ในโลกการเงินปัจจุบันที่เต็มไปด้วยความซับซ้อนและคำถามมากมาย Bitcoin ได้กลายเป็นปรากฏการณ์ที่หลายคนอาจมองว่าเป็นแค่ “แชร์ลูกโซ่” หรือ “สแกม” แต่ในช่วง 16 ปีที่ผ่านมา มันกลับไม่เคยหายไปไหนและยังคงถูกพูดถึงอยู่เสมอ โดยเฉพาะเมื่อราคามีการปรับตัวสูงขึ้น บทความนี้จะเจาะลึกว่า Bitcoin คืออะไร ทำไมมันถึงยังคงอยู่ และแตกต่างจากระบบเงินที่เราใช้อยู่ทุกวันนี้อย่างไร อ่านต่อได้ที่ : #SiamStr
คุณนาโอมิ The Investo เหมาน้ำพริกมาให้จัดกิจกรรมแจก งั้นแบ่งมาแจกชาว #SiamStr สัก 8 ถุง (4 รางวัล รางวัลละ 2 ถุง) กับอัตราแลกเปลี่ยนสุดกาว 1 Sats = 1 บาท กติกาง่ายๆ Zap โพสต์นี้ 125 Sats แล้วคอมเมนต์หลักฐาน พร้อม DM ชื่อ ที่อยู่ เบอร์โทร เพื่อจัดส่ง กิจกรรมถึงวันเสาร์ ถ้าไม่มีใครสนใจ จะยกยอดไปแจกใน FB ต่อ image
น้ำพริกนรกปลาสลิด🐟💥🔥 #แซ่บถึงใจ ในราคาสุดคุ้ม! เนื้อปลาสลิดเน้นๆ หอม ฟู เผ็ด จัดจ้าน หอมเครื่องแกงสุดๆ กินกับข้าวสวยร้อนๆ ไข่เจียว หรือผักสดก็อร่อยฟิน ใครลองก็ติดใจ! ถุงละ 50 บาท (100 กรัม) เท่านั้น! ค่าส่งเหมาๆ แค่ 25 บาท ทั่วประเทศ จะสั่งไปทานเอง หรือเป็นของฝากก็ดีงาม สนใจทักเลย! #SiamStr
สรุปเนื้อหาจาก #BitcoinTalkShot ฝันอยากจะรวยแต่ไม่รู้จักเก็บออม คือ "ฝันกลางวัน" ในตอนนี้ อ.พิริยะ ได้กล่าวถึงความเข้าใจผิดเกี่ยวกับการสร้างความมั่งคั่ง โดยเน้นย้ำว่าการเก็บออมและการบริหารจัดการความเสี่ยงอย่างเหมาะสมนั้นสำคัญกว่าการพยายามจับจังหวะตลาด และ Bitcoin สามารถเข้ามามีบทบาทสำคัญในการแก้ปัญหาการเสื่อมค่าของเงินออม 📌 📌 ความเข้าใจผิดเกี่ยวกับการสร้างความรวยอย่างรวดเร็ว 🟠 หลายคนมีความฝันที่จะรวยเร็วจากการเทรดหรือลงทุน โดยได้รับอิทธิพลจากโฆษณาที่อ้างว่าทำเงินได้จำนวนมาก 🟠 อย่างไรก็ตาม สถิติในตลาดชี้ให้เห็นว่า "95% ของเทรดเดอร์มักจะขาดทุน" และมีเพียง 1-2% เท่านั้นที่สามารถทำกำไรได้มหาศาล 🟠 การเทรดหรือลงทุนนั้นไม่ง่ายอย่างที่คิด และการพยายามหาจุดต่ำสุดหรือสูงสุดในตลาดเป็นเรื่องที่ยากมาก และมีประโยชน์น้อยกว่าการอยู่ในตลาดเป็นระยะเวลานาน 🟠 การเข้าไปในตลาดด้วยเงินทั้งหมดที่มี โดยที่ไม่มีฐานรองรับและมีความคาดหวังสูง (เช่น หวังรวยพลิกชีวิต) นั้น เป็น "สูตรสำเร็จแห่งหายนะ" เพราะจะทำให้คุณไม่สามารถทนรับความเสียหายได้ และมักจะแพ้ตั้งแต่ยังไม่เริ่มรบ 📌📌 ความสำคัญของการสร้างรายได้และการเก็บออมเป็นรากฐาน 🟠 สำหรับผู้ที่ยังไม่สามารถออมเงินได้ (รายจ่ายมากกว่ารายได้) "หน้าที่แรกคือการสร้างรายได้ให้มากกว่ารายจ่าย" ไม่ใช่การมองหาวิธีรวยเร็วผ่านการลงทุน 🟠 "การออมคือ "แม่ทุกสถาบัน" และเป็นจุดเริ่มต้นของความมั่งคั่งและการลงทุน" 🟠 รากฐานทางการเงินที่มั่นคงจากการออมเป็นสิ่งจำเป็น เพื่อให้สามารถรับความเสี่ยงจากการลงทุนได้ และไม่ต้องรีบเร่งในการตัดสินใจลงทุน 🟠 หากมีเงินออมที่เพียงพอ คุณจะสามารถแบ่งเงินส่วนเล็ก ๆ ไปลงทุนได้โดยไม่รู้สึกกดดัน และสามารถทนต่อความผันผวนหรือการขาดทุนได้ดีขึ้น ซึ่งจะนำไปสู่ผลกำไรที่ยั่งยืน 📌📌 ปัญหาของการเก็บออมด้วยเงินเฟียต (เงินกระดาษ) และบทบาทของเงินเฟ้อ 🟠 ปัญหาหลักของการเก็บออมเงินคือ "การเสื่อมค่าของเงิน" หรือ "เงินเฟ้อ" 🟠 แม้จะเก็บออมเงินจำนวนมาก เช่น 35 ล้านบาท หรือ 1 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ แต่มื่อเวลาผ่านไป