุมอะไรได้ ที่จริงเรามีความคิดที่เปลี่ยนไปหลายๆสิ่ง ตั้งแต่รู้จักผลกระทบของเงินที่เสื่อมมูลค่าอยู่เสมอ เสมออ โดยเฉพาะงานที่ทำอยู่ทุกวันนี้ 555555 หมายถึงการมี empathy กับชาวประมงมากขึ้น มันเหมือนมีคำตอบว่า ทำไม ทำไม คนที่ใช้ทรัพยากรมากขึ้น มากขึ้น ความน่ากลัวของเรื่องนี้คือความขัดแย้งของผู้คน โดยเฉพาะช่องว่างระหว่างคนเมืองที่ทำลายธรรมชาติไปหมดแล้ว เป็นตึก อาคาร บ้านช่อง ที่ไม่ต้องรักษาอะไร เพราะมันเหลืออะไรให้รักษา กับคนในพื้นที่ธรรมชาติที่ใช้ทรัพยากร ที่มักจะถูกโจมตี ซึ่งมันก็ยังจับได้อีกเรื่องคือ akin in the game การแสดงความคิดเห็นมันง่าย ถ้าเราไม่มี skin in the game เพราะมันจะขทดความยับยั้งชั่งใจในผลกระทบต่อตน หรือแม้แต่งานสำรวจ ที่ไม่ได้มองแต่เจอ เย้ เจอ เย้ แต่อยากสำรวจในที่นั้น ในระยะยาว ในฤดูที่แตกต่าง และพยายามทำซ้ำ ทำซ้ำ แต่ก็....อะนะ สุดท้ายคือ เราแค่มองว่า layer 1 ของปัญหา คือการที่เงินในปัจจุบัน ถูกใช้โดยไม่ใช่วัตถุจากธรรมชาติอย่างทองคำ หรือการที่เงินถูกสร้างโดยไม่ได้ peg กับสิ่งใด จากที่เราเคยมี 1 บาท ในล้านบาท วันดีคืนดี จากในล้าน ก็เป็นในร้อยล้าน มูลค่า 1 บาทเราก็ลดลง (กระเพราราคาจานละ 50 กระเพราก็คือกระเพราเหมือนเดิม สิ่งที่เพิ่มขึ้นคือปริมาณเงิน ยังไม่นับเรื่องคุณภาพของสินค้าที่ห่วยลง เพราะต้องลดต้นทุน เพื่อคงปริมาณเงินไว้เท่าเดิม) ซึ่งธรรมชาติก็คือสิ่งหนึ่งที่โดยผลกระทบนั้น เช่นที่ดิน เมื่อเงินเสื่อมมูล ผู้คนก็ต้องหาแหล่งรักษามูลค่า ราคาที่ดินพุ่งสูง มันไม่ได้หมายถึงว่า ที่ดินมีมูลค่ามากขึ้น แต่ปริมาณเงินต่างหากที่เพิ่มขึ้น ที่ดินมันก็มีขนาดเท่าเดิม แต่เมื่อมันสามารถรักษามูลค่าได้ ที่ดินเลยถูกจับจองจำนวนมาก ป่าเขา ชายหาด ถูกจับจอง แต่ไม่ได้ถูกใช้งาน เพราะเขาซื้อไว้รักษามูลค่า ราคาที่ดินสูงเกินหน้าที่การอยู่อาศัย และมันคือรกร้าง รวมไปถึงป่า ป่าชายเลน ชายหาด วันดีคืนดีมีกฏหมาย ที่รกร้างต้องเสียภาษีแพง ตู๊มมม ไถป่า ขุดดินมาถม ป่าชายเลน ป่าจาก พื้นที่ทางธรรมชาติ ถมดินมาปลูกกล้วย ปลูกไม้ราคาถูก แบบปลอมๆ เพื่อลดภาษี ผลคือธรรมชาติถูกทำลายแบบฟรีๆ โดยไม่มีการใช้งาน มันถูกใช้เพียงฟังชั่นเดียวคือ รักษามูลค่าเท่านั้น...จากเหตุที่เงินเสื่อมมูลค่า โดยที่ฟังชั่นทางนิเวศ ถูกทำลายไปแบบสูญเปล่า ถ้าเข้าใจผิดพลาด ก็คือผิดพลาด 5555 แต่ความเชื่อ ณ ตอนนี้layer 1 ของปัญหาคือเงินเสื่อมมูลค่า... #siamstr
