"ในขณะที่ร่างกายค่อยๆ ล่วงโรยไปตามวัย หัวใจกลับค่อยๆ งดงามขึ้น... ด้วยความจริงของชีวิต"
พออายุย่างเข้าสู่ปีที่ 41 ผมเริ่มมองเห็นความจริงของชีวิตชัดเจนขึ้นโดยไม่ต้องมีใครมาคอยพร่ำสอน
สังขารร่างกายต่างดำเนินไปตามวิถีของมัน ผิวพรรณเริ่มหย่อนคล้อย เรี่ยวแรงถดถอยลงกว่าเก่า และรอยเหนื่อยล้าปรากฏให้เห็นตามมุมตา
เงาสะท้อนในกระจกไม่ได้ใจร้ายกับเราครับ เขาเพียงแค่ทำหน้าที่บอกเล่าความจริงให้ฟังเท่านั้น
หากเป็นเมื่อก่อน ผมคงนึกหวงแหนภาพลักษณ์ที่ดูดี ราวกับว่ามันจะคงอยู่กับเราไปชั่วกาลนาน
แต่ในวันนี้ ใจกลับเบาสบายขึ้นอย่างน่าประหลาด เพราะผมเริ่มเข้าใจแล้วว่า ความเปลี่ยนแปลงไม่ได้มาเพื่อขโมยสิ่งใดไปจากเรา
หากแต่มาเพื่อเปลี่ยนบทบาทให้เราได้ใช้ชีวิตในจังหวะที่เหมาะสมกับวัย
สิ่งที่น่าขอบคุณที่สุด คือในขณะที่ร่างกายค่อยๆ ลดความแข็งแรงลง เขากลับแลกมาด้วยความคมชัดของโลกภายในที่เพิ่มมากขึ้น
สติเริ่มเท่าทันอารมณ์ได้รวดเร็วขึ้น รู้จักหยุดคิดก่อนจะเอื้อนเอ่ย รู้จักรับฟังอย่างลึกซึ้งก่อนจะตัดสินใคร และรู้จักวางภาระลงเสียบ้าง ก่อนที่ร่างกายจะแบกรับไม่ไหว
บางที... การเติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่สง่างาม อาจหมายถึงการยอมรับความจริงว่า...
เราไม่จำเป็นต้องเอาชนะกาลเวลา
ขอเพียงแค่ได้ใช้ชีวิตอยู่กับมันอย่างมีสติ
ปล่อยให้ความเปลี่ยนแปลงทำหน้าที่ของมันไป
แล้วให้ใจทำหน้าที่ของใจ... คือการเรียนรู้ที่จักอ่อนโยนและเติบโตลึกลงไปข้างใน
ถึงอย่างไรผมก็ยังคงแก่ขึ้นในทุกวัน แต่หากในความร่วงโรยนั้น มีความเข้าใจในโลกและชีวิตเพิ่มขึ้นอีกนิด
มีความเมตตาต่อเพื่อนมนุษย์และต่อตัวเองเพิ่มขึ้นอีกหน่อย
ผมก็พร้อมจะแก่ตัวลงอย่างสงบและเปี่ยมสุขครับ
#JakkDiary #Siamstr
สังขารร่างกายต่างดำเนินไปตามวิถีของมัน ผิวพรรณเริ่มหย่อนคล้อย เรี่ยวแรงถดถอยลงกว่าเก่า และรอยเหนื่อยล้าปรากฏให้เห็นตามมุมตา
เงาสะท้อนในกระจกไม่ได้ใจร้ายกับเราครับ เขาเพียงแค่ทำหน้าที่บอกเล่าความจริงให้ฟังเท่านั้น
หากเป็นเมื่อก่อน ผมคงนึกหวงแหนภาพลักษณ์ที่ดูดี ราวกับว่ามันจะคงอยู่กับเราไปชั่วกาลนาน
แต่ในวันนี้ ใจกลับเบาสบายขึ้นอย่างน่าประหลาด เพราะผมเริ่มเข้าใจแล้วว่า ความเปลี่ยนแปลงไม่ได้มาเพื่อขโมยสิ่งใดไปจากเรา
หากแต่มาเพื่อเปลี่ยนบทบาทให้เราได้ใช้ชีวิตในจังหวะที่เหมาะสมกับวัย
สิ่งที่น่าขอบคุณที่สุด คือในขณะที่ร่างกายค่อยๆ ลดความแข็งแรงลง เขากลับแลกมาด้วยความคมชัดของโลกภายในที่เพิ่มมากขึ้น
สติเริ่มเท่าทันอารมณ์ได้รวดเร็วขึ้น รู้จักหยุดคิดก่อนจะเอื้อนเอ่ย รู้จักรับฟังอย่างลึกซึ้งก่อนจะตัดสินใคร และรู้จักวางภาระลงเสียบ้าง ก่อนที่ร่างกายจะแบกรับไม่ไหว
บางที... การเติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่สง่างาม อาจหมายถึงการยอมรับความจริงว่า...