อำนาจการจับจ่ายของเงินนั้นจะลดลงอย่างต่อเนื่อง 🟠 อัตราเงินเฟ้อที่แท้จริง (จากปริมาณการพิมพ์เงิน เช่น M2 ของดอลลาร์สหรัฐฯ ที่โตเฉลี่ย 6-6.5% ต่อปี) ทำให้การออมเงินเฟียตไม่สามารถสร้างฐานะได้ในระยะยาว 🟠 ในช่วงแรกของการออม เงินออมอาจยังเติบโตเร็วกว่าเงินเฟ้อ แต่เมื่อเวลาผ่านไป อัตราการเพิ่มขึ้นของเงินออมจะลดลง และเงินเฟ้อจะทำให้อำนาจการจับจ่ายลดลง "เป็นเหมือน "กำแพง" ที่กั้นไม่ให้คนส่วนใหญ่สร้างความมั่งคั่งได้เกินจุดหนึ่ง" 🟠 รายได้ที่เพิ่มขึ้นตามปกติ (เช่น 1-3% ต่อปี) มักไม่เพียงพอที่จะชดเชยอัตราเงินเฟ้อที่สูงกว่านี้ ทำให้การออมเงินเฟียตอย่างเดียวเป็นไปได้ยากที่จะชนะเงินเฟ้อ 📌📌 Bitcoin ในฐานะ Store of Value ที่ช่วยแก้ปัญหาเงินเฟ้อ 🟠Bitcoin ถูกนำเสนอเป็นทางออกสำหรับปัญหาการเสื่อมค่าของเงิน โดยทำหน้าที่เป็น Store of Value (แหล่งเก็บรักษามูลค่า) ที่ดี 🟠คุณสมบัติสำคัญของ Bitcoin คือ "มีปริมาณจำกัด" ไม่สามารถผลิตเพิ่มได้ง่าย มีกฎการผลิตที่ตายตัว และต้องใช้พลังงานในการผลิตอย่างยุติธรรม 🟠 สินทรัพย์ที่สามารถใช้เป็น Store of Value ได้ดีคือสินทรัพย์ที่เมื่อราคาสูงขึ้นแล้ว อัตราการผลิตของมันไม่สามารถเร่งเพิ่มขึ้นได้อย่างรวดเร็วตามความต้องการของตลาด เช่น ทองคำ อสังหาริมทรัพย์ (ในอดีต) และ Bitcoin 🟠 การออมในสินทรัพย์ที่มูลค่าเติบโตขึ้นตามเวลา เช่น Bitcoin (ซึ่งมีอัตราการเติบโตเฉลี่ยทบต้นที่สูงกว่าเงินเฟียตมาก เช่น 15% ต่อปีอย่างอนุรักษ์นิยม) จะช่วยให้เงินออมมีมูลค่าเพิ่มขึ้นจริง 🟠 จากการจำลอง (simulation) แสดงให้เห็นว่า การออมใน Bitcoin ด้วยจำนวนเงินเท่าเดิม (เช่น เดือนละ 10,000 บาท) จะทำให้มูลค่าเงินออมในอนาคตมีอำนาจการจับจ่ายที่สูงกว่าการออมในเงินเฟียตอย่างมาก 🟠 สิ่งนี้จะช่วยให้บุคคลสามารถ "ปลดล็อก" กำแพงของเงินเฟ้อ ทำให้ฐานะทางการเงินเติบโตขึ้นอย่างก้าวกระโดด และถึงจุดหนึ่งที่ผลตอบแทนจากการลงทุนสามารถสร้างรายได้ที่เพียงพอต่อการใช้จ่าย หรือแม้กระทั่งให้คุณหยุดออมเงินจากการทำงานปกติได้ [18, 19]. 🟠 อย่างไรก็ตาม Bitcoin จะช่วยแก้ปัญหาให้กับผู้ที่มีปัญหาในการ "เก็บรักษา" มูลค่า (store value) อยู่แล้ว ไม่ใช่ผู้ที่ยังไม่มีเงินเก็บเลย 📌📌 สรุปและข้อคิด 🟠 การสร้างฐานรากทางการเงินที่แข็งแกร่งด้วยการออมเงินเป็นสิ่งสำคัญที่สุด 🟠จากนั้นจึงพิจารณาลงทุนในสินทรัพย์ที่ช่วยป้องกันเงินเฟ้อและรักษามูลค่าได้ เช่น Bitcoin เพื่อให้เงินออมของเราเติบโตจริงในระยะยาว 🟠 เมื่อมีฐานที่มั่นคงแล้ว คุณจะสามารถลงทุนได้อย่างใจเย็น ไม่ต้องรีบร้อน และสามารถรับการขาดทุนได้ดีขึ้น ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญสู่ความสำเร็จในการลงทุน 🟠 การเร่งให้เงินเติบโตในวันที่ยังไม่พร้อม (เช่น มีเงินน้อยแต่คาดหวังผลตอบแทนสูงมาก) เป็นสิ่งที่อันตรายและเพ้อเจ้อ #Bitcoin #BTC #PersonalFinance #การเงิน #SiamStr สนับสนุน #SorawichToday ผ่าน Bitcoin Lightning ได้ที่ ⚡️ sorawichv@blink.sv สนับสนุน #SorawichToday ด้วยการสั่งซื้อน้ำพริกนรกปลาสลิด รสจัดจ้านถึงใจ กินกับอะไรก็ฟิน เพียงถุงละ 50 บาท (*ค่าส่ง 25 บาททั่วประเทศ) ทัก Inbox เพจได้เลย ติดต่อโฆษณา / ประชาสัมพันธ์ 📧 sorawichtoday@outlook.com image