จริงๆอีก 1 - 2 สัปดาห์ ก็จะครบจุดอะไรบางอย่างในชีวิตหลังจากออกจากการทำงานหญ้า และไปเลี้ยง เพรียงทราย 1 ปี กับกรมประมง และกลับมาทำงานสัตว์หายากที่(เกยตื้นบ่อย)ที่จะครบ 1 ปีละ ความเศร้าคือ ความรู้สึกที่ไม่เหมือมเดิมม นี่แหละ แบบมันไม่รู้สึก 55555 เมื่อเราไปค้นพบปรัญชาหนึ่งของ btc ที่กล่าวว่าเงินเฟ้อจาก money supply ที่เป็นตัว drive ปัญหาต่างๆในโลกนี้ โดยเฉพาะปัญหาทางทะเล ที่เราสัมผัสและพยานามเข้าไปมีส่วนร่วม ตั้งแต่หลังเรียนจบ เพราะมันบอกว่า layer 1 ของเหตุผลที่รัฐสร้างเงิน (money supply ที่เพิ่มขึ้น) นี่แหละที่เราต้องแก้ ถ้าไม่แก้ตรงนั้น คุณก็จะไม่สามารถแก้ปัญหาในlayer ที่ 2 3 4 ได้เลย ยกเว้นคุณจะเป็นประเทศ layer 1 นั่นเอง.... แล้วตัวอย่างของ ปัญฟาจากการพิมพ์เงินคืออะไร เราชอบมากที่สุดก็คือ ชาวประมงกับการจับปลาแหละ คือการพิมพ์เงินเนี่ย ในเพิ่ม supply ของเงินใช่ไหม นั่นหมายความว่าเงอนของคุณนั่นก็จะเสื่อมมูลค่าลงไป เมื่อคุณเคยมี 10 บาท ใน supply 1ล้าน วันดีคืนดี รัฐสร้างเงิน แล้ว supply เพิ่มขึ้นเป็น สิบล้าน 10 บาท ของคุณก็มูลค่าลดลง เปลี่ยนจาก เงิน เป็น นาฬิกา พระสมเด็จก็ได้ วันดีคืนนี้ supply ของเหล่านั้น เพิ่มขึ้น ราคาก็ลง ประมาณนั้น. และเมื่อเงินของชาวประมงเสื่อมมูลค่า ปริมาณเงินที่ใข้ซื้อของ ในการมีชีวิต อาหาร ที่อยู่อาศัย เครื่องนุ่งห่ม ก็ใช้มากขึ้นตาม supplyของเงิน หรือที่บอกว่า ข้าวของแพงขึ้นนี่แหละ มันก็จะมาสะท้อนถึงปริมาณการจับสัตว์น้ำที่มากขึ้นของชาวประมง เช่นปกติ ชาวประมงจับปูม้า วันละ 1 โล เลือกตัวใหญ่ ตัวแน่น ชนิดที่อร่อย ได้เงิน 200 บาทในเคยพอใช้ชีวิต แต่เงินเฟ้อแล้ว มันไม่พอ ชาวประมงก็ต้องจับโลที่ 2 3 4 5 6 หรือแม้แต่ 10 ในมันสู้เงินเฟ้อจากปริมาณเงินที่ถูกสร้างขึ้นมา แม้ราคาปูม้าจะขึ้นมาเหมือนกันตาม money supply ก็ตามต้นทุน การใช้ชีวิต และการจับ มันก็ขึ้นตามเช่นกัน การจับปูม้าเยอะขึ้น