เราไม่จำเป็นต้องเอาชนะกาลเวลา
ขอเพียงแค่ได้ใช้ชีวิตอยู่กับมันอย่างมีสติ
ปล่อยให้ความเปลี่ยนแปลงทำหน้าที่ของมันไป
แล้วให้ใจทำหน้าที่ของใจ... คือการเรียนรู้ที่จักอ่อนโยนและเติบโตลึกลงไปข้างใน
ถึงอย่างไรผมก็ยังคงแก่ขึ้นในทุกวัน แต่หากในความร่วงโรยนั้น มีความเข้าใจในโลกและชีวิตเพิ่มขึ้นอีกนิด
มีความเมตตาต่อเพื่อนมนุษย์และต่อตัวเองเพิ่มขึ้นอีกหน่อย
ผมก็พร้อมจะแก่ตัวลงอย่างสงบและเปี่ยมสุขครับ
#JakkDiary #Siamstr
บทสนทนาขยับเขยื้อนไปตามเรื่องราวปกติ ทว่าจู่ๆ ใจกลับยุบฮวบลง ราวกับมีลมหนาวหอบหนึ่งพัดผ่านไป..
เรายังคงนั่งอยู่ตรงนั้น... แต่กลับรู้สึกเหมือนเป็นส่วนเกิน
เหมือนห้องห้องนี้มีเก้าอี้จัดไว้ครบถ้วน มีน้ำท่าอุดมสมบูรณ์ มีเรื่องราวให้พูดยคุยไม่ขาดสาย
หากแต่สิ่งที่ขาดหายไป คือ พื้นที่สำหรับเรา
ความรู้สึกที่ไม่เป็นที่ต้องการนั้นเจ็บแปลกครับ เพราะมันไม่ใช่บาดแผลฉกรรจ์ที่มีเลือดไหลให้ใครเห็น มันเป็นแผลลึกที่กินใจ จนทำให้เราเริ่มสงสัยในตัวเอง
สงสัยในน้ำเสียง.. สงสัยในสายตา.. ไปจนถึงขั้นสงสัยในการดำรงอยู่ของตัวเองบนโลกใบนี้
บางคนเผชิญความรู้สึกนี้ในกลุ่มเพื่อน บางคนเจอในบ้าน ในที่ทำงาน หรือแม้แต่ในความสัมพันธ์ที่เคยอบอุ่นและไว้วางใจกัน
บางครั้ง... เราอาจแค่เดินเข้าไปในห้องผิดจังหวะ ไม่ได้เป็นเพราะใครใจร้าย หรือเราบกพร่องตรงไหน
มันเพียงเพราะ คนละจังหวะ คนละภาษา หรือคนละฤดูกาล เท่านั้นเอง
คนในห้องอาจกำลังเหนื่อยล้ากับภาระของเขา กำลังแบกเรื่องราวหนักอึ้งส่วนตัว หรือกำลังจดจ่ออยู่กับเรื่องที่เราไม่ถนัดจะร่วมวง
ทว่าใจของเรากลับเผลอแปลความเงียบของเขา... ให้กลายเป็นคำตัดสินคุณค่าของเราไปเสียแล้ว
วินาทีนั้นเองที่เสียงในหัวเริ่มทำหน้าที่ของมันอย่างแข็งขัน
มันช่างเชี่ยวชาญในการหาหลักฐานมาซ้ำเติมใจตัวเองเหลือเกิน แค่คำตอบที่ช้าไปนิดเดียว ก็กลายเป็นว่า เขาไม่อยากคุยด้วย
การที่ไม่มีใครชวนคุยต่อ ก็กลายเป็น เขาไม่อยากมีเราอยู่ตรงนี้
แม้แต่รอยยิ้มที่ไม่ได้หันมาทางเรา ก็กลายเป็นข้อสรุปว่า เราไม่มีความหมาย
ทั้งที่ความจริงอาจเป็นเพียงแค่... เขาเหนื่อย
หรือเขาแค่เผลอไผลไปชั่วขณะ
เขากำลังวุ่นอยู่กับโลกของเขา... เหมือนที่บางครั้งเราเองก็วุ่นจนเผลอหลุดออกจากโลกของคนอื่นเช่นกัน
แต่ต่อให้สมองจะเข้าใจเหตุผลร้อยแปดเพียงใด ลึกๆ ในใจก็ยังรู้สึกเจ็บอยู่ดี
เพราะใจมนุษย์ไม่ได้ต้องการเพียงเหตุผล... ใจเราโหยหาที่พักใจ
หลายปีมานี้ ผมเริ่มตระหนักว่า...