Preview "เศรษฐศาสตร์เล่มเดียวจบ" - คู่มือวิพากษ์นโยบายรัฐและทำความเข้าใจเศรษฐศาสตร์ฉบับประชาชน หนังสือเล่มนี้ไม่ได้เป็นตำราเศรษฐศาสตร์ที่ซับซ้อน แต่เป็นคู่มือที่มุ่งอธิบายแนวคิดทางเศรษฐศาสตร์ขั้นพื้นฐานอย่างง่าย เพื่อให้คนทั่วไปสามารถเข้าถึงและทำความเข้าใจได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในการวิพากษ์วิจารณ์นโยบายของรัฐ แก่นหลักของหนังสือ : "มองให้ครบทั้งสองมิติ" ผู้เขียน Henry Hazlitt สรุปใจความสำคัญของเศรษฐศาสตร์ไว้ในบทแรกเพียงบทเดียว ซึ่งเป็นบทเรียนเดียวที่ครอบคลุมทั้งเล่ม โดยมีหลักคิดสำคัญคือ "นักเศรษฐศาสตร์ที่ดีจะต้องมองให้เห็นทั้งรอบด้าน มองถึงผลดีที่จะเกิดขึ้นในระยะยาว และผลกระทบต่อคนทั้งสังคม ไม่ใช่แค่บางกลุ่ม" ตรงกันข้ามกับ "นักเศรษฐศาสตร์ที่แย่" ซึ่งมองเห็นเพียงผลกระทบระยะสั้นและพยายามทำให้ตัวเลขดูดีในระยะสั้น แต่ละเลยผลที่ตามมาในระยะยาว หนังสือเล่มนี้เน้นย้ำถึงสองมิติสำคัญในการวิเคราะห์นโยบายเศรษฐกิจ : มิติเรื่องเวลา: การพิจารณาทั้งผลกระทบระยะสั้นและระยะยาว เปรียบเทียบกับหลักการ "Lower your Time Preference" ซึ่งหมายถึงการให้ความสำคัญกับผลลัพธ์ในอนาคตมากกว่าผลลัพธ์ในปัจจุบัน มิติเรื่องกลุ่มคนที่ได้รับผลกระทบ : การมองให้เห็นถึงผลกระทบที่เกิดขึ้นกับทุกคนในสังคม ไม่ใช่แค่กลุ่มใดกลุ่มหนึ่งที่ได้รับผลประโยชน์หรือเป็นที่จับตามอง การวิพากษ์วิจารณ์นโยบายรัฐและการแทรกแซงตลาด หนังสือ "เศรษฐศาสตร์เล่มเดียวจบ" ถูกเขียนขึ้นครั้งแรกในปี 1946 ในช่วงหลัง The Great Depression ซึ่งรัฐบาลสหรัฐฯ ภายใต้ประธานาธิบดี FDR กำลังดำเนินนโยบาย New Deal ที่มีการแทรกแซงเศรษฐกิจอย่างมาก ผู้เขียน Henry Hazlitt ซึ่งเป็นนักเศรษฐศาสตร์สำนักออสเตรียและเป็นผู้ผลักดันแนวคิดเสรีนิยม ได้ใช้กรณีศึกษาจากนโยบายเหล่านั้นมาวิพากษ์วิจารณ์ โดยชี้ให้เห็นว่า การแทรกแซงของรัฐมักนำไปสู่หายนะ : แม้ว่าเจตนารมณ์ของนโยบายรัฐอาจจะดี แต่ผลลัพธ์ที่ตามมามักจะนำไปสู่ผลลัพธ์สุทธิที่เป็นลบ หรือให้ผลในทางตรงกันข้ามกับความเจริญทางเศรษฐกิจเสมอ วงจรอุบาทว์ของการแทรกแซง : นโยบายรัฐที่เข้าไปช่วยเหลือหรืออุดหนุนอุตสาหกรรมหนึ่ง มักจะดึงทรัพยากรมาจากอุตสาหกรรมอื่น ทำให้เกิดการหดตัวของอุตสาหกรรมเหล่านั้น และนำไปสู่การเรียกร้องนโยบายช่วยเหลือเพิ่มเติมในอนาคต เกิดเป็นวงจรอุบาทว์ที่ไม่มีที่สิ้นสุด รัฐบาลบริหารงานไร้ประสิทธิภาพ : รัฐบาลบริหารงานได้อย่างไร้ประสิทธิภาพเสมอ โดยมักจะเกิดการสูญเสียระหว่างทาง การแทรกแซงของรัฐทำให้เกิดความสูญเปล่าและลดทอนประสิทธิภาพโดยรวมของระบบเศรษฐกิจ ตัวอย่างนโยบายที่ถูกกล่าวถึงในหนังสือและยังคงเป็นประเด็นถกเถียงในปัจจุบัน ได้แก่: - ภาษีนำเข้า - โครงการบ้านเอื้ออาทร/การประกันค่าเช่า - การประกันค่าแรงขั้นต่ำ - การลงทุนภาครัฐเพื่อสร้างงาน (เมกะโปรเจกต์) - การประกันราคาพืชผล เงินเฟ้อ : ภาษีที่มองไม่เห็นและอาชญากรรมที่ร้ายแรงที่สุด ประเด็นเรื่อง "เงินเฟ้อ" ถูกยกขึ้นมาพูดถึงอย่างมากในตอนท้ายของหนังสือ (โดยเฉพาะในเวอร์ชันแก้ไขปี 1978) เงินเฟ้อคือมายา : Henry Hazlitt เรียกว่า "มายาของเงินเฟ้อ" (Mirage of Inflation) หรือ "มนต์มายา" เพราะเงินเฟ้อทำให้การพิจารณาด้วยเหตุและผลคลาดเคลื่อน ตัวเลขทางเศรษฐกิจกลายเป็นเรื่อง "มั่วซั่ว" ไม่สามารถหาเหตุผลได้ เงินเฟ้อเป็นเครื่องมือของรัฐบาล: เงินเฟ้อกลายเป็นเครื่องมือที่รัฐบาลใช้ปิดบังผลเสียของนโยบายต่างๆ และสร้างภาพลวงตาว่ากำลังแก้ปัญหา