image Bitcoin ในฐานะ “ฐานการเทียบมูลค่า” จากการออม → การลงทุน → ความเข้าใจว่าเงินคืออะไร เรียบเรียงและวิเคราะห์จากโพสของ คุณ Juice Sakkasem (SUPP) (Bangkok) ⸻ บทนำ: ปัญหาที่แท้จริงไม่ใช่ “ซื้ออะไร” แต่คือ “เทียบกับอะไร” ในการสนทนาเรื่องการลงทุน เรามักได้ยินคำถามซ้ำ ๆ เช่น “หุ้นไทยยังน่าอยู่ไหม” “เงินเฟ้อแรงแบบนี้เอาเงินไปพักไหนดี” “หุ้น AI หมดรอบหรือยัง” คำถามเหล่านี้ดูเหมือนแตกต่างกัน แต่ทั้งหมดมีรากเดียวกันคือ เราใช้ “หน่วยวัดมูลค่า” อะไรในการตัดสินใจ โพสของ คุณ Juice Sakkasem เสนอแนวคิดที่เรียบง่ายแต่ลึกมาก คือ “ก่อนลงทุน ลองเทียบสินทรัพย์เป็นหน่วย Bitcoin ก่อน” ไม่ใช่เพื่อบอกว่า Bitcoin ดีที่สุด แต่เพื่อใช้มันเป็น “ฐาน (benchmark)” ในการคิด ⸻ 1. คำถามแรกที่สำคัญที่สุด: “นี่คือการออมหรือการลงทุน?” คุณ Juice เน้นจุดนี้เป็นข้อแรก เพราะเป็น จุดแยกโลกสองใบ • การออม (Saving) = เก็บมูลค่าไว้ใช้ในอนาคต / เกษียณ / รักษาอำนาจซื้อ • การลงทุน (Investing) = ยอมรับความเสี่ยงเพื่อให้ “มูลค่าเพิ่ม” ในทางเศรษฐศาสตร์การเงิน การไม่แยกสองสิ่งนี้ออกจากกัน ทำให้เกิด risk mismatch คือใช้เครื่องมือผิดกับเป้าหมาย (Bodie et al., 2014) หากเป้าหมายคือ การออมระยะยาว คำถามไม่ใช่ “ผลตอบแทนสูงสุด” แต่คือ “อะไร รักษามูลค่าได้ดีที่สุด เมื่อเวลาผ่านไป” ⸻ 2. มองระยะยาว 10 ปี: เมื่อ noise หายไป เหลือแต่โครงสร้าง แนวคิด “มอง 10 ปี” ไม่ใช่เรื่องอารมณ์ แต่สอดคล้องกับงานวิจัยด้าน asset pricing อย่างชัดเจน ในระยะสั้น • ราคา = ข่าว / สภาพคล่อง / อารมณ์ตลาด ในระยะยาว • ราคา = โครงสร้างของสินทรัพย์ (fundamentals + supply constraint) งานของ Siegel (Stocks for the Long Run) แสดงว่า การมองยาวช่วยลด variance illusion อย่างมาก ข้อมูลที่คุณ Juice ยกมา (ผลตอบแทนเฉลี่ย ~10 ปี) สะท้อนข้อเท็จจริงเชิงโครงสร้างว่า • Bitcoin อยู่ “ปลายบน” ของตาราง • ไม่ใช่เพราะโชค • แต่เพราะ อุปทานถูกจำกัด + ไม่มีการ dilute (เปรียบเทียบกับตราสารที่มีการเพิ่ม supply ต่อเนื่อง) ⸻ 3. ประเด็นที่ถูกมองข้ามที่สุด: “การเก็บสินทรัพย์ได้ด้วยตัวเอง” หนึ่งในข้อได้เปรียบเชิงระบบของ Bitcoin คือ self-custody แนวคิด “not your keys, not your coins” ไม่ใช่สโลแกน แต่คือประเด็นด้าน property rights ในทฤษฎีเศรษฐศาสตร์สถาบัน สิทธิในทรัพย์สิน (property rights) เป็นรากฐานของมูลค่า (North, 1990) สินทรัพย์จำนวนมาก: • ต้องพึ่งคนกลาง • ถูกแช่แข็ง ยึด เปลี่ยนกติกาได้ Bitcoin เป็นสินทรัพย์ไม่กี่ชนิดที่: • เจ้าของถือสิทธิได้โดยตรง • เคลื่อนย้ายข้ามพรมแดนได้ • ไม่ขึ้นกับระบบการเงินท้องถิ่น คุณสมบัตินี้ทำให้มัน แตกต่างเชิงคุณภาพ จากหุ้นหรือกองทุน ไม่ใช่แค่แตกต่างด้านราคา ⸻ 4. “Hard Money” และปัญหาเงินเฟ้อเชิงโครงสร้าง Bitcoin ถูกออกแบบให้มี supply สูงสุด 21 ล้านเหรียญ ซึ่งสอดคล้องกับนิยามของ Hard Money ในเชิงทฤษฎีการเงิน: • เงินที่ผลิตเพิ่มได้ง่าย → มูลค่าถูกกัดกร่อน • เงินที่ผลิตเพิ่มไม่ได้ → ทำหน้าที่เก็บมูลค่า งานวิจัยด้าน monetary debasement ชี้ชัดว่า การเพิ่มปริมาณเงินอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้ผู้ถือเงินสดเสียอำนาจซื้อในระยะยาว (Mises, 1912) Bitcoin จึงไม่ได้ “ชนะเพราะขึ้นราคา” แต่เพราะ มันไม่ถูกลดค่าจากฝั่งอุปทาน ⸻ 5. หากอยาก “ลงทุนจริง” ให้ถามว่า: สินทรัพย์นั้นชนะ BTC หรือไม่ ข้อคิดขั้นสูงที่คุณ Juice เสนอคือ ถ้าอยากได้ผลตอบแทนมากกว่า BTC ให้เทียบเป็นคู่ เช่น AAPL/BTC, NVDA/BTC นี่คือแนวคิด relative performance ซึ่งใช้กันจริงในสถาบันการเงิน คำถามเปลี่ยนจาก • “ราคาขึ้นไหม” เป็น • “ชนะสินทรัพย์อ้างอิงหรือไม่” ถ้าสินทรัพย์: • ให้ผลตอบแทน น้อยกว่า BTC ในระยะยาว • แต่มีความเสี่ยงเชิงระบบมากกว่า การถือ BTC ตรง ๆ อาจ rational กว่า (Sharpe ratio perspective) ⸻ บทสรุป: Bitcoin ไม่ได้สอนให้รวยเร็ว แต่สอนให้เข้าใจ “เงิน” คุณ Juice ไม่ได้บอกว่า Bitcoin ไม่มีความเสี่ยง และไม่ได้บอกว่าทุกคนควรซื้อ แต่สิ่งที่ชัดมากคือ Bitcoin ทำหน้าที่เป็น เครื่องมือทางความคิด มันบังคับให้เราถามว่า: • เงินคืออะไร • มูลค่าเกิดจากไหน • และอะไรที่กำลังค่อย ๆ กัดกินอำนาจซื้อของเราอยู่ สุดท้ายแล้ว ก่อนจะกดซื้อสินทรัพย์ใด คำถามสำคัญที่สุดอาจไม่ใช่ “จะได้กี่เปอร์เซ็นต์” แต่คือ “เราต้องการรักษาอะไรไว้ในระยะยาว” ⸻ เครดิต แนวคิดหลักและโครงสร้างการคิด มาจากโพสของ คุณ Juice Sakkasem (SUPP) นำมาเรียบเรียง วิเคราะห์ และขยายเชิงวิชาการ ⸻ 6. Bitcoin ในฐานะ “หน่วยวัด” (Unit of Account ทางความคิด) ในเศรษฐศาสตร์ เงินมี 3 หน้าที่หลัก 1. Medium of Exchange 2. Store of Value 3. Unit of Account ในทางปฏิบัติ Bitcoin ยังไม่ถูกใช้เป็น Unit of Account ในชีวิตประจำวัน แต่ ในเชิงการคิด (mental accounting) มันเริ่มทำหน้าที่นี้แล้ว สิ่งที่คุณ Juice เสนอคือ ใช้ Bitcoin เป็น “หน่วยเทียบ” ก่อนตัดสินใจลงทุน นี่สอดคล้องกับแนวคิด numeraire ในเศรษฐศาสตร์ คือการเลือก “หน่วยกลาง” เพื่อเปรียบเทียบมูลค่า (Arrow & Debreu, 1954) เมื่อคุณเปลี่ยนหน่วยจาก “บาท” หรือ “ดอลลาร์” เป็น BTC คำถามจะเปลี่ยนทันที เช่น • หุ้นขึ้น 20% → แต่ BTC ขึ้น 40% • อสังหาฯ ราคาคงที่ → แต่ BTC เพิ่ม supply-adjusted value ผลคือ คุณเริ่มเห็นว่า “กำไรเชิงตัวเลข” อาจเป็น “ขาดทุนเชิงอำนาจซื้อ” นี่คือจุดที่คนจำนวนมากไม่เคยคิด เพราะถูกกรอบเงินเฟียตบังตา (Fiat illusion / Money illusion – Fisher, 1928) ⸻ 7. ตารางผลตอบแทน: สิ่งที่ตัวเลข “ไม่ได้บอก” แต่โครงสร้างบอก คุณ Juice ระบุชัดว่า ตารางผลตอบแทนไม่ใช่แค่ดูว่าได้กี่ % นี่สอดคล้องกับงานวิจัยด้าน real return vs nominal return ตัวเลขผลตอบแทนแบบ nominal: • ไม่หักเงินเฟ้อ • ไม่หัก dilution • ไม่สะท้อน risk-adjusted return ในขณะที่ Bitcoin: • ไม่มี dilution จากฝั่ง supply • มี issuance schedule ที่ “รู้ล่วงหน้า” • ไม่มี monetary surprise (Halving เป็น deterministic) งานวิจัยด้าน crypto-asset economics พบว่า Bitcoin มีลักษณะคล้าย non-sovereign hard asset มากกว่าสินทรัพย์เสี่ยงทั่วไป (Baur, Hong & Lee, 2018) ดังนั้น การที่ BTC อยู่บนสุดของตารางในหลายช่วงเวลา ไม่ใช่เพราะ “มันผันผวน” แต่เพราะมัน ไม่ถูกลดค่าจากระบบการเงิน ⸻ 8. ความผันผวน (Volatility) ≠ ความเสี่ยง (Risk) หนึ่งในความเข้าใจผิดที่ใหญ่ที่สุดคือ Bitcoin เสี่ยง เพราะราคาผันผวน ในทางการเงินสมัยใหม่ volatility ไม่เท่ากับ risk เสมอไป • Volatility = การแกว่งของราคา • Risk (แท้จริง) = โอกาสสูญเสียมูลค่าอย่างถาวร (permanent loss) สำหรับผู้ที่: • ไม่ใช้ leverage • มองระยะยาว • เข้าใจ self-custody ความเสี่ยงหลักของ Bitcoin ไม่ใช่ราคาแกว่ง แต่คือ ความเข้าใจไม่ครบของผู้ถือเอง ในทางกลับกัน เงินสดในระบบเงินเฟียต: • ผันผวนน้อย • แต่ สูญเสียมูลค่าแน่นอนในระยะยาว นี่คือสิ่งที่งานด้าน inflation dynamics ชี้ตรงกัน (McCandless & Weber, 1995) ⸻ 9. Bitcoin กับทองคำ: ไม่ใช่ “แทนที่” แต่ “สืบทอดบทบาท” คุณ Juice แนะนำ Bitcoin และทองคำ ในบริบทของ “การออม” ในเชิงประวัติศาสตร์ ทองคำทำหน้าที่: • เก็บมูลค่า • ไม่ขึ้นกับรัฐ • ไม่เพิ่ม supply ได้ง่าย Bitcoin สืบทอดบทบาทนี้ แต่เพิ่มคุณสมบัติใหม่: • เคลื่อนย้ายเร็ว • แบ่งย่อยได้ • ตรวจสอบ supply ได้แบบ real-time งานวิจัยหลายชิ้นมอง Bitcoin เป็น digital gold ในเชิงคุณสมบัติ ไม่ใช่ราคา (Dyhrberg, 2016) ดังนั้น การใช้ BTC เป็นฐานเทียบ ไม่ใช่การ “ทิ้งทอง” แต่คือการยอมรับว่าโลกการเงินเข้าสู่มิติใหม่ของ scarcity ⸻ 10. สิ่งที่แนวคิดนี้ “ไม่เคยบอก” แต่สำคัญมาก คุณ Juice สรุปไว้ชัดว่า ผมไม่ได้บอกว่า Bitcoin ไม่มีความเสี่ยง และนี่คือจุดที่แนวคิดนี้ ต่างจากการเชียร์สินทรัพย์ เพราะมัน: • ไม่รับประกันผลตอบแทน • ไม่ชวนเก็งกำไร • ไม่บอกให้ all-in แต่มันบังคับให้คุณ ตั้งคำถามกับระบบการเงินที่คุณอยู่ ซึ่งสอดคล้องกับแนวคิด critical monetary theory ที่มองว่า “เงิน” ไม่ใช่ของเป็นกลาง แต่เป็นโครงสร้างอำนาจ (Graeber, 2011) ⸻ บทสรุปเชิงลึก: Bitcoin คือกระจก ไม่ใช่คำตอบ ถ้าจะสรุปแนวคิดของโพสนี้ในประโยคเดียว: Bitcoin ไม่ได้บอกคุณว่าควรซื้ออะไร แต่มันทำให้คุณเห็นชัดว่า อะไรที่คุณกำลังเสียไปโดยไม่รู้ตัว มันไม่จำเป็นต้องเป็นสินทรัพย์ที่คุณถือมากที่สุด แต่การใช้มันเป็น “ฐานคิด” อาจเปลี่ยนวิธีมองเงินของคุณไปตลอดชีวิต ⸻ เครดิตอีกครั้ง (สำคัญ) บทความนี้เรียบเรียงและขยายเชิงวิชาการ จากโพสต้นทางของ คุณ Juice Sakkasem (SUPP) ผู้เสนอกรอบความคิด “เทียบสินทรัพย์เป็นหน่วย Bitcoin ก่อนตัดสินใจ” #Siamstr #nostr #bitcoin #BTC