ความทุกข์ชนิดนี้มักเกิดขึ้นเมื่อเราเอาคุณค่าของตัวเองไปฝากไว้กับสายตาคนอื่น ยอมให้เขาเป็นผู้ชี้ขาดว่าเราควรมีที่ยืนหรือไม่
พอเขาหันมองไปทางอื่น ใจเราจึงร่วงหล่นลงทันที
การใช้ชีวิตโดยต้องรอให้ใครมาคอยยืนยันว่าเรามีค่านั้น เหนื่อยล้าเกินไปครับ
มันเหมือนการยืนอยู่หน้าประตูบ้านตัวเอง... แต่กลับไปขอกุญแจจากคนข้างบ้าน
และตามสัญชาตญาณ เรามักจะพยายามปรับตัว พยายามหาทางเข้ากับวงให้ได้ พยายามปั้นแต่งตัวเองให้เป็นในสิ่งที่คิดว่าคนอื่นต้องการ
พูดในสิ่งที่เขาอยากฟัง ยิ้มในจังหวะที่สังคมกำหนด และยอมกลืนคำพูดของตัวเองลงคอไป
ไม่นานนัก เราจะเริ่มเลือนหายไป.. หายไปจากความเป็นตัวเอง
และความรู้สึกไม่เป็นที่ต้องการจะยิ่งส่งเสียงดังขึ้น เพราะตัวตนที่แท้จริงในใจเริ่มเคาะประตูประท้วง... เพื่อขอพื้นที่หายใจบ้าง
วันหนึ่ง ผมจึงเรียนรู้วิธีที่จะอยู่กับความรู้สึกนี้โดยไม่ผลักไสมันไป
เริ่มจากการยอมรับกับตัวเองตรงๆ ว่า
"ตอนนี้... ใจเรากำลังรู้สึกโดดเดี่ยว"
รับรู้เพียงเท่านั้นก่อน โดยไม่ต้องรีบแก้ไข หรือด่วนสรุปว่าใครเป็นฝ่ายผิด
จากนั้นค่อยๆ ถามตัวเองด้วยความอ่อนโยนว่า
"วันนี้... ใจเรากำลังหิวอะไรอยู่?"
หิวการยอมรับ... หิวการถูกมองเห็น... หรือโหยหาการได้เป็นตัวเองโดยไม่ต้องหวาดกลัว?