เงินเฟ้อคือภาษีที่ร้ายแรงที่สุด : เงินเฟ้อคือภาษีประเภทหนึ่ง แล้วเป็นภาษีประเภทที่มันทำความ เสียหายมากที่สุดด้วย เงินเฟ้อเป็นภาษีที่ควบคุมไม่ได้ และประชาชนถูกปล้นความมั่งคั่งไปอย่างต่อเนื่อง หนังสือเล่มนี้เหมาะสำหรับ : - คนทั่วไปที่มีบทบาททางการเมือง : โดยเฉพาะผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งที่ต้องการเข้าใจนโยบายต่างๆ เพื่อป้องกันตนเองจากการถูกหลอกด้วยคำโฆษณาด้านเดียว ผู้ที่ต้องการพัฒนา Mindset ในการคิดวิเคราะห์ : หนังสือเล่มนี้ให้ "วิธีคิด" มากกว่า "คำตอบสำเร็จรูป" ผู้ที่อ่านจะต้องฝึกฝนการมองผลกระทบทั้งระยะสั้น-ยาว และกับคนทุกกลุ่ม ผู้ที่ต้องการเข้าใจรากฐานของปัญหาเศรษฐกิจ : โดยเฉพาะปัญหาที่เกิดจากการแทรกแซงของรัฐ และต้องการคำตอบว่าทำไมคุณภาพชีวิตไม่ดีขึ้น ผู้ที่รักความเป็นมนุษย์และเชื่อในการรับผิดชอบตนเอง : หนังสือจะช่วยให้เข้าใจว่าการฝากความหวังไว้กับอำนาจรัฐมักจะไม่ประสบผล และเน้นย้ำถึงความสำคัญของการพึ่งพาตนเอง "เศรษฐศาสตร์เล่มเดียวจบ" ไม่ได้เป็นเพียงหนังสือเศรษฐศาสตร์ แต่เป็นคู่มือที่ช่วยให้ผู้อ่าน "ตั้งคำถามเป็น" และ "มองเห็นในสิ่ง ที่มองไม่เห็น ในโลกของ เศรษฐศาสตร์ ได้อย่าง ชัดเจน" ซึ่งเป็นทักษะที่สำคัญในการมีชีวิตที่ดีขึ้นในสังคมปัจจุบัน ➖️ ➖️ ➖️ ➖ ️➖️ ➖ ️➖️ ➖ ️➖️ ➖️ ถ้าสนใจอยากอ่าน #เศรษฐศาสตร์เล่มเดียวจบ หรือ #EconomicsInOneLesson สามารถสั่งซื้อได้ทาง 📌 Shopee : https://s.shopee.co.th/801MnP9g92 📌 Lazada : https://s.lazada.co.th/s.ycdlf 📌 Pinto (E-Book) : #EIOL #SorawichToday #SiamStr image
🔥 น้ำพริกนรกปลาสลิด สุดแซ่บ! เผ็ด จัดจ้าน ถึงใจ 🔥 🌶️ ใครชอบรสชาติจัดจ้าน หอมปลาสลิดแท้ๆ ต้องลอง! ✅ ผลิตจากปลาสลิดคุณภาพดี สดใหม่ทุกวัน ✅ คลุกเคล้าเครื่องเทศแน่นๆ รสชาติเข้มข้นถึงใจ ✅ ทานกับข้าวสวยร้อนๆ ไข่เจียว หรือผักสด ก็อร่อยฟิน! ✅ พกพาง่าย สะดวก ทานได้ทุกที่ทุกเวลา ✨ อร่อยคุ้ม! ถุงละ 100 กรัม เพียง 50 บาทเท่านั้น! ✨ รีบสั่งเลย! ความอร่อยรอคุณอยู่! สนใจทักแชท หรือทาง Shopee https://s.shopee.co.th/1LUGKjC546 #SiamStr #ตลาดทุ่งม่วง image
image สรุปประเด็น #BitcoinTalk200 "The Lies They Tell You" Part 1 - Bitcoin : นิยามและคุณสมบัติหลัก Bitcoin ถูกนำเสนอในฐานะ "Peer-to-Peer Electronic Cash System" ตามที่ระบุไว้ใน White Paper ปี 2008 ของ Satoshi Nakamoto คุณสมบัติสำคัญของ Bitcoin ที่ถูกเน้นย้ำคือ: - P2P (Peer-to-Peer) System : เป็นระบบที่สามารถทำธุรกรรมระหว่างบุคคลกับบุคคลได้โดยตรง โดยไม่จำเป็นต้องมีตัวกลาง เช่น ธนาคารหรือหน่วยงานรัฐ - Electronic Cash (เงินสดดิจิทัล) : ต่างจากเงินดิจิทัลทั่วไปที่เป็นเพียงการโอนหนี้ระหว่างบัญชี Bitcoin ทำหน้าที่เป็น "bearer instrument" หรือเงินที่ตัวมันเองมีมูลค่าและสามารถส่งมอบมูลค่าระหว่างกันได้โดยตรง ไม่ต้องผ่านการบันทึกบัญชีหลังบ้านของธนาคาร - Decentralized (ไร้ศูนย์กลาง) : ระบบถูกออกแบบมาให้ไม่มีหน่วยงานกลางใด ๆ ควบคุม ทำให้เป็นอิสระจากการแทรกแซงของรัฐบาลหรือธนาคารกลาง - Limited Supply (จำนวนจำกัด) : มีจำนวนจำกัดที่ 21 ล้านเหรียญ ซึ่งเป็นจุดขายที่สำคัญที่สุด และถูกสร้างขึ้นเพื่อตอบโต้ปัญหาวิกฤตเศรษฐกิจปี 2008 (Hamburger/Subprime Crisis) ที่เกิดจากการพิมพ์เงินจำนวนมหาศาลเพื่ออุ้มสถาบันการเงิน