image 💍เงิน (Silver) ในฐานะทรัพยากรยุทธศาสตร์ของศตวรรษที่ 21 เงิน (Ag) ไม่ได้เป็นเพียงโลหะมีค่าทางการเงิน หากแต่เป็น โลหะอุตสาหกรรมเชิงระบบ (systemic industrial metal) ที่มีบทบาทสำคัญต่อเทคโนโลยีสมัยใหม่ ตั้งแต่แผงโซลาร์เซลล์ อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูง ระบบไฟฟ้า ยานยนต์ไฟฟ้า ไปจนถึงเทคโนโลยีทางการแพทย์ ความต้องการเงินจึงผูกพันโดยตรงกับการเปลี่ยนผ่านพลังงาน (energy transition) และกระบวนการ electrification ของเศรษฐกิจโลก (Krausmann et al., 2017) ในขณะเดียวกัน โครงสร้างอุปทานเงินโลกกลับมีลักษณะ เปราะบางเชิงโครงสร้าง (structural fragility) มากกว่าสินแร่โลหะอื่น ซึ่งปรากฏชัดจากข้อมูลการผลิตและแนวโน้มขาดดุลสะสมในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ⸻ โครงสร้างการผลิตเงินโลก: ความกระจุกตัวสูงและความไม่สมดุล จากข้อมูลการประเมินการผลิตปี 2024 พบว่า การผลิตเงินโลกอยู่ที่ประมาณ 25,000 เมตริกตัน โดยมีประเทศผู้ผลิตหลักเพียงไม่กี่ประเทศที่ครองสัดส่วนสูงอย่างมีนัยสำคัญ (U.S. Geological Survey, 2025) 1. เม็กซิโก: ผู้นำการผลิตที่สวนทางกับปริมาณสำรอง เม็กซิโกยังคงเป็น ผู้ผลิตเงินรายใหญ่ที่สุดของโลก ด้วยกำลังการผลิตราว 6,300 เมตริกตันต่อปี หรือคิดเป็นประมาณหนึ่งในสี่ของการผลิตโลกทั้งหมด ทั้งที่ถือครองเงินสำรองเพียง ~6% ของโลก (USGS, 2025) ปรากฏการณ์นี้สะท้อนว่า การเป็นผู้นำด้านการผลิต ไม่ได้หมายถึงการมีทรัพยากรเหลือเฟือ แต่เป็นผลจากโครงสร้างเหมือง โครงสร้างพื้นฐาน และประสิทธิภาพการสกัด นักวิจัยด้านเศรษฐศาสตร์ทรัพยากรชี้ว่า โมเดลการผลิตเช่นนี้มีความเสี่ยงในระยะยาว เพราะอัตราการดึงทรัพยากร (extraction rate) สูงกว่าการค้นพบแหล่งใหม่ (Tilton & Guzmán, 2016) ⸻ 2. จีนและเปรู: เสาหลักของอุปทานโลก จีน (~3,300 ตัน) และเปรู (~3,100 ตัน) เป็นผู้ผลิตอันดับ 2 และ 3 ตามลำดับ โดยมีลักษณะร่วมสำคัญคือ • เงินส่วนใหญ่เป็น ผลพลอยได้ (byproduct) จากการทำเหมืองตะกั่ว–สังกะสี • การผลิตเงินจึงขึ้นกับวัฏจักรโลหะพื้นฐาน ไม่ใช่อุปสงค์เงินโดยตรง (Crowson, 2011) ผลคือ อุปทานเงินมี inelastic supply สูงมาก กล่าวคือ ต่อให้ราคาเงินเพิ่มขึ้น ก็ไม่สามารถเร่งกำลังผลิตได้ง่ายเหมือนทองคำ ⸻ 3. กลุ่มประเทศระดับกลาง: ความสำคัญเชิงเสถียรภาพ ประเทศอย่าง โบลิเวีย โปแลนด์ ชิลี รัสเซีย และสหรัฐอเมริกา ผลิตเงินในช่วง 1,100–1,300 ตันต่อปี ขณะที่ออสเตรเลีย คาซัคสถาน อาร์เจนตินา และอินเดีย ช่วยเสริมอุปทานในระดับรอง โครงสร้างแบบนี้ทำให้ อุปทานเงินโลกพึ่งพาผู้เล่นจำนวนน้อย และอ่อนไหวต่อ • นโยบายรัฐ • ความไม่สงบทางการเมือง • กฎสิ่งแวดล้อม • ต้นทุนพลังงานและแรงงาน (Allan et al., 2022) ⸻ ภาวะขาดดุลเงินโลก: ปรากฏการณ์เชิงโครงสร้าง ไม่ใช่วัฏจักรสั้น รายงานของ The Silver Institute ประเมินว่า • ตลาดเงินโลกจะ ขาดดุลต่อเนื่องเป็นปีที่ 5 ติดต่อกันในปี 2025 • ขาดดุลสะสมรวมเกือบ 820 ล้านออนซ์ (Silver Institute, 2024) การขาดดุลนี้ ไม่ได้เกิดจากการเก็งกำไรเป็นหลัก แต่เกิดจากอุปสงค์เชิงโครงสร้าง ได้แก่ 1. การเติบโตของพลังงานแสงอาทิตย์ (silver paste ใน PV cells) 2. อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์และเซมิคอนดักเตอร์ 3. โครงสร้างพื้นฐานไฟฟ้าและยานยนต์ไฟฟ้า 4. ความต้องการสินทรัพย์ปลอดภัยในภาวะภูมิรัฐศาสตร์ตึงเครียด (Green Tech Demand Analysis, IEA, 2023) ⸻ ราคาเงิน: สัญญาณตลาดต่ออุปทานที่ตึงตัว การที่ราคาเงินสามารถปรับขึ้นแรงในช่วงสั้น (>5%) และทะลุระดับจิตวิทยาสำคัญ สะท้อนว่า ตลาดเริ่ม “price in” ความขาดแคลนเชิงโครงสร้าง มากกว่าปัจจัยการเงินระยะสั้น งานวิจัยด้าน commodity economics ระบุว่า โลหะที่มี dual role (industrial + monetary) เช่น เงิน จะมี volatility asymmetry คือ ขึ้นแรงเมื่ออุปทานตึง แต่ลงช้ากว่าโลหะอุตสาหกรรมทั่วไป (Baur & Tran, 2014) ⸻ บทสรุปเชิงโครงสร้าง เงินกำลังเปลี่ยนสถานะจาก “โลหะมีค่าทางเลือก” ไปสู่ “ทรัพยากรยุทธศาสตร์ของระบบพลังงานและเทคโนโลยีโลก” ด้วยโครงสร้างอุปทานที่กระจุกตัว ความยืดหยุ่นต่ำ และอุปสงค์ที่ผูกกับการเปลี่ยนผ่านเชิงระบบ ภาวะตึงตัวของตลาดเงินจึงมีลักษณะ structural มากกว่าชั่วคราว และมีนัยสำคัญต่อทั้งเศรษฐกิจ การลงทุน และภูมิรัฐศาสตร์ในระยะยาว ⸻ เอกสารอ้างอิง (อ้างในเนื้อหา) • U.S. Geological Survey. Mineral Commodity Summaries: Silver. 2025 • The Silver Institute. World Silver Survey. 2024 • Tilton, J. & Guzmán, J. (2016). Mineral Economics • Crowson, P. (2011). Mining Economics and Strategy • Krausmann et al. (2017). Global Environmental Change • Baur, D. & Tran, D. (2014). Journal of Futures Markets • IEA. Clean Energy Technology Demand Outlook. 2023 ⸻ เงินกับการเปลี่ยนผ่านพลังงาน: โลหะที่ “ขาดไม่ได้” เงินมีคุณสมบัติทางฟิสิกส์ที่ โลหะอื่นไม่สามารถทดแทนได้อย่างสมบูรณ์ ได้แก่ • การนำไฟฟ้าสูงที่สุดในบรรดาโลหะทั้งหมด • ความต้านทานต่ำต่อการสูญเสียพลังงาน • เสถียรภาพทางเคมีสูงในสภาวะใช้งานจริง งานวิจัยด้าน materials science ระบุว่า ใน เซลล์แสงอาทิตย์ (PV cells) เงินยังคงเป็นตัวนำหลักในส่วนของ silver paste แม้จะมีความพยายามลดปริมาณการใช้ (thrifting) แต่ยังไม่สามารถตัดออกได้โดยไม่กระทบประสิทธิภาพ (Fraunhofer ISE, 2022) กล่าวอีกนัยหนึ่ง เงินมีสถานะเป็น critical material มากกว่าเป็นเพียง commodity (Graedel et al., 2015) ⸻ อุปสงค์เงิน: ไม่ได้โตแบบเส้นตรง แต่เป็น “ขั้นบันได” ต่างจากอุปสงค์อุตสาหกรรมทั่วไป อุปสงค์เงินมีลักษณะ stepwise demand คือ • ไม่เพิ่มทีละน้อย • แต่เพิ่มเป็นช่วงๆ ตามการเปลี่ยนเทคโนโลยีและนโยบายรัฐ ตัวอย่างเช่น • การผลักดัน Net Zero → ความต้องการ PV เพิ่มแบบก้าวกระโดด • การ electrification → เงินในระบบสายไฟ, EV, grid • Digitalization → electronics, semiconductors งานวิเคราะห์ของ IEA ชี้ว่า ภายใน 2030 อุปสงค์โลหะที่เกี่ยวข้องกับพลังงานสะอาดจะเพิ่มขึ้นหลายเท่าตัว และเงินเป็นหนึ่งในโลหะที่มี supply risk สูง เมื่อเทียบกับบทบาทที่ต้องใช้ (IEA, 2023) ⸻ ข้อจำกัดเชิงโครงสร้างของอุปทาน: “ราคาแพง ≠ ผลิตเพิ่มได้” 1. เงินไม่ใช่โลหะหลักของเหมือง กว่า 70% ของเงินโลกผลิตในฐานะ ผลพลอยได้ จากเหมืองตะกั่ว–สังกะสี–ทองแดง → การตัดสินใจเพิ่มกำลังผลิตจึงขึ้นกับโลหะหลัก ไม่ใช่ราคาเงิน (Crowson, 2011) 2. ระยะเวลาการเปิดเหมืองใหม่ยาวนาน งานวิจัยด้าน mining lifecycle พบว่า • ใช้เวลาเฉลี่ย 10–20 ปี ตั้งแต่การสำรวจ → ผลิตเชิงพาณิชย์ • ความเสี่ยงด้าน ESG และกฎระเบียบเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง (Tilton et al., 2018) 3. คุณภาพแร่ลดลง (declining ore grades) ข้อมูลระยะยาวชี้ว่า ความเข้มข้นของแร่เงินในเหมืองใหม่ลดลงอย่างต่อเนื่อง → ต้นทุนพลังงานและสิ่งแวดล้อมสูงขึ้น (Mudd, 2010) ⸻ ภาวะขาดดุลสะสม: ประเด็นที่ตลาดมองข้ามในระยะสั้น การขาดดุลสะสม ~820 ล้านออนซ์ ไม่ใช่เพียงตัวเลขเชิงบัญชี แต่หมายถึง • การดูดซับ stock เหนือพื้นดิน (above-ground inventories) • ความเปราะบางต่อ shock ด้านอุปทาน • ความไม่สมดุลระหว่าง “เงินทางกายภาพ” กับ “สัญญาทางการเงิน” นักเศรษฐศาสตร์โลหะระบุว่า ตลาดที่มี physical tightness จะเริ่มสะท้อนผ่าน • backwardation • volatility ที่เพิ่มขึ้น • การ disconnect ระหว่าง paper market กับ physical demand (Baur & Lucey, 2010) ⸻ เงิน vs ทอง: ความต่างเชิงโครงสร้าง (ไม่ใช่คู่แข่งโดยตรง) ประเด็น เงิน ทอง บทบาทอุตสาหกรรม สูงมาก ต่ำ ความยืดหยุ่นอุปทาน ต่ำ สูงกว่า ความผันผวน สูง ต่ำกว่า ความอ่อนไหวต่อเศรษฐกิจจริง สูง ต่ำ งานวิจัยด้าน portfolio allocation ชี้ว่า เงินทำหน้าที่เป็น hybrid asset → มีคุณสมบัติทั้ง defensive และ pro-cyclical ในเวลาเดียวกัน (Batchelor & Gulley, 2019) ⸻ กรอบมองระยะยาว: เงินในฐานะ “โลหะแห่งความไม่สมดุล” หากมองเชิงระบบ เงินสะท้อนคุณลักษณะสำคัญของโลกปัจจุบันคือ • การเติบโตของเทคโนโลยีที่ต้องพึ่งทรัพยากรจำกัด • การเปลี่ยนผ่านที่เร็วกว่าอุปทานธรรมชาติ • ความไม่สมดุลระหว่างความต้องการมนุษย์กับข้อจำกัดฟิสิกส์ ในเชิงเศรษฐศาสตร์การเมือง เงินจึงไม่ใช่เพียงสินทรัพย์ แต่เป็น ตัวชี้วัดความตึงเครียดของระบบโลก (system stress indicator) ⸻ อ้างอิง (แทรกในเนื้อหา) • Graedel et al. (2015). PNAS – Criticality of Metals • Fraunhofer ISE (2022). Photovoltaic Materials Report • IEA (2023). Global Critical Minerals Outlook • Crowson, P. (2011). Mining Economics • Tilton et al. (2018). Resources Policy • Mudd, G. (2010). Ore Grade Decline and Sustainability • Baur & Lucey (2010). Journal of Banking & Finance • Batchelor & Gulley (2019). Financial Analysts Journal #Siamstr #nostr #BTC #bitcoin
image ราคา Bitcoin ขึ้น–ลง ไม่ได้บอกความจริงทั้งหมด ปัญหาของ “หน่วยวัด” ในระบบเงิน Fiat และเหตุใด Bitcoin จึงถูกมองว่าเป็นทางออก คำกล่าวของ ดร.วิชิต ชัยเกล้า ในภาพว่า “ราคา Bitcoin ขึ้นหรือลง เป็นการตีค่าจากเงินบาทที่เราใช้เงิน Fiat มาวัดค่าเท่านั้น สิ่งที่เราต้องทำจริง ๆ คือ ทำงาน ใช้ให้น้อยกว่าที่หาได้ และเก็บออมใน Bitcoin Bitcoin คือทางออก และจะทำให้การออมกลับมายิ่งใหญ่” ไม่ใช่ถ้อยคำเชิงอุดมการณ์ลอย ๆ แต่ตั้งอยู่บน ปัญหาเชิงโครงสร้างของระบบเงินสมัยใหม่ ที่ถูกอภิปรายอย่างจริงจังในเศรษฐศาสตร์กระแสหลักและเศรษฐศาสตร์การเงินเชิงวิพากษ์ ⸻ 1. ราคาไม่ใช่มูลค่า: ความสับสนพื้นฐานของ Fiat Thinking ในระบบ Fiat “ราคา” ของ Bitcoin = จำนวนเงินบาทที่ใช้แลก แต่คำถามคือ เงินบาทวัดค่าได้คงที่หรือไม่ งานวิจัยด้าน Monetary Economics ชี้ชัดว่า Fiat currency ไม่มีเสถียรภาพเชิงกำลังซื้อในระยะยาว เนื่องจากถูกออกแบบให้มีเงินเฟ้อเชิงโครงสร้าง (structural inflation) • Fisher (1911) ชี้ว่า money เป็นเพียง “measuring rod” ที่ผิดรูปได้ • Friedman (1968) อธิบายว่าเงินเฟ้อคือ “ภาษีที่มองไม่เห็น” • BIS และ IMF ยอมรับว่า Fiat ต้องพึ่ง “managed inflation” เพื่อความอยู่รอดของระบบหนี้ (BIS, 2014) ดังนั้น เมื่อใช้หน่วยวัดที่เสื่อมค่า → ทุกอย่างจะ “ดูแพงขึ้น” แม้ตัวมันไม่เปลี่ยน ⸻ 2. Bitcoin ขึ้นราคา หรือ Fiat เสื่อมค่า? งานวิจัยหลายชิ้นตั้งคำถามตรงไปตรงมาว่า สิ่งที่เราเห็นว่า Bitcoin ขึ้นราคา อาจเป็นเพียง Fiat ที่เสื่อมค่า • Baur et al. (2018) วิเคราะห์ว่า Bitcoin ทำหน้าที่คล้าย “store of value” มากกว่าสินทรัพย์เสี่ยงในบางช่วง • Ammous (2018) เสนอว่า Bitcoin คือ hard money ที่แข่งขันกับ Fiat ผ่าน scarcity ทางคณิตศาสตร์ • Ly et al. (2022) พบว่า Bitcoin มีคุณสมบัติป้องกัน monetary debasement ในระยะยาว เมื่อวัด Bitcoin ด้วยหน่วยที่ถูกลดคุณค่าเรื่อย ๆ กราฟราคาจึง ไม่ใช่ภาพความจริงทั้งหมด ⸻ 3. ปัญหาที่แท้จริง: การออมถูกทำลาย ในระบบ Fiat-based economy การ “ออม” ถูกทำให้ไร้ความหมายผ่าน 3 กลไกหลัก 1. เงินเฟ้อ > ดอกเบี้ยเงินฝาก 2. การพิมพ์เงินเพื่อพยุงหนี้รัฐ 3. Asset inflation ที่ทำให้ทรัพย์สินไกลเกินเอื้อมคนทำงาน Piketty (2014) แสดงให้เห็นว่า ผู้ถือ asset ชนะผู้ใช้แรงงานอย่างเป็นระบบ ขณะที่คนออมด้วยเงินสด “แพ้โดยโครงสร้าง” นี่คือเหตุผลที่ดร.วิชิตกล่าวว่า “ทำงาน ใช้ให้น้อยกว่าที่หาได้ และเก็บออมใน Bitcoin” เพราะในระบบเดิม การออมไม่ได้ถูกออกแบบให้ชนะเวลา ⸻ 4. Bitcoin กับการฟื้นฟูบทบาทของการออม Bitcoin แตกต่างจาก Fiat โดยโครงสร้าง • อุปทานจำกัด (21 ล้าน) → predictable monetary policy • ไม่ขึ้นกับรัฐ → ลด political debasement • ไม่ต้องพึ่งตัวกลาง → ลด counterparty risk งานวิจัยจาก Federal Reserve และ ECB เริ่มยอมรับว่า Bitcoin เป็น “monetary asset” มากกว่า speculative token (ECB, 2023) Saifedean Ammous เสนอแนวคิดว่า Bitcoin ฟื้น “time preference” ของมนุษย์ ทำให้การรอคอย การออม และการคิดระยะยาวกลับมามีความหมาย ⸻ 5. “Bitcoin คือทางออก” หมายถึงอะไรในเชิงวิชาการ คำว่า “ทางออก” ไม่ได้แปลว่า • รวยเร็ว • ราคาขึ้นตลอด • ไม่มีความผันผวน แต่หมายถึง ทางออกจากระบบที่ลงโทษคนออม Taleb (2021) วิเคราะห์ว่า ระบบเงินที่เปราะบางจะพังจากการพิมพ์เงิน แต่ระบบที่มี hard constraint จะยืนระยะได้ Bitcoin จึงไม่ใช่คำตอบทุกอย่าง แต่เป็น alternative monetary system ที่เปิดโอกาสให้มนุษย์เลือกหน่วยวัดคุณค่าที่ไม่ถูกบิดเบือนง่าย ⸻ 6. การออม “กลับมายิ่งใหญ่” ได้อย่างไร ในโลก Fiat การออม = เสียโอกาส ในโลกที่มี Bitcoin การออม = การสะสมพลังเวลา (stored time & energy) งานวิจัยด้าน Behavioral Finance ชี้ว่า ระบบเงินที่คาดการณ์ได้ ทำให้มนุษย์ตัดสินใจระยะยาวดีขึ้น (Gneezy et al., 2020) นี่คือความหมายลึกของประโยค “จะทำให้การออมกลับมายิ่งใหญ่” ไม่ใช่เพราะราคาขึ้น แต่เพราะ เวลาไม่ถูกปล้น ⸻ บทสรุป คำกล่าวในภาพ ไม่ใช่การชวนลงทุน แต่คือการชี้ให้เห็นว่า • ราคา = ภาพ • หน่วยวัด = โครงสร้าง • ระบบเงิน = ตัวกำหนดพฤติกรรมมนุษย์ Bitcoin อาจไม่ใช่คำตอบสุดท้าย แต่ทำให้เรากลับมาตั้งคำถามที่สำคัญที่สุดว่า เรากำลังวัดคุณค่าชีวิต ด้วยหน่วยที่เสื่อมสลายอยู่หรือไม่ ⸻ 7. ระบบ Fiat = ระบบหนี้ที่ต้องเติบโตตลอดเวลา เศรษฐศาสตร์การเงินสมัยใหม่ยอมรับตรงกันว่า Fiat money ไม่ได้ถูกสร้างจากการออม แต่จาก หนี้ (credit creation) ธนาคารพาณิชย์สร้างเงินผ่านการปล่อยกู้ รัฐต้องขยายงบประมาณผ่านการขาดดุล ระบบทั้งหมดจึงต้องการ “การเติบโต” เพื่อไม่ให้ล่ม Minsky (1986) อธิบายว่า ระบบการเงินจะเคลื่อนจาก • hedge finance → speculative finance → ponzi finance อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ BIS รายงานชัดเจนว่า หนี้โลกเติบโตเร็วกว่าผลผลิตจริงอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปี 1980s (BIS Annual Economic Report, 2022) ผลลัพธ์คือ • ผู้มีทรัพย์สิน → ได้ประโยชน์ • ผู้ใช้แรงงานและผู้ออม → รับภาระเงินเฟ้อ นี่ไม่ใช่ความล้มเหลวของคน แต่คือ ตรรกะของระบบ ⸻ 8. เงินเฟ้อ = กลไกถ่ายโอนความมั่งคั่ง งานวิจัยจำนวนมากยืนยันว่า เงินเฟ้อไม่ใช่ “ศัตรูทุกคนเท่ากัน” Cantillon Effect อธิบายว่า ผู้ที่ได้รับเงินใหม่ก่อน (รัฐ ธนาคาร ตลาดทุน) ได้ประโยชน์มากกว่าผู้รับเงินทีหลัง (แรงงาน เงินเดือน) Piketty (2014) แสดงข้อมูลเชิงประจักษ์ว่า ผลตอบแทนจากทุน (r) สูงกว่าการเติบโตของเศรษฐกิจ (g) อย่างเป็นระบบ นี่คือเหตุผลที่ “ทำงานหนักขึ้น แต่จนลง” ไม่ใช่ความรู้สึก แต่เป็น ข้อเท็จจริงเชิงโครงสร้าง ⸻ 9. Bitcoin ในฐานะ “Hard Constraint” Bitcoin แตกต่างจากระบบ Fiat ตรงที่ มันใส่ ข้อจำกัดที่ละเมิดไม่ได้ (hard constraint) ลงในระบบเงิน • อุปทานจำกัดเชิงคณิตศาสตร์ • ไม่ขึ้นกับดุลพินิจของรัฐหรือคณะกรรมการ • ไม่สามารถ bailout ใครได้ Hayek (1976) เคยเสนอแนวคิด “Denationalisation of Money” โดยชี้ว่าการผูกเงินกับรัฐคือรากของความไม่เสถียร Bitcoin คือการทดลองแนวคิดนี้ในโลกจริง ผ่าน cryptography และ consensus แบบกระจายศูนย์ (Nakamoto, 2008) ⸻ 10. Bitcoin ไม่ได้แก้ความเหลื่อมล้ำทั้งหมด แต่หยุด “การบิดเบือนเวลา” งานวิจัยด้าน Complexity Economics เสนอว่า ระบบที่ไม่มี constraint จะสะสมความเปราะบางจนพังเป็นช่วง ๆ (crisis-driven reset) Bitcoin ไม่ได้สัญญาว่าจะ • ทำให้ทุกคนรวย • ทำให้ความเหลื่อมล้ำหายไป แต่สิ่งที่มันทำคือ หยุดการปลอมแปลงเวลา (time distortion) ในระบบ Fiat การออม = การเลื่อนการบริโภคที่ถูกลงโทษ ในระบบที่มี hard money การออม = การรักษามูลค่าของแรงงานข้ามเวลา (Stored economic energy) ⸻ 11. ทำไม “การออม” จึงเป็นการกระทำเชิงศีลธรรมทางเศรษฐกิจ เศรษฐศาสตร์กระแสหลักมักมองการออมเป็นตัวแปร แต่เศรษฐศาสตร์เชิงสังคมมองว่า การออมคือ พฤติกรรมที่มีผลต่อโครงสร้างสังคม Weber เคยชี้ว่า ระบบคุณค่าทางเศรษฐกิจ กำหนดวัฒนธรรม ความอดทน และการวางแผนระยะยาว เมื่อเงินเสื่อมค่าโดยออกแบบ สังคมจะถูกผลักให้ • บริโภคเร็ว • เสี่ยงมาก • คิดสั้น Bitcoin เสนอระบบที่ให้รางวัลกับ ความอดทน วินัย และการมองระยะยาว (Gneezy et al., 2020) ⸻ 12. “Bitcoin คือทางออก” ในความหมายที่แม่นยำ ประโยคนี้ ไม่ควรถูกตีความแบบศาสนา แต่ในเชิงวิชาการ หมายถึงว่า Bitcoin เป็น • exit option จาก monetary monopoly • benchmark ใหม่ของ value measurement • ระบบเงินที่ไม่ต้องพึ่งความศรัทธาต่อรัฐ งานของ ECB (2023) ระบุชัดว่า Bitcoin เป็น “non-sovereign monetary asset” ซึ่งมีคุณสมบัติต่างจากทั้งเงินและหุ้น ⸻ บทสรุปเชิงโครงสร้าง สิ่งที่ดร.