หากใจหิวการถูกมองเห็น ผมจะลองหันกลับมามองเห็นตัวเองก่อนเป็นคนแรก เห็นว่าเราพยายามมามากแค่ไหน เห็นว่าเราหยัดยืนมาทั้งวันแล้ว และเห็นว่าการอยากเป็นที่รักนั้นเป็นเรื่องธรรมดาสามัญ... ไม่ใช่เรื่องที่ต้องอับอาย
หากห้องห้องนั้นทำให้เราอึดอัดจนหายใจไม่ออก การเลือกเดินออกมาไม่ใช่ความพ่ายแพ้
มันคือการให้เกียรติตัวเอง... และให้เกียรติความจริงของหัวใจ
สิ่งที่สำคัญที่สุดคือ... เราไม่จำเป็นต้องเป็นที่ต้องการของทุกคน
ขอเพียงแค่เป็นคนที่ไม่ทอดทิ้งตัวเอง... โลกทั้งใบก็ดูเบาสบายขึ้นมากแล้ว
ในวันที่รู้สึกไม่เป็นที่ต้องการ ขอให้จำไว้ว่า... สิ่งที่ใจต้องการที่สุด คือการได้กลับมาอยู่ข้างๆ ตัวเอง
ในที่ที่เราไม่ต้องแสดง ไม่ต้องวิ่งไล่ตามใคร และไม่ต้องรอขออนุญาตจากใคร... เพื่อให้เรามีที่ยืนอย่างสง่างาม
หากห้องไหนทำให้ตัวตนของเราค่อยๆ จางหาย จงกล้าที่จะเดินออกมา... เพื่อกลับมาโอบกอดตัวเองให้เต็มอ้อมอกอีกครั้ง
#JakkDiary #Siamstr
จากที่เคยมองว่าเป็นเพียงภารกิจที่ต้องทำให้เสร็จสิ้นไปวันๆ กลับกลายเป็นเรื่องของพลังงาน และตัวตนที่เราพกพาไปยืนอยู่เบื้องหน้าผู้คน
สำหรับผม การสวมบทบาทเป็น Jakk Goodday นี่แหละคืองานหลัก
และเชื่อไหมครับว่า โจทย์ที่หินที่สุดบ่อยครั้งไม่ใช่การลุกขึ้นมาทำอะไรที่ยิ่งใหญ่ แต่มันกลับเป็นการกล้าที่จะนั่งอยู่ตรงนั้นเฉยๆ ท่ามกลางผู้คน โดยไม่พยายามตะเกียกตะกายทำอะไรให้ใครจดจำ
เพราะเสียงกระซิบจากความเคยชินเดิมๆ มักจะคอยเร่งเร้าว่า "ต้องพูดอะไรหน่อยสิ ต้องโชว์ของบ้างสิ ไม่งั้นจะคุ้มค่าที่มาเหรอ"
ระยะหลังมานี้... ผมจึงเริ่มวางใจกับนิยามใหม่ของตัวเอง เปลี่ยนจากการทำงานด้วยการกระทำ มาเป็นการทำงานด้วยการดำรงอยู่
อยู่อย่างไร... ให้ไม่ต้องคอยเซตฉาก
อยู่อย่างไร... ให้ไม่ต้องคอยชูป้ายบอกใครต่อใครว่าเราสำคัญแค่ไหน
ขอแค่ได้ยืนหยัดอยู่ตรงนั้นด้วยความสัตย์จริง ให้ทั้งกายและใจอยู่ครบถ้วนกับคนตรงหน้า... เพียงเท่านี้ก็พอ
ใครอาจมองว่าการออกไปเจอผู้คนเป็นเรื่องง่ายดาย แต่ผมรู้ดีว่า การรักษาคุณภาพใจในขณะที่อยู่ท่ามกลางคลื่นความรู้สึกนั้น ไม่ง่ายเลย
เพราะมันหมายถึงการที่เราต้องกล้าปล่อยมือจากบทบาทหัวโขนที่เคยสวมใส่ แล้วหลอมรวมความเป็นพี่ตั้ม และ Jakk Goodday ให้กลายเป็นเนื้อเดียวกันอย่างสนิทใจ
ผมเลิกเหนื่อยกับการสร้างตัวตนหลายเวอร์ชันเพื่อแยกใช้ต่างวาระต่างสถานที่ แต่มุ่งมั่นที่จะใช้พลังงานให้น้อยลง
เพื่อเป็นคนคนเดียว ที่สามารถเดินไปได้ทุกที่อย่างเป็นธรรมชาติ โดยที่ความอ่อนโยนในหัวใจยังคงเดิม...
หากวันไหนโชคชะตาพาให้เรามาเจอกัน ผมคงไม่มีของกำนัลวิเศษอะไรติดไม้ติดมือไปฝาก นอกจากรอยยิ้มที่ไม่ได้ปั้นแต่ง
กับอ้อมกอดอุ่นๆ... ที่ไม่จำเป็นต้องพิสูจน์ความหมายใดๆ อีกแล้ว
"งานของใครบางคน... อาจคือการสร้างผลงานที่โลกต้องจารึก แต่งานของผม... คือการดำรงอยู่ให้จริงที่สุด เพียงเพื่อให้ใครสักคนตรงหน้า... ได้กลับมาหายใจอย่างสบายใจอีกครั้ง"
#JakkDiary #Siamstr

บ้างวิ่งเหยาะๆ จนเหงื่อซึมเสื้อ และบ้างก็สวมรองเท้าแตะเดินทอดน่องคุยโทรศัพท์อย่างสบายอารมณ์
ผมเองก็เป็นหนึ่งในคนเหล่านั้นที่พาตัวเองมาวนเวียนอยู่รอบผืนน้ำแห่งนี้ (โดยบังเอิญ)
จำได้ว่าสมัยเริ่มออกกำลังกายใหม่ๆ สายตาของผมมักจะพุ่งตรงไปจับจ้องอยู่ที่ปลายทางเสมอ
พอมองข้ามฝั่งไปเห็นระยะทางที่ทอดยาว ก็พาลให้ใจฝ่อตั้งแต่ยังไม่ได้เริ่มก้าวขา รู้สึกเหมือนหนทางมันช่างไกลแสนไกล
การวิ่งในตอนนั้นจึงเต็มไปด้วยความกดดัน เหมือนมีเสียงนาฬิกาเร่งรัดอยู่ในหัวตลอดเวลาว่า เมื่อไหร่จะถึง... เมื่อไหร่จะจบภารกิจนี้เสียที
จนวันหนึ่ง ผมลองเปลี่ยนวิธีวางสายตาดูใหม่
แทนที่จะมองไปไกลจนสุดขอบฟ้า ผมลองดึงความรู้สึกกลับมาอยู่กับลมหายใจใกล้ๆ ตัว จดจ่ออยู่กับจังหวะเท้าที่กระทบพื้น ฟังเสียงน้ำกระฉอกกระทบตั่ง
มองดูดอกหญ้าข้างทาง หรือยิ้มให้เด็กน้อยที่ปั่นจักรยานสวนมา
จู่ๆ โลกที่เคยกว้างใหญ่และน่าเหนื่อยหน่าย ก็ย่อส่วนลงมาเหลือเพียงแค่ระยะหนึ่งก้าวตรงหน้า
ปลายทางยังคงอยู่ที่เดิม ระยะทางก็ไม่ได้สั้นลง
แต่สิ่งที่เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง คือความสุขที่เกิดขึ้นระหว่างทาง
ผืนน้ำกว้างใหญ่นี้สอนบทเรียนสุขภาพให้ผมโดยไม่ต้องมีป้ายคำคมแปะบอก
มันสอนว่า หากเราโหมวิ่งเร็วเกินกำลังเพื่อหวังผลลัพธ์ทันตา รอบแรกเราอาจจะเข้าเส้นชัยได้อย่างสวยงาม
แต่วันรุ่งขึ้น ร่างกายและหัวใจอาจจะประท้วงจนไม่อยากลุกออกมาอีกเลย
กลับกัน หากเรารักษาจังหวะก้าวให้พอดีกับที่ร่างกายรับไหว
วันพรุ่งนี้เราจะยังมีแรงเหลือพอที่จะก้าวออกจากบ้านได้ใหม่ หัวใจจะค่อยๆ จดจำว่า การดูแลตัวเองคือวิถีชีวิตปกติที่ทำได้เรื่อยๆ
ไม่ใช่ภารกิจพิเศษแสนสาหัสที่ต้องใช้แรงฮึดเป็นครั้งคราว
เรื่องของจิตใจก็ใช้หลักการเดียวกันครับ
ความเปลี่ยนแปลงบางอย่างจำเป็นต้องอาศัยกาลเวลาบ่มเพาะ บาดแผลบางเรื่องไม่อาจสมานได้สนิทเพียงชั่วข้ามคืน
ทางวิ่งรอบอ่างเตือนสติผมเสมอว่า
สิ่งสำคัญที่สุดคือความสม่ำเสมอ มากกว่าการเร่งรีบพาตัวเองไปให้ถึงเส้นชัย
ทุกเย็นที่ได้มาเดินทอดน่องริมน้ำ ผมเหมือนได้กลับมาทบทวนกับตัวเองซ้ำๆ ว่าเราอยากจะดูแลกายและใจนี้ในระยะยาวแบบไหน
คำตอบคือ... ค่อยๆ ก้าว ค่อยๆ หายใจ
รักษาความรู้สึกดีๆ เอาไว้ ให้พรุ่งนี้เรายังมีเหตุผลที่อยากจะกลับมาหาความสุขรอบอ่างน้ำแห่งนี้ได้อีกครั้ง... ก็พอแล้วครับ
"ความยั่งยืนของการดูแลสุขภาพ ไม่ได้วัดกันที่ความเร็วในการเข้าเส้นชัยในวันเดียว มันวัดกันที่ว่า... พรุ่งนี้เรายังมีความสุขที่จะลุกออกมาวิ่งอีกไหม"
#JakkDiary #Siamstr #Running
มันคงไม่ใช่เพราะโลกขาดสีสัน ร้านกาแฟก็ยังมีเพลงเบา ๆ งานบนโต๊ะยังเด้งแจ้งเตือน บทสนทนาในห้องแชตก็ยังคงไหลไม่หยุด
ทว่าในอกกลับรู้สึกว่ามันโล่งแปลก ๆ คล้ายห้องที่คนทยอยออกไปทีละคน เหลือเพียงเสียงแอร์เบา ๆ กับเก้าอี้ว่าง
คำสั้น ๆ ที่โผล่ขึ้นมากลางอกคือ... เบื่อ
เบื่อทั้งที่ไม่มีเรื่องร้ายอะไร เบื่อทั้งที่ชีวิตก็ถือว่าโอเคในระดับหนึ่ง
ความรู้สึกแบบนี้แหละที่เรามักเผลอโยนให้โลกภายนอกรับผิดชอบ ทั้งที่จริง ๆ แล้วต้นตอมักจะมาจากข้างในตัวเองเต็ม ๆ
...
ผมลองเปลี่ยนมุมมองกับความเบื่อใหม่ เริ่มหันมามองมันเป็นกระดาษโพสต์อิทจากใจ
ทุกครั้งที่ความเบื่อโผล่ขึ้นมา มันก็เหมือนมีใครสักคนในใจแอบเขียนโน้ตใบเล็ก ๆ แปะไว้ว่า...
ตรงนี้มันไม่ได้หล่อเลี้ยงหัวใจเราแล้วนะ
ตารางวันนี้เต็มตึง เหนื่อยมากก็จริง แต่ด้านในกลับไม่ได้รู้สึกว่าตัวเองมีชีวิตเท่าไรเลย
เราเลยเริ่มงอแงกับทุกอย่าง ทั้ง ๆ ที่... อะไร ๆ รอบตัวก็ไม่ได้ผิดรูปไปจากเดิมเท่าไหร่นัก
ลองมองให้ลึกลงอีกชั้น.. ความเบื่อยังสื่ออีกอย่างหนึ่ง ว่าเราคงจะแสดงบทเดิมซ้ำ ๆ นานเกินไป
บทคนเก่งในที่ทำงาน
บทลูกที่เข้าใจทุกคน
บทเพื่อนที่ต้องตลกตลอดเวลา
บทคนรักที่ห้ามเปราะบาง
เมื่อรับบทเหล่านี้อย่างมืออาชีพต่อเนื่องมาหลายปี ตัวจริงด้านในก็ย่อมเริ่มเบียดตัวเองให้ไปยืนแอบอยู่มุมเวที ไปยืนดู ตัวตนเวอร์ชันที่โอเคตลอดเวลา... เล่นเต็มทุกซีน
อยู่ไปอยู่มา ความเบื่อเลยผุดขึ้นกลางฉากชีวิต ซึ่งอาจไม่ใช่เพราะโลกมันน่าเบื่อนักหรอก มากกว่านั้นมันคือ ตัวจริงในใจไม่มีที่ให้หายใจ
หากมองในอีกรูป ความเบื่อก็คล้ายชั้นแรกของความว่าง
เราต่างก็คุ้นเคยกับชีวิตที่เต็มไปด้วยสิ่งเร้า หน้าจอ เสียงแจ้งเตือน งานไม่จบสักที
พออยู่เฉย ๆ ไม่หยิบอะไรขึ้นมากลบ สมองก็เริ่มกระสับกระส่าย ความเบื่อพลันโผล่ขึ้นมาทัก
ตรงนี้เองที่คนจำนวนมากมักทนกันไม่ค่อยไหว รีบหาอะไรยัดเข้าไปเพื่อฆ่าเวลา ทั้งที่จริง ๆ แล้ว... ถ้าเราอดทนผ่านชั้นแรกไปได้อีกสักหน่อย ข้างในก็จะเริ่มนิ่งขึ้นได้อย่างน่าประหลาด
เสียงในหัวจะค่อย ๆ เบาลง ตาจะเริ่มเห็นรายละเอียดรอบตัวชัดขึ้น ความคิดบางอย่างที่เคยจมอยู่ข้างใต้ เริ่มลอยขึ้นมาให้ทบทวน
ความว่างที่เคยถูกตีตราว่าน่าเบื่อ กลับกลายเป็นพื้นที่ใสให้ใจเราได้พักลงจริง ๆ
ผมเลยเริ่มมองความเบื่อด้วยสายตาแบบใหม่
แทนที่จะถามว่า จะทำอะไรดีให้หายเบื่อ?