ไม่ได้หมายความว่า จะมีรายได้มากขึ้น มันเพียงเพิ่มตาม มูลค่าของเงินที่เสื่อม รวมไปถึงการลงแรงของชาวประมง กับการลงแรงเพื่อสร้างเงิน ที่มันง่ายกว่า การลงแรงทำประมง จนวันหนึ่งวัฏจักรสัตว์น้ำก็พังลง... เพราะจับยังไงก็เอาชนะเงอนเฟ้อจากการสร้างไม่ได้หรอก ชาวประมงไม่เลือกขนาด ไม่เลือกเพศ ไม่เลือกพันธุ์ เราจะได้เห็นปูชนิดต่างๆ ที่ไม่เคยมีราคา รสชาจิไม่อร่อย จนวันหนึ่งมันก็ขายได้ เพราะวัฏจักร สัตว์น้ำมันพังหมดแล้ว คำถามคือ ชาวประมงผิดไหม? สำหรับเราคือไม่ผิด แต่ในโลกปัจจุบัน คนเราก็มาตบตีกันเอง ชี้หน้าด่าว่า อาชีพนั้น ไม่ดี พูดง่ายๆ ใครคนอื่นหยุดทำอาชีพ ในขณะที่บางคนใช้ชีวิตสุขสบาย มีรถ 3 คัน 8 คัน เกินความจำเป็น มีเงินมากมายซื้อรถไฟฟ้า ซึ่งเป็นรถคันที่เกินจำนวนคนในครอบครัว แล้วถ่ายรูปลงเฟสว่ารักโลก จะทำอะไรก็ได้ เพราะในเมืองไม่มีอะไรธรรมชาติอะไรให้รักษาแล้ว... ซึ่งมันแก้ปัญหาอะไรไม่ได้ เพราะเงินที่เสื่อมมูลนั้น เป็นแรงขับเคลื่อนให้มนุษย์เอาตัวรอดก่อน ซึ่งเป็นความขึ้นพื้นฐานในการมีชีวิตอยู่แล้ว #siamstr
ช่วงที่ทำงานกรมประมง 1 ปี คือช่วงที่เราเรียนรู้ทางด้านสังคม นั่งฟังปรัญชา ผลร้ายของเงินที่เสื่อมมูลค่า รวมไปถึงน่าจะเป็นผลรวมๆของการไปบ้านคุณหมอ ที่เป็นร้านขายของในระแวกของห้องเช่าของผู้คนรายได้ขั้นต่ำ มันได้เห็นสังคมที่กว้างขึ้น และสิ่งเหล่ามันทำให้มุมมองต่องานที่เราทำเปลี่ยนไป แม้เราจะสนุกกับงานสำรวจเหมือนเดิม ตื่นเต้นและดีใจที่ได้ใช้จินตนาการในการออกแบบการสำรวจ การเปลี่ยาแปลงแก้ไข วางแผน เพื่อการพบเจอสิางที่เรียกว่าสัตว์ทะเลหายาก แต่สิ่งที่เราเปลี่ยนไปคือ มุมมองต่อผู้ใช้ทรัพยากรใน layer 1 หรือง่ายๆคืออาชีพที่ใช้ทรัพยากรโดยตรงนั่นแหละ มันเหมือนเราเห็นใจเขาขึ้น เรามอง เขาในมุมมองของการเป็นวิทยาศาสตร์พลเมือง ด้วยเหตุผล ไอ่ปรัญชาที่เงินเสื่อมมูลค่านี่แหละ มันบังคับให้เขาต้องใช้ทรัพยากรมากขึ้น มากขึ้น เพื่อตลอดสนองต่อเงินที่เสื่อมมูลค่าจาก money supply แต่มันก็ไม่พอ และที่สำคัญคือ มัยคือเรื่องของ skin in the game ในระดับของการมีส่วนได้ส่วนเสีย ผู้คนที่มักบอกให้ผู้คนใน layer 1 เลิกประกอบอาชีพ หรือ เป็นคนไม่ดี ในขณะเดียวกัน ผู้คนที่บอกเหล่านั้น คือเขาอยู่ใน layer 3 4 5 ไปแล้ว โดยที่ไม่ต้องระบผลกระทบ สิ่งเหล่านี้คือสิ่งที่เราคิดอยู่ในใจว่า ทำไม คนเรานั้นสามารถบอกใฟ้คนอื่นเลิกประกอบอาชีพได้ง่ายดายแบบนั้น เพียงเพราะเขาไม่ได้มี skin in the game หรือ การอนุรักษ์ที่เขาถวิลหา ทำไมมันช่างรุนแรงแบบนั้น #siamstr
ความยากของานด้านธรรมชาติ และช่องว่างที่มากขึ้น ช่วงที่เราไปเลี้ยงเพรียงทราย อยู่ที่กรมประมงนั้น เป็นช่วงที่เรานั้น ได้ออกนอกเส้นทาง ของงานที่เคยทำจำพวก หญ้าทะเล ปะการัง สัตว์ทะเลหายาก และนั้นคือโอกาสที่เราไม่รู้ตัวว่า มันทำให้เราได้เห็นโลก ในมุมต่างๆมากขึ้นในด้านอื่นๆ หนึ่งในนั้น คือการเงิน (อยากรวยเร็ว จะได้รีบลาออกอะนะ 55555) แต่ความตื่นเต้นมันไม่ได้อยู่ตรงนั้น มันดันไปเชื่อมโยงกับปัญหาที่พยายามแก้ไขอยู่ หลายๆใครคงเคยได้ยินประโยคที่ว่า "คนหาเช้ากินค่ำแค่เขาคิดเรื่องความอยู่รอดวันต่อวัน ก็เหนื่อยจะตายแล้ว จะเอาเวลาที่ไหนมาคิดเรื่องสิ่งแวดล้อมละ" เรื่องการเงินที่เราไปเจอ มันช่วยอธิบายประโยคเหล่านี้ ได้อย่างชัดเจน เงินเฟ้อ เฟ้อที่ไหน? เงินเฟ้อนั้นหลายๆคนอาจจะเข้าใจว่า เฟ้อจากราคาของที่สูงขึ้น แต่สิ่งที่เราไปเข้าใจมานั้น เงินเฟ้อ เฟ้อจาก ปริมาณเงิน money supply เราเคยเข้าใจว่า ถ้าเราอยากมีปริมารเงินที่เพิ่มขึ้นนั้น เราต้องมีปริมาณทองคำ ที่เท่ากัน วางไว้เป็นหลักประกันอยู่ แต่คำถามคือ ปริมาณเงินที่เพิ่มขึ้นตอนนี้ มันเพิ่มขึ้นได้จากอะไร ทำไมเงินสร้างง่าย และคุณค่าของเงินก็ลดลงแบบที่เรา "ไม่สามารถอดออมได้" ตอนเด็กเราถูกสอนให้หยอดกระปุก แต่โตขึ้นมาเราถูกสอนใน ลงทุน เพราะเงินมันเสื่อมมูลค่าอยู่เสมอ เพราะการออมมันไม่สามารถทำได้จริง สิ่งนี้แหละที่มันรีเลทกับปัญหาด้านธรรมชาติ และคือ layer 1 ที่ทรัพยากรถูกใช้งานเกินเหตุอันควร คือ เงินมันเสื่อมมูลค่า เราตั้งคำถามง่ายๆเลยว่า เราทุกคนต้องทำงานสร้าง productivity เพื่อแลกเงินไปปล่อยคาร์บอน แต่ในระบบการเงินที่สามารถสร้างเงิน มาปล่อยคาร์บอนได้นั้น มันไม่แปลกที่คาร์บอนจะถูกปล่อยออกมา จนวัฏจักรของมันเสียไป ถ้าเราอยากเติมน้ำมัน เราต้องทำงานแลกเงินไปซื้อน้ำมัน แต่ทำไมเราจึงสามารถสร้างเงินมาซื้อน้ำมันได้ ในเรื่องของการประมง ชาวประมงต้องจับปลาเพื่อแลกเงิน ชาวประมงสามารถเลือกจับปลาตัวใหญ่ ปลาชนิดที่อร่อยๆ ตามความต้องการของผู้ตน แต่เงินของชาวประมงนั้น เสื่อมมูลค่าอยู่เสมอ นั้นเท่ากับว่า ชาวประมงไม่สามารถจับปลาได้เท่าเดิมได้ เพราะมันช้ากว่าเงินเฟ้อจากปริมาณเงินที่เพิ่มขึ้น ผลคือ ชาวประมงต้องจับปลาเกินกว่าที่ต้องการ ปลาตัวเล็ก ปลาชนิดที่ไม่อร่อย ถูกจับมากขึ้นเพื่อ จะมาสู้กับเงินเฟ้อนั้น และวัฏจักรของสัตว์น้ำก็พังลง.... ทรัพยากรต่างๆ ต้องถูกใช้เพิ่มตามรปริมาณเงินที่เฟ้อขึ้นนั้น ไม่ใช่เพราะสังคมมนุษย์เติบโตขึ้น แต่เป็นเพราะ เราต้องหาเงินให้มากขึ้น มากขึ้น มากขึ้น เพื่อให้เรามีเงินมากพอ ที่จะเอาชนะเงินเฟ้อได้ และปัญหานี้ที่แหละที่จะสร้างความขัดแย้งให้กับผู้คน โดยเฉพาะผู้คนใน layer 1 ที่ใช้ทรัพยากรโดยตรง แต่กลับกลายเป็นผู้ร้าย ต่อผู้คนที่ใช้ทรัพยากรทางอ้อมใน layer 2 3 4 5 ที่มักถูกนิยามว่า คนในเมือง คนในแผ่นดินต่างๆ ที่ไม่ต้องมาใช้ทรัพยากรโดยตรง skin in the game หรือการมีส่วนได้ส่วนเสียนั้น ผู้คนที่ใช้ทรัพยากรใน layer 2 3 4 5 มักจะสามารถพูดหรือบอกให้ผู้คนใน layer 1 หยุดประกอบอาชีพได้ ง่ายๆ เพราะมันไม่ได้มีผลเสียต่อเขา เราสามารถเห็นเหตุการณ์นี้ได้ตามดราม่าต่างๆ ไม่ว่าจะโรนันกับไต่เรือ ลอบกับนักดำน้ำ หรือฉลามกับชาวประมง เป็นต้น หรืออย่างกรณีล่าสุด ลอยกระทง การตั้งคำถามว่า ถ้าไม่นับเรื่องเงิน ขอดีของการลอยกระทงคืออะไร คำตอบก็คือ เรื่อเงินนั้นแหละ 5555 แต่ทำไมละผู้คนถึงมองจะแต่เรื่องเงินก่อนทุกสิ่งเสมอ ก็เพราะเงินคือสิ่งที่ทำให้ทุกคนมีชีวิตรอดได้ แบบทางตรง layer 1 การที่เงินเสื่อมมูลค่าอยู่เสมอ มันทำให้ผู้คนไม่สามารถมองอนาคตได้ ไม่สามารถมองได้ว่า พะยูน เต่าทะเล นก หรือระบบนิเวศหน้าบ้านเขา จะสร้างเม็ดเงินในเขาทางอ้อมใน layer 2 3 4 5 อย่างไร พะยูนตาย หรือมีชีวิต ฉันก็ไม่ได้เงินเพิ่ม แต่ขายกระทง ฉันได้กำไรส่วนต่างแน่ๆ และนี่คือปัญหาที่แท้จริง layer 1 มันไม่เกี่ยวเรื่องจิตสำนึก เรื่ององค์ความรู้อะไร มันมีแต่เรื่องของ เงินที่เสื่อมมูลค่าจนผู้คนไม่สามารถ มองอย่างอื่นได้นั่นเองงง เพราะถ้าเรามีเงินที่แข็งแกร่งนั้น ผู้คนจะรู้จักพอ ด้วยกลไกลของธรรมชาติ.... #siamstr
เมื่อ 3 สตางค์ = 1 sat ความน่าสนใจคือ เงินเฟ้อจาก money supply นั้น ทำให้ผู้คนหลงลืมจนไม่รู้สึกถึงคุณค่าของ หน่วยย่อยของเงินบาท ที่ 1 บาท มี 100 สตางค์ เพราะมันเฟ้อ จนไม่สามารถใช้งานได้จริง ความน่ากลัวในลำดับไปก็คือ มันจะมีวันที่เงินเฟ้อจนผู้คนรู้สึกว่า 1 บาทนั้น ไม่มีค่าหรือไม่... ในเรื่องของธรรมชาติที่ถูกทำลายนั้น เราตั้งคำถามง่ายๆเลยว่า เราทุกคนต้องทำงานสร้าง productivity เพื่อแลกเงินไปปล่อยคาร์บอน แต่ในระบบการเงินที่สามารถสร้างเงิน มาปล่อยคาร์บอนได้นั้น มันไม่แปลกที่คาร์บอนจะถูกปล่อยออกมา จนวัฏจักรของมันเสียไป ในเรื่องของการประมง ชาวประมงต้องจับปลาเพื่อแลกเงิน ชาวประมงสามารถเลือกจับปลาตัวใหญ่ ปลาชนิดที่อร่อยๆ ตามความต้องการของผู้ตน แต่เงินของชาวประมงนั้น เสื่อมมูลค่าอยู่เสมอ นั้นเท่ากับว่า ชาวประมงไม่สามารถจับปลาได้เท่าเดิมได้ เพราะมันช้ากว่าเงินเฟ้อจากปริมาณเงินที่เพิ่มขึ้น ผลคือ ชาวประมงต้องจับปลาเกินกว่าที่ต้องการ ปลาตัวเล็ก ปลาชนิดที่ไม่อร่อย ถูกจับมากขึ้นเพื่อ จะมาสู้กับเงินเฟ้อนั้น และวัฏจักรของสัตว์น้ำก็พังลง.... #siamstr พูดกับคนในเฟสไม่ได้ เขาอาจจะไม่เข้าใจ 5555555
ระบบการเงินที่เสื่อมมูลค่าอยู่เสมอ ทำให้ผู้คนมองอนาคตไม่เห็น ผู้คนมักจะพูดว่าการกระทำใดๆของผู้คนทำไมไม่คิดถึงอนาคตของลูกหลาน มันก็จะย้อนคำตอบไปที่ layer1 ก็คือเราอยู่ในระบบการเงินที่เสื่อมมูลค่าอยู่เสมอ ผู้คนส่วนหนึ่งที่คิดถึงอนาคต ก็มักจะเป็นผู้คนที่รู้สึกเซฟ ซึ่งเรื่องรายได้ก็คือส่วนหนึ่งในนั้น และผู้คนบางกลุ่ม ก็เคยผ่านความรู้สึกนั่นมาแล้วในช่วงมหาวิทยาลัย ที่เราสามารถไม่ต้องมองความกังวลเรื่องรายได้ ด้วยเงินสนับสนุนจากครอบครัว มันเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้วัยรุ่น ทำไมมีความคิดนอกกรอบบ ทำไมสามารถทำตัวพุ่งตรงเป็นหอกที่พร้อมจะทะลุทุกความลำบากแบบไม่เหน็ดเหนื่อย เพราะว่าเราอาจจะคิดว่าเราว่า เราผ่านระดับขั้นที่ 2 ของมาสโลว์อยู่แบบไม่รู้ตัวก็ได้ ไม่ว่าจะปัญหาขยะ สิ่งแวดล้อม การมีลูก การซื้อบ้าน หรืออะไรก็ตามแต่ ถ้าเงินที่เราอดออมไว้แล้วมันเสื่อมมูลค่า เมื่อ 20 บาทในวันนี้ ในอนาคตมันจะปริมาณ 20 บาท แต่มูลค่าการจับจ่ายไม่ใช่ 20 บาทนั้น ผู้คนก็ไม่มีทางที่จะคิดถึงอนาคตได้ เขาได้แต่มองชีวิตระยะสั้นๆเท่านั้น #siamstr