ทำให้มูลค่าเงินในกระเป๋าประชาชนลดลงอย่างรวดเร็ว Bitcoin ถูกมองว่าเป็นนวัตกรรมที่ "นำอำนาจในการพิมพ์เงินออกจากมือของรัฐบาล" และเป็น "Digital Sound Money" หรือทองคำดิจิทัล เนื่องจากความสามารถในการรักษามูลค่าและเป็นอิสระจากการควบคุม Part 2 - วิวัฒนาการและปัญหาของระบบเงินเฟียต (Fiat Money) อ. พิริยะ ชี้ให้เห็นว่าแนวคิดที่ว่าเงินจะต้องมีสินทรัพย์หนุนหลังนั้นเป็นความเข้าใจผิดในปัจจุบัน โดยใช้ประวัติศาสตร์ของเงินดอลลาร์สหรัฐและเงินบาทไทยเป็นตัวอย่าง: 1. เงินดอลลาร์สหรัฐฯ (USD) - จาก Gold Standard สู่ Fiat Money : ในอดีตเงินดอลลาร์สหรัฐฯ เคยถูกหนุนหลังด้วยทองคำ (Gold Standard) โดยสามารถนำธนบัตรไปแลกเป็นทองคำได้ในอัตราที่กำหนด อย่างไรก็ตาม การเปลี่ยนแปลงเริ่มขึ้นในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 1 ซึ่งรัฐบาลระงับการแลกเปลี่ยนทองคำชั่วคราวเพื่อพิมพ์เงินสนับสนุนสงคราม - Executive Order 6102 (1933) : ประธานาธิบดี Franklin D. Roosevelt ออกคำสั่งฉุกเฉินให้ประชาชนนำทองคำมาคืนธนาคารเพื่อรับเงินดอลลาร์ โดยมีบทลงโทษรุนแรงหากไม่ปฏิบัติตาม ไม่นานหลังจากนั้น อัตราแลกเปลี่ยนทองคำกับดอลลาร์ก็ถูกปรับลดลงอย่างมาก ทำให้มูลค่าดอลลาร์ลดลงทันทีถึง 33-40% "ผู้คนทุกคนที่ถือเงินดอลลาร์ในคืนนั้น ตื่นขึ้นมาแล้วพบว่าเงินของพวกเขามีค่าน้อยลง 40% ภายในชั่วข้ามคืนด้วยกฎประกาศกฎหมายฉบับเดียว" - Bretton Woods Agreement (หลังสงครามโลกครั้งที่ 2) : กำหนดให้ดอลลาร์เป็นสกุลเงินสำรอง (reserve currency) ของโลก โดยมีมูลค่าเทียบเท่าทองคำ และบังคับให้ประเทศสมาชิก IMF ฝากทองคำไว้กับสหรัฐฯ - Nixon Shock (1971) : ประธานาธิบดี Richard Nixon ประกาศยกเลิกการแลกเปลี่ยนดอลลาร์กับทองคำ ทำให้ทองคำมีราคาลอยตัวตามกลไกตลาด ดอลลาร์จึงไม่มีอะไรหนุนหลังอีกต่อไป กลายเป็นเงินเฟียตอย่างสมบูรณ์ "สหรัฐอเมริกาและเงินดอลลาร์สามารถชักดาบคนทั้งโลกที่ถือดอลลาร์ไว้ในมือได้ด้วยการบอกว่าดอลลาร์ที่คุณถืออยู่ ที่เราเคยบอกว่ามันมีค่าเท่ากับทองคำนั้นน่ะ วันนี้มันไม่มีค่าเท่ากับทองคำแล้วแหละ" - Petrodollar : หลังจากปี 1971 ดอลลาร์พยายามผูกโยงมูลค่ากับน้ำมัน ทำให้ทุกประเทศที่ต้องการซื้อน้ำมันต้องใช้ดอลลาร์ สร้างอุปสงค์คงที่ให้กับดอลลาร์ อย่างไรก็ตาม มูลค่าของดอลลาร์ก็ยังคงผันผวน และหนี้ที่ออกในรูปดอลลาร์ยังคงสร้างอุปสงค์ให้ดอลลาร์อย่างต่อเนื่อง 2. เงินบาทไทย - จาก Silver Standard สู่ Fiat Money : ในอดีตเงินบาทเคยถูกหนุนหลังด้วยแร่เงิน (Silver Standard) เนื่องจากการค้าขายกับจีนและอินเดียที่ใช้เงินเป็นหลัก - การเปลี่ยนสู่ Gold Standard (1902) : ไทยเปลี่ยนมาใช้มาตรฐานทองคำตามแนวโน้มของโลก โดย 1 บาทมีมูลค่าเท่ากับ 0.5518 กรัมทองคำ และมีการปรับค่าให้ 1 บาทแลกทองคำได้มากขึ้นในปี 1928 - การยกเลิกมาตรฐานทองคำ (1932) : เพื่อตอบสนองต่อวิกฤตเศรษฐกิจโลก ไทยเปลี่ยนการผูกค่าเงินบาทกับทองคำ ไปผูกกับเงินปอนด์สเตอร์ลิงแทน ซึ่งปอนด์กำลังเผชิญภาวะเงินเฟ้อ ทำให้เป็นการยกเลิกการหนุนหลังด้วยทองคำโดยปริยาย - หลังสงครามโลกครั้งที่ 2: ไทยเข้าสู่ระบบ Bretton Woods โดยมีเงินดอลลาร์และสกุลเงินหลักอื่น ๆ เป็นทุนสำรอง แต่ยังคงสามารถผลิตเงินได้เพิ่มเติมผ่านระบบ Fractional Reserve Banking - วิกฤตต้มยำกุ้ง (1997) : การพิมพ์เงินอย่างมหาศาลจากการปล่อยสินเชื่อของธนาคารพาณิชย์ทำให้เกิดภาวะเงินเฟ้อรุนแรง นำไปสู่การโจมตีค่าเงินบาท และทำให้เงินบาทลอยตัวตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา - ปัจจุบัน : เงินบาทไทยไม่ได้มีสินทรัพย์มีค่าหนุนหลังโดยตรงเช่นเดียวกับดอลลาร์ "สิ่งเดียวที่มันแบ็คหลังมันอยู่ก็คือหนี้ที่เอามาจากความมั่งคั่งของผู้คนในอนาคต มาผลิตเป็นเงินในปัจจุบันนี้" Part 3 - เงินเฟ้อ : ความเข้าใจผิดและผลกระทบที่แท้จริง อ. พิริยะ วิพากษ์วิจารณ์แนวคิดเรื่อง "เงินเฟ้ออ่อน ๆ 2%" ที่ถูกนำมาใช้เป็นเป้าหมายของธนาคารกลางทั่วโลก : - ที่มาของเป้าหมาย 2% : ตัวเลข 2% ไม่มีที่มาจากทฤษฎีหรือการวิจัยทางเศรษฐศาสตร์ใด ๆ แต่เป็นเพียงตัวเลขที่ถูก "กะๆ เอา" โดยธนาคารกลางนิวซีแลนด์ในปี 1990 เพื่อให้เกิดความยืดหยุ่นในการใช้นโยบายการเงิน - CPI (Consumer Price Index) ที่บิดเบือน : ตัวเลขเงินเฟ้อที่ประกาศโดยรัฐบาล (CPI) ไม่ได้สะท้อนภาวะเงินเฟ้อที่แท้จริงอีกต่อไป เนื่องจากมีการปรับเปลี่ยน "ตะกร้าสินค้า" ที่ใช้วัดและคำนิยามของสินค้าในตะกร้า ตัวอย่างเช่น การนำไข่ออกจากตะกร้าเมื่อราคาพุ่งสูงขึ้น หรือการย้ายราคาบ้านไปอยู่ในหมวดการลงทุนแทน ทำให้ตัวเลข CPI ต่ำกว่าความเป็นจริงมาก "ทำไมเราเห็นข้าวของมันแพงขึ้น 7-8% 10% 20% แต่ตัวเลขเงินเฟ้อที่รัฐบาลแถลงออกมายังอยู่แค่ 2% 3% หรือบางทีติดลบด้วยซ้ำ" - ความสัมพันธ์ระหว่างเงินเฟ้อและ Productivity : ในอดีตยุคมาตรฐานทองคำ แม้จะมีเงินเฟ้อเล็กน้อย แต่ Productivity ที่สูงกว่าทำให้ผู้คนสามารถซื้อของได้มากขึ้นทุกปี เพราะเทคโนโลยีและประสิทธิภาพการผลิตทำให้ราคาสินค้าลดลง สิ่งนี้เรียกว่าภาวะเงินฝืด แต่เป็นภาวะที่คนเต็มใจใช้จ่ายเพราะเงินออมมีมูลค่าเพิ่มขึ้น - เงินเฟ้อที่แท้จริงคือการปล้น : การกำหนดเป้าหมายเงินเฟ้อ 2% หมายถึงการตั้งเป้าให้ "ข้าวของจะแพงขึ้น 2% ทุกปี นั่นหมายความว่าเงินจะต้องมีอำนาจจับจ่ายลดน้อยลง 2% ทุกปี" ผู้ที่พิมพ์เงินได้ก่อนจะได้รับประโยชน์จากเงินใหม่ก่อนที่ราคาสินค้าจะปรับขึ้น (Seigniorage Effect) ทำให้คนใกล้ชิดอำนาจร่ำรวยขึ้น ในขณะที่ประชาชนทั่วไปต้องเผชิญกับค่าครองชีพที่สูงขึ้นและมูลค่าเงินออมที่ลดลง "เงินที่อยู่ในกระเป๋าของเราถูกทำให้เสื่อมมูลค่าลง โดยที่เราไม่ได้มีอำนาจหรือไม่ได้มีปากไม่มีเสียง ไม่สามารถต่อรองหรือไม่สามารถถกเถียงอะไรได้ เราอยู่เฉย ๆ เราก็จน เราเก็บออมเราก็จน" Part 4 - CBDC (Central Bank Digital Currency) และการสูญเสียอิสรภาพ อ. พิริยะ เตือนว่าโลกกำลังก้าวไปสู่ระบบ CBDC ซึ่งจะทำให้ : - สูญเสียความเป็นส่วนตัว : การทำธุรกรรมทุกบาททุกสตางค์จะอยู่ภายใต้การควบคุมของรัฐ ทำให้ข้อมูลและทรัพย์สินสูญหายไปอย่างสิ้นเชิง - เงินเป็นเครื่องมือควบคุม : เงินจะเปลี่ยนจากเครื่องมือในการเก็บออมความมั่งคั่ง กลายเป็น "เครื่องมือในการควบคุมประชาชนโดยเบ็ดเสร็จเด็ดขาด" Part 5 - Bitcoin ในฐานะทางเลือก Bitcoin ถูกนำเสนอในฐานะทางออกสำหรับปัญหาของระบบการเงินปัจจุบัน เพราะ : - เป็นเงินที่รักษาคุณค่าได้จริง : ด้วยจำนวนที่จำกัดและกระบวนการผลิตที่โปร่งใสและแข่งขันได้ ทำให้ไม่มีใครสามารถพิมพ์ Bitcoin เพิ่มเพื่อลดทอนมูลค่าได้ "นี่คือสาเหตุที่ Bitcoin ถูกออกแบบมาให้มีจำนวนแค่ 21 ล้านบิทคอยน์ ไม่สามารถผลิตได้มากไปกว่านี้" - คืนอำนาจให้กับประชาชน : การที่ Bitcoin ไร้ศูนย์กลางและทนทานต่อการแทรกแซงจากรัฐ ทำให้ประชาชนสามารถมีอิสรภาพในการทำธุรกิจ เก็บออม และส่งต่อความมั่งคั่งให้กับคนรุ่นต่อไปได้อย่างแท้จริง "ทำให้เราสามารถมีเงินที่สามารถรักษา มูลค่าได้ อย่างแท้จริงเป็นครั้งแรกในรอบหลายสิบปี" - นวัตกรรมเปลี่ยนโลก : Bitcoin คือสิ่ง "ที่นำเอาอำนาจในการพิมพ์เงินออก จากมือของรัฐบาล โดยใช้วิธีอันแยบยลที่รัฐบาลไม่สามารถยับยั้งได้" และระบบที่กระจายตัวไปทั่วโลกทำให้แข็งแกร่งพอที่จะต้านทานการโจมตีจากรัฐได้ โดยสรุป อ. พิริยะ เน้นย้ำว่า Bitcoin ไม่ได้มีมูลค่าในตัวเอง แต่มีมูลค่าเพราะสิ่งที่มันทำได้ คือการเป็นระบบการเงินที่รวดเร็ว ต้นทุนต่ำ ปลอดภัย และที่สำคัญที่สุดคือ "เป็นเงินที่เวลาคุณถือไว้เนี่ย ไม่มีใครมาทำให้มันเสื่อมมูลค่าด้วยการไปผลิตมันเพิ่มขึ้น โดยที่คุณควบคุมไม่ได้ได้ด้วย" ที่มา : เพราะพวกเขายังโกหกไม่เลิก โลกถึงต้องมี Bitcoin (ความลับการเงินโลก 81 นาที) Link : สั่งซื้อหนังสือ #TheBitcoinStandard คลิก 📌 bit.ly/TheBitcoinStandard-Shopee สั่งซื้อหนังสือ #เศรษฐศาสตร์เล่มเดียวจบ คลิก 📌 bit.ly/EIOL-Shopee สั่งซื้อหนังสือ #เงินเฟ้อคือคดีอาญา คลิก 📌 bit.ly/InflationIsACrime-Shopee #SiamStr
โค้งสุดท้าย 6.15 โค้ด 30% ยังพอเหลือ ใครอยากกินน้ำพริกอร่อยๆ จัดกันได้เลยครับ #SiamStr #ตลาดทุ่งม่วง https://s.shopee.co.th/AUiGnuMoR4 image
เห็นหลายคนยังมีสุขภาพการเงินที่ดีได้ มีเงินสำรอง ยัง Stack Sats ได้เรื่อยๆ ก็กลับมาคิดนะว่า เศรษฐกิจแย่ หรือเราแค่ไม่เก่งพอ? #SiamStr
image 🚀 เจาะลึก MicroStrategy: ผู้ถือครอง Bitcoin รายใหญ่และกลยุทธ์สุดล้ำ! 🚀 MicroStrategy ไม่ใช่แค่บริษัทซอฟต์แวร์ธรรมดา แต่เป็นผู้เล่นคนสำคัญในโลกของ Bitcoin ที่กล้าหาญ! พวกเขาคือ ผู้ถือครอง Bitcoin รายใหญ่ที่สุด ในบรรดาบริษัทมหาชน ด้วยจำนวนกว่า 580,000 BTC ซึ่งแซงหน้าผู้ถือครองรายอื่น ๆ อย่างเห็นได้ชัด! การลงทุนในหุ้น MSTR (MicroStrategy) จึงกลายเป็นอีกช่องทางที่น่าสนใจสำหรับนักลงทุนที่ต้องการเข้าถึง Bitcoin โดยอ้อม 📈 💰 กลยุทธ์ระดมทุนอัจฉริยะเพื่อ Bitcoin Michael Saylor ซีอีโอผู้มากวิสัยทัศน์ของ MicroStrategy ได้สร้างสรรค์เครื่องมือทางการเงินใหม่ ๆ อย่างต่อเนื่องเพื่อนำเงินมาซื้อ Bitcoin เขาเปรียบเสมือนกูรูที่ใช้ "หุ้นบุริมสิทธิ์ชั่วนิรันดร์" (perpetual preferred stock) ซึ่งเป็นเหมือนการกู้เงินแบบจ่ายแค่ดอกเบี้ยไปเรื่อย ๆ โดยไม่ต้องคืนเงินต้น! ฟังดูน่าสนใจใช่ไหมล่ะ? ประเภทของหุ้นบุริมสิทธิ์หลักที่น่าจับตา: * STRK (Strike): ดอกเบี้ย 8% ราคาพาร์ มีสิทธิ์แปลงเป็นหุ้นสามัญได้หากราคาหุ้นสามัญแตะระดับที่กำหนด (คาดว่ามากกว่า $1,000) เหมาะกับคนอยากได้ทั้งดอกเบี้ยและลุ้นส่วนต่างราคา! 🎯 * STRF (Strive): ดอกเบี้ย 10% ราคาพาร์ ไม่มีสิทธิ์แปลง แต่ถ้าบริษัทไม่จ่ายดอกเบี้ย ดอกเบี้ยจะทบต้นไปงวดหน้าได้สูงสุดถึง 18% ต่อปี! เหมาะกับคนอยากได้ผลตอบแทนแน่นอนและมีหลักประกันการทบต้น 🛡️ * STRD (Strike): หุ้นบุริมสิทธิ์ล่าสุด ดอกเบี้ยเริ่มต้น 10% ราคาพาร์ ไม่มีสิทธิ์แปลง และที่สำคัญคือ ถ้าข้ามการจ่ายดอกเบี้ย จะไม่มีการชดเชยในงวดถัดไป! ถือเป็น "junk bond" ที่มีความเสี่ยงสูงกว่า แต่ก็ให้ดอกเบี้ยที่น่าดึงดูดใจสำหรับคนที่รับความเสี่ยงได้ 💰 หัวใจของกลยุทธ์: MicroStrategy นำเงินที่ได้จากการขายหุ้นเหล่านี้ไปซื้อ Bitcoin หากมูลค่า Bitcoin พุ่งขึ้นเร็วกว่าอัตราดอกเบี้ยที่ต้องจ่าย (ประมาณ 10% ต่อปี) เท่ากับว่าบริษัทมีสินทรัพย์เพิ่มขึ้นเร็วกว่าภาระหนี้สิน ทำให้สถานะทางการเงินแข็งแกร่งขึ้น! ยิ่งกว่านั้น พวกเขายังสามารถนำเงินที่ได้จากการขายหุ้นเพิ่มทุนในราคาที่สูงขึ้น (เมื่อราคาหุ้น MSTR ขึ้นตาม Bitcoin) มาจ่ายดอกเบี้ยได้อีกด้วย! กลยุทธ์นี้ถูกมองว่าคล้ายกับการที่รัฐบาลกู้หนี้ใหม่มาจ่ายหนี้เก่า แต่ในกรณีนี้มีสินทรัพย์อย่าง Bitcoin หนุนหลัง! 💡 การออกตราสารหนี้และหุ้นบุริมสิทธิ์หลากหลายประเภทนี้มีเป้าหมายเพื่อดึงดูดเงินทุนจากตลาดตราสารหนี้ขนาดใหญ่ นั่นหมายความว่า MicroStrategy กำลังมองหาแหล่งเงินทุนที่หลากหลายเพื่อเป้าหมายในการสะสม Bitcoin อย่างต่อเนื่อง! 🧠 ปรัชญา "21 Ways to Wealth" ของ Michael Saylor Michael Saylor ไม่ได้แค่บริหารบริษัท แต่เขายังเป็นนักคิดและผู้ให้แรงบันดาลใจ! ในงาน Bitcoin 2025 เขาได้นำเสนอ "21 แนวทางสู่ความมั่งคั่ง" ซึ่งสะท้อนปรัชญาของเขาที่มีต่อ Bitcoin และการสร้างความมั่งคั่ง ลองมาดูประเด็นสำคัญที่น่าสนใจ: * Clarity (ความชัดเจน) & Conviction (ความเชื่อมั่น): Saylor เชื่อมั่นอย่างแรงกล้าว่า Bitcoin คือทุนทรัพย์ที่สมบูรณ์แบบและจะให้ผลตอบแทนที่เหนือกว่าสินทรัพย์อื่น ๆ 💎 * Courage (ความกล้า): เขาสนับสนุนให้กล้าที่จะลงทุนในสินทรัพย์ใหม่ ๆ อย่าง Bitcoin 🚀 * Composition (โครงสร้างที่ดี) & Cooperation (การตั้งบริษัท): การใช้โครงสร้างนิติบุคคลอย่าง MicroStrategy ช่วยบริหารจัดการสินทรัพย์และขยายความมั่งคั่งได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยมีประโยชน์ด้านภาษีมากกว่าบุคคลธรรมดา 🏢 * Focus (การมุ่งเน้น) & Commitment (ความมุ่งมั่น): มีเป้าหมายที่ชัดเจน มุ่งมั่นกับ Bitcoin และไม่วอกแวกไปกับเหรียญอื่น ๆ 💯 * Credit (การใช้เครดิต): ใช้สินทรัพย์ค้ำประกันธุรกิจเพื่อเพิ่มทุนและกำไร ซึ่ง MicroStrategy ได้นำไปใช้ในการระดมทุนเพื่อซื้อ Bitcoin 🔄 * Adaptation (การปรับตัว) & Evolution (วิวัฒนาการ): ต้องมีความยืดหยุ่นต่อสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไป และพัฒนาตัวเองอยู่เสมอ 🐛🦋 🔮 บทบาทในอนาคตของ MicroStrategy MicroStrategy ถูกจับตามองว่าเป็นหนึ่งในองค์กรสำคัญในยุคหลัง Bitcoin อาจพัฒนาไปสู่ธุรกิจที่คล้ายธนาคารแต่ไม่จำเป็นต้องมีใบอนุญาต หรืออาจทำหน้าที่เหมือน "สาขา" หนึ่งของ Federal Reserve ที่เป็นอิสระ โดยใช้ Bitcoin เป็นสินทรัพย์หนุนหลัง! กลยุทธ์ของพวกเขาอาจเป็นต้นแบบให้กับองค์กรอื่น ๆ หรือแม้แต่ประเทศชาติในอนาคต! ด้วย "อุปกรณ์" (เครื่องมือทางการเงิน) ที่น่าสนใจ ทำให้ MicroStrategy เป็นบริษัทที่ควรจับตาดูอย่างใกล้ชิดในโลกของการเงินยุคใหม่! 👀 #MicroStrategy #Bitcoin #MichaelSaylor #ลงทุน #MSTR #SiamStr ที่มา : สรุปจากรายการ #RightNews ตอนล่าสุด (5 มิถุนายน 2025) Link รายการ : https://www.youtube.com/live/POusrcifdrg สั่งซื้อหนังสือ #TheBitcoinStandard คลิก 📌 bit.ly/TheBitcoinStandard-Shopee สั่งซื้อหนังสือ #เศรษฐศาสตร์เล่มเดียวจบ คลิก 📌 bit.ly/EIOL-Shopee สั่งซื้อหนังสือ #เงินเฟ้อคือคดีอาญา คลิก 📌 bit.ly/InflationIsACrime-Shopee