เลยลองถามกลับว่า ความเบื่อกำลังเล่าอะไรให้เราฟัง?
บางครั้งมันบอกว่าเรากำลังล้าเกินไป
บางครั้งมันชี้ไปที่บทบาทหนึ่งที่ไม่ตรงกับตัวเองแล้ว บางครั้งมันเพียงพาเราให้กลับมาอยู่กับความว่างอีกสักพัก เพื่อจะเห็นภาพชีวิตตัวเองชัดกว่าเดิม
ความเบื่อจึงไม่ใช่มีดมาฟาดเวลาให้เสียเปล่า บ่อยครั้งที่มันเหมือนกับมือเบา ๆ ที่มาคอยเขย่าไหล่ เตือนว่าเรากำลังใช้หัวใจแบบอยู่รอดมากกว่ามีชีวิต
ในวันที่ความเบื่อแวะเวียนมาหา
ลองวางโทรศัพท์ลงสักครู่ นั่งนิ่งฟังโพสต์อิทใบเล็ก ๆ จากข้างในให้จบประโยค
เราอาจพบว่าเราไม่ได้เบื่อโลกสักเท่าไร
สิ่งที่โหยหาลึก ๆ คือการได้กลับมาอยู่ใกล้ตัวจริงของเราเอง อีกเพียงไม่กี่ก้าวจากชั้นแรกของความว่างตรงนี้เท่านั้นเอง
“ความเบื่อไม่เคยมาปล้นเวลา มันแค่ผ่านมาเตือนแผ่ว ๆ ว่า… ถึงเวลาที่เราจะพาใจตัวเองกลับบ้านแล้วหรือยัง”
#JakkDiary #Siamstr
หลายปีมานี้ ผมเริ่มคุ้นชินและโอบกอดจังหวะชีวิตใหม่ของตัวเอง
เป็นจังหวะที่ไม่ต้องคอยเร่งฝีเท้าเพื่อแซงหน้าใคร และหมดความรู้สึกที่ต้องพิสูจน์ตัวเองให้โลกยอมรับ
ในสายตาคนภายนอก ผมอาจดูเหมือนคนเงียบเชียบ ตอบสนองต่อสิ่งรอบตัวช้าลง และใช้เวลาไตร่ตรองนานขึ้นกว่าจะเอื้อนเอ่ย
เมื่อเจอแรงปะทะ ก็มักจะทำเพียงส่งยิ้มน้อยๆ แล้วนิ่งฟัง
ความนิ่งที่ว่านี้ แท้จริงแล้วคือความรู้สึกที่ตื่นรู้อยู่ภายในอย่างเต็มเปี่ยม
ผมยังคงรับรู้ถึงความเจ็บปวด ความเหนื่อยล้า ความเสียใจ หรือความหวั่นไหวได้ชัดเจนเฉกเช่นคนทั่วไป
ทว่าสิ่งที่เปลี่ยนไป คือการที่ผมหวงแหนพื้นที่ว่างก่อนที่จะปล่อยให้คำพูดหรือการกระทำหลุดออกไป
ผมเลือกที่จะเว้นจังหวะ ให้หัวใจได้มีโอกาสหายใจและจัดระเบียบตัวเองก่อนเสมอ
ประโยคที่ผมใช้กล่อมเกลาใจตัวเองอยู่เสมอก็คือ
"ไม่ต้องเร่ง... ขอแค่ให้เติบโต"
การเติบโตในความหมายของผม คือ ความงอกงามในรายละเอียดเล็กๆ ของความรู้สึก
เช่น การสังเกตว่าคลื่นอารมณ์ที่เคยโหมกระหน่ำ วันนี้มันเบาแรงลงบ้างไหม
เสียงวิพากษ์วิจารณ์ในหัวที่เคยดังอื้ออึง ปีนี้มันแผ่วลงไปบ้างหรือยัง
หรือในยามที่ถูกเข้าใจผิด ใจเรายังร้อนรนที่จะรีบแก้ต่าง หรือเริ่มวางเฉยและปล่อยผ่านได้ดีขึ้น
ในทุกๆ วัน ผมจึงมักกันพื้นที่เงียบสงบไว้มุมหนึ่ง
อาจเป็นยามเช้าตรู่ก่อนที่โลกจะตื่น หรือยามค่ำคืนที่เสียงอึกทึกจางหาย
ช่วงเวลานั้นเปรียบเสมือนการเดินเข้าสู่ห้องทดลองส่วนตัวในใจ ห้องที่ปราศจากผู้พิพากษา มีเพียงคำถามง่ายๆ ที่ไถ่ถามสารทุกข์สุกดิบของตัวเอง
"วันนี้... มีอะไรที่สะกิดใจเราแรงที่สุด?"
"ความกลัวแบบไหนกันนะ ที่ซ่อนอยู่หลังคำพูดเมื่อเช้า?"
"ทำไมเรื่องเล็กเพียงแค่นั้น ถึงทำให้เราหงุดหงิดได้ขนาดนี้?"
ผมมองทุกอารมณ์เป็นข้อมูลที่ล้ำค่า เพื่อใช้ทำความเข้าใจรูปแบบของจิตใจ มากกว่าจะใช้เป็นไม้เรียวไว้คอยเฆี่ยนตีตัวเอง
บางวันอ่านบันทึกใจแล้วก็นึกขำในความดื้อรั้นของตัวเอง แต่บางวันก็นั่งนิ่งไปนาน เพราะตระหนักได้ว่าบางเรื่องราวยังไม่ตกผลึกดี
เจตนาของผม คือความตั้งใจที่จะรับผิดชอบต่อแรงสั่นสะเทือนภายในใจตัวเอง
ดูแลมันให้ดี... เพื่อไม่ให้มวลอารมณ์เหล่านั้น ไหลบ่าไปกระแทกคนรักหรือคนใกล้ชิดโดยไม่จำเป็น
เมื่อมองชีวิตผ่านเลนส์ของความเข้าใจเช่นนี้ คำเร่งเร้าอย่าง... "ต้องรีบหาย ต้องรีบเก่ง ต้องรีบลืม" จึงค่อยๆ เลือนหายไป
และถูกแทนที่ด้วยคำถามที่เรียบง่ายกว่าเดิม...
"วันนี้... เราเข้าใจตัวเองเพิ่มขึ้นอีกนิดแล้วใช่ไหม?"
"ความโกรธเกรี้ยว... ช้าลงกว่าปีก่อนหรือเปล่า?"
"และเรา... ให้อภัยตัวเองได้เก่งขึ้นบ้างไหม?"
หากในหนึ่งปี ผมสามารถตอบว่า ใช่ ได้เพียงไม่กี่ข้อ ผมก็นับว่าปีนั้นเป็นปีที่คุ้มค่าและไม่เสียเปล่าเลย
จังหวะก้าวเดินจากนี้ จึงไร้ซึ่งเสียงนาฬิกาที่คอยกดดัน เหลือเพียงเสียงกระซิบเบาๆ จากหัวใจที่บอกว่า...
ค่อยเป็นคน ค่อยเป็นใจ และค่อยๆ เติบโตลึกลงไป... ในความจริงของตัวเองก็พอ
#JAKKDIARY #SIAMSTR