การที่เงินเฟ่อแต่ค่าแรงไม่เพิ่ม หมายความว่า จำนวนประชากร มันเฟ้อมากกว่าเงินไหมครับ #siamstr
Time preference การโหยหาผลตอบแทนระยะสั้น ผู้คนไม่อยากจะเป็นคนร้ายในสายตาคนอื่น แต่ระบบการเงินที่เสื่อมมูลค่าอยู่เสมอนั้น บังคับให้ผู้คนร้ายโดยไม่รู้ตัว อ้างอิงจาก money supply ที่ทำให้ผู้คนนั้น มี hight time preference คือโหยหาผลตอบแทนระยะสั้นสูง มองอนาคตไม่เห็น และไม่สามารถอดเปรี้ยวไว้กินหวานได้ เช่น คำกล่าวว่า ผู้คนไม่สามารถสนใจเรื่องธรรมขาติได้ เพราะแค่การเพียงสนใจว่า วันพรุ่งนี้จะต้องหาเงินจากไหนในการมีชีวิต อาจจะยาวขึ้นด้วยการว่า สัปดาห์หน้าต้องหาเงินยังไง หรือแม้แต่มนุษย์เงินเดือนที่มีเงินใช้เดือนชนเดือนนั้น แค่ชีวิตตนเอง เขาก็คงไม่มาสนใจในเรื่องราวของทรัพยากรธรรมชาติที่ กล่าวอ้างว่า โลกจะล่มสลาย ในอีก 10 20 30 ปี ที่เป็นอนาคตนั้น ซึ่งต่างจากผู้คนที่เรื่องรู้สึกพอเพียง หรือรู้สึกว่าตัวเองเซฟแล้ว ฉันมีเงินสำรองอีก 3 เดือน 6 เดือน 1 ปี 10 ปี ความแตกต่างเหล่านี้ทำให้มุมมองการมองโลกที่แตกต่างกันไป เพราะเงินที่เสื่อมค่าอยู่เสมอ ซึ่งสามารถมองง่ายๆว่า หน่วยสตางค์ ในวันนี้ผู้คนสามารถใช้ทำอะไรได้บ้าง เมื่อเปรียบเทียบกับในอดีต ที่ชัดเจนกว่านั้น มีใครในสังคมสามารถมั่นใจได้ว่า ราคาค่าใช้จ่ายในอนาคตจะยังคงเท่าเดิมในวันนี้ ผลคือ ผู้คนจะต้องกอบโกยมากขึ้น เพื่อหาเงินมาชดเชยในส่วนที่เสื่อมมูลค่าในอนาคต กับอีกทางก็คือ ผู้คนทิ้งเงิน แล้วเก็บเวลาและพลังงานของพวกเขาในรูปแบบอื่น เช่น ที่ดิน เป็นต้น วิธีเหล่านี้นั้นส่งผลให้ เกิดปัญหาต่างๆอย่างที่พวกเรากำลังกังวลในปัจจุบัน ที่ดินที่มีความต้องการแฝงในการรักษามูลค่าแทนเงิน การประกอบอาชีพที่ไม่สนใจใยดีอะไรเพียงเพราะฉันต้องมีเงินใช้ ในการมีชีวิต ต้นตอของปัญหาที่ทุกคนอาจจะคิดว่ามันอยู่ที่จิตสำนึก แต่แท้จริง layer 1 อาจจะเป็นการที่ระบบการเงินของสังคมโลก ออกจาก gold standard ตั้งแต่ปี 1971 ก็เป็นได้