วิชิตสื่อ ไม่ใช่การทำนายราคา แต่คือการชี้ให้เห็นว่า • ปัญหาไม่ได้อยู่ที่ Bitcoin ผันผวน • แต่อยู่ที่ Fiat ต้อง “เสื่อมค่า” เพื่ออยู่รอด • และการออมถูกทำให้เป็นผู้แพ้โดยโครงสร้าง Bitcoin อาจไม่ใช่คำตอบสุดท้ายของมนุษยชาติ แต่เป็น คำถามที่แรงที่สุด ต่อระบบเงินปัจจุบัน เราอยากอยู่ในระบบ ที่เวลาและแรงงานของเราถูกเก็บรักษา หรือถูกลดค่าอย่างเงียบ ๆ ? #Siamstr #nostr #bitcoin #BTC
image ☃️มนุษย์กับเรือนน้อยที่ปั้นด้วยดิน การเกิดขึ้น–ดับไปของตัณหาในสนามเล่นของจิต ภาพการ์ตูนที่ปรากฏ แสดงเด็กสองช่วงสภาวะที่ต่างกันอย่างชัดเจน • ด้านซ้าย: เด็กที่กำลัง “หวงเรือนน้อย” ปกป้องอาณาเขต มีความโกรธ ความกลัว และความร้อนรุ่ม • ด้านขวา: เด็กที่ละทิ้งเรือนน้อย วิ่งกลับบ้านด้วยความดีใจ เมื่อมี “ข้าวและขนม” รออยู่ ทั้งสองภาพไม่ใช่เรื่องของเด็กจริง ๆ แต่เป็น ภาพแทนโครงสร้างของจิตมนุษย์ทุกคน ที่ยังมี “ตัณหา” เป็นฐาน “พวกเราทุกคนยังคงเป็นกุมารน้อย เล่นเรือนน้อย ๆ ตราบที่ยังมีตัณหาอยู่” ถ้อยคำนี้สอดคล้องโดยตรงกับพุทธวจนที่ว่า “ตัณหาเป็นเหตุให้เกิดความยึดถือ” (ตณฺหาปจฺจยา อุปาทานํ – ปฏิจจสมุปบาท) ⸻ 1. เรือนน้อย = อัตตาที่ก่อรูปจากความอยาก เรือนดินเล็ก ๆ ในภาพ ไม่ใช่ทรัพย์สิน แต่คือ อัตตาเชิงสมมติ สิ่งใดก็ตามที่จิตเข้าไปกล่าวว่า • “ของฉัน” • “เขตของฉัน” • “ตัวฉัน” สิ่งนั้นจะกลายเป็นเรือนน้อยทันที แม้จะเปราะบางและชั่วคราวเพียงใดก็ตาม พระพุทธเจ้าตรัสว่า “สิ่งใดไม่ใช่ของเรา ไม่ควรยึดว่าสิ่งนั้นเป็นเรา” (เนตํ มม เนโสหมสฺมิ น เมโส อตฺตา – อนัตตลักขณสูตร) แต่จิตที่ยังมีตัณหา จะ สร้างเรือนก่อน แล้วค่อยสร้างความหวง ⸻ 2. เมื่อมีตัณหา → มีฉันทะ มีความรัก มีความกระหาย ข้อความใต้ภาพด้านซ้ายกล่าวว่า “เมื่อยังมีราคะ มีฉันทะ มีความรัก มีความกระหาย มีความเร่าร้อน และมีตัณหา ในเรือนน้อยที่ทำด้วยดิน” นี่คือโครงสร้างจิตตามลำดับปฏิจจสมุปบาทอย่างชัดเจน • ราคะ → ความกำหนัดยินดี • ฉันทะ → ความพอใจอยากได้ • ความรัก → ความผูกพัน • ความกระหาย → ตัณหา • ความเร่าร้อน → ทุกข์ทางใจ พระพุทธเจ้าตรัสว่า “เพราะมีตัณหา โลกจึงเร่าร้อน” (ตณฺหาย โลโก อาทิตฺโต – อิติวุตตกะ) เรือนน้อยจึงไม่ใช่ที่พักใจ แต่เป็น เตาเผาทุกข์ ⸻ 3. การปกป้องเรือน = การเกิดโทสะ ในภาพซ้าย เด็กตะโกนว่า “นี่บ้านของฉัน อย่ามายุ่งนะ!” ทันทีที่มี “ของฉัน” → ต้องมี “ศัตรูของฉัน” แม้ศัตรูนั้นจะเป็นเพียงสุนัขตัวเล็ก ๆ ก็ตาม พระพุทธเจ้าตรัสชัดเจนว่า “ความโกรธย่อมเกิดเพราะการถือมั่น” (อุปาทานปจฺจยา โทโส) จิตไม่ได้โกรธเพราะโลก แต่โกรธเพราะ โลกไปแตะอัตตาที่ตนสร้าง ⸻ 4. เสียงเรียกจากบ้าน = สติที่เตือนถึงความจริง ภาพด้านขวาเริ่มต้นจากเสียงเรียก “มากินข้าวได้แล้วลูก วันนี้มีขนมด้วยนะ” เสียงนี้ไม่ใช่แค่แม่ แต่คือ สติ (สติสัมปชัญญะ) ที่เตือนว่า • เรือนดินนั้นไม่จำเป็น • ความอิ่มที่แท้จริงไม่ได้อยู่ที่การครอบครอง พระพุทธเจ้าตรัสว่า “สติเป็นทางเอกเพื่อความหลุดพ้น” (เอกายโน อยํ ภิกฺขเว มคฺโค – สติปัฏฐานสูตร) ⸻ 5. เมื่อไม่มีราคะ → เรือนน้อยสลายเอง ข้อความใต้ภาพด้านขวากล่าวว่า “เมื่อไม่มีราคะ ไม่มีฉันทะ ไม่มีความรัก ไม่มีความกระหาย ไม่มีความเร่าร้อน และไม่มีตัณหา ในเรือนน้อยที่ทำด้วยดิน” จุดสำคัญคือ ไม่ได้ทุบเรือนด้วยความเกลียด แต่เรือนพังเพราะ ไม่มีใครอยู่ พระพุทธเจ้าตรัสว่า “เมื่อไม่มีความยึดถือ ทุกข์ย่อมไม่มี” (อุปาทานนิโรธา ทุกฺขนิโรโธ) การหลุดพ้นไม่ใช่การต่อสู้ แต่คือการ เลิกเล่น ⸻ 6. มนุษย์ทั้งชีวิต = เด็กที่ยังเล่นเรือน ไม่ว่าจะเป็น • เงิน • ชื่อเสียง • ความคิด • อุดมการณ์ • ตัวตนทางจิตวิญญาณ ทั้งหมดล้วนเป็นเรือนดิน หากยังมีคำว่า “ของฉัน” พระพุทธเจ้าตรัสอย่างตรงไปตรงมาว่า “โลกนี้เป็นของว่างเปล่า เพราะว่างจากอัตตาและสิ่งของอัตตา” (สุญฺญํ อิทํ อตฺเตน วา อตฺตนิเยน วา – สุญญตสูตร) ⸻ บทสรุป: นิพพานไม่ใช่การได้ของใหม่ แต่คือการเลิกหวงเรือน ภาพนี้จึงไม่ใช่เรื่องศีลธรรม แต่เป็น แผนที่จิต • ตราบใดที่ยังมีตัณหา → เรือนจะถูกสร้าง • ตราบใดที่ยังมีเรือน → จะมีศัตรู • ตราบใดที่ยังหวง → จะมีทุกข์ และทันทีที่ ไม่เล่น เกมทั้งหมดจบลงเอง “ผู้สิ้นตัณหา ย่อมไม่มีเรือน” (อนาคาโร – ธรรมบท) ⸻ เรือนน้อย ๆ = ขันธ์ ๕ : โครงสร้างชั่วคราวของโลก ในพุทธวจน ไม่มีคำว่า “ตัวตนถาวร” สิ่งที่เรียกว่า “ตัวเรา” ถูกแจกแจงอย่างเป็นระบบว่าเป็นเพียง • รูปขันธ์ • เวทนาขันธ์ • สัญญาขันธ์ • สังขารขันธ์ • วิญญาณขันธ์ พระพุทธเจ้าตรัสว่า “ขันธ์ทั้งหลายไม่ใช่สัตว์ ไม่ใช่บุคคล” (น หิ ชาตุ โส ขนฺโธ สตฺโต วา ปุคฺคโล วา – ขันธสังยุต) แต่ในทางประสบการณ์ ขันธ์ทำหน้าที่เสมือน ‘เรือน’ เป็นโครงสร้างให้การรับรู้ ความจำ ความคิด และอารมณ์ เกิด–ดับ ดังนั้น “เรือนน้อยที่ทำด้วยดิน” ในภาพ คือ ขันธ์ ๕ ที่ประกอบขึ้นจากเหตุปัจจัย ไม่มั่นคง แตกสลายได้ทุกขณะ (สังขารา อนิจจา) ⸻ กุมาร–กุมารี = ธาตุรู้บริสุทธิ์ / อมตธาตุ หัวใจสำคัญอยู่ตรงนี้ กุมารในภาพไม่ใช่ขันธ์ เพราะขันธ์ไม่วิ่ง ไม่เลือก ไม่ตัดสิน ผู้ที่ “เล่นเรือน” คือ ธาตุรู้บริสุทธิ์ ซึ่งในพุทธวจนเรียกว่า “ธาตุที่ไม่เกิดไม่ตาย” “อมตธาตุ” “นิพพานธาตุ” พระพุทธเจ้าตรัสว่า “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย มีธาตุที่ไม่เกิด ไม่ปรากฏ ไม่ถูกปรุงแต่ง” (อตฺถิ ภิกฺขเว อชาตํ อภูตํ อกตํ อสงฺขตํ – อุทาน ๘.๓) ธาตุนี้ ไม่ใช่ตัวตน แต่เป็น ฐานของความรู้สึกตัว (awareness) เมื่อธาตุรู้ยังไม่รู้แจ้ง มันจะ “เข้าไปอาศัยขันธ์” เหมือนเด็กเข้าไปเล่นเรือนดิน ⸻ เมื่อธาตุรู้บริสุทธิ์เข้าไปอาศัยขันธ์ = สัตตานัง คำว่า สัตตา (สัตว์) ในพุทธวจน ไม่ได้หมายถึงคน สัตว์ หรือวิญญาณถาวร พระพุทธเจ้าตรัสนิยามไว้ชัดว่า “สิ่งใดถูกผูก ถูกมัด ถูกติดอยู่ สิ่งนั้นเรียกว่าสัตว์” (สตฺโตติ โข ภิกฺขเว อุปาทานสฺเสตํ อธิวจนํ – สัตตสูตร) ดังนั้น • ธาตุรู้บริสุทธิ์ + การยึดขันธ์ = สัตตา • ธาตุรู้บริสุทธิ์ + ไม่ยึดขันธ์ = วิสุทธิ / นิพพานธาตุ สัตตานัง จึงหมายถึง “ภาวะที่ธาตุรู้บริสุทธิ์อาศัยขันธ์แล้วหลงว่าเป็นตัวตน” ⸻ ทำไมเรียกว่า “กุมาร” พุทธวจนหลายแห่งใช้ภาษาที่สื่อว่า ผู้ยังยึดขันธ์ คือ ผู้ยังอ่อนต่อความจริง “ปุถุชนเป็นผู้ยังไม่รู้ ยังไม่เห็น” (อวิชฺชาคโต ปุถุชฺชโน) กุมารจึงหมายถึง • ผู้ยังหลงเล่น • ผู้ยังจริงจังกับของชั่วคราว • ผู้ยังร้องไห้เมื่อเรือนพัง ไม่ใช่ดูถูก แต่เป็น คำอธิบายเชิงโครงสร้างของปัญญา ⸻ เรือนน้อยพัง = ไม่ใช่การตาย แต่คือการคลายอุปาทาน ในภาพด้านขวา เรือนแตก เด็กวิ่งกลับบ้าน ไม่ได้แปลว่า “ขันธ์ดับเพราะตาย” แต่หมายถึง ธาตุรู้ถอนความสำคัญผิดออกจากขันธ์ พระพุทธเจ้าตรัสว่า “ความดับแห่งอุปาทาน คือความดับแห่งทุกข์” (อุปาทานนิโรธา ทุกฺขนิโรโธ – ปฏิจจสมุปบาท) ขันธ์ยังทำงาน แต่ไม่มี “ผู้อยู่อาศัย” ⸻ บ้านที่แท้จริง = นิพพานธาตุ เสียงเรียก “มากินข้าวเถอะลูก” ไม่ใช่เสียงจากโลก แต่คือ ปัญญาที่ระลึกได้ “นิพพานเป็นที่พึ่งอันเกษม” (นิพฺพานํ ปรมํ สุขํ) เมื่อธาตุรู้บริสุทธิ์ไม่ต้องอาศัยเรือน ไม่ต้องปกป้อง ไม่ต้องแข่งขัน ก็กลับสู่ สภาพเดิมที่ไม่ถูกปรุงแต่ง ⸻ สรุปโครงสร้างทั้งหมด (ย่อแต่ตรง) • ขันธ์ ๕ = เรือนน้อย • ธาตุรู้บริสุทธิ์ = กุมาร • ธาตุรู้บริสุทธิ์ยึดขันธ์ = สัตตา • การเลิกยึด = นิพพาน • ไม่ใช่ใครหลุดพ้น แต่คือ ความเข้าใจผิดสิ้นสุด พระพุทธเจ้าตรัสไว้ชัดเจนว่า “ในสิ่งที่เห็น มีเพียงสิ่งที่เห็น เมื่อไม่มีผู้ยึดถือในสิ่งนั้น นั่นแหละคือที่สุดแห่งทุกข์” (พาหิยสูตร) #Siamstr #nostr #พุทธวจน #ธรรมะ
image ‼️รัฐไม่สร้างความมั่งคั่งจริงหรือ? การวิเคราะห์เชิงเศรษฐศาสตร์การเมืองจากถ้อยแถลงของ Javier Milei “The state does not create wealth; the state destroys it. The state can give you nothing because it produces nothing, and when it attempts it, it does so poorly.” — Javier Milei ถ้อยแถลงนี้สะท้อนแก่นกลางของ ลัทธิเสรีนิยมสุดขั้ว (Libertarianism / Anarcho-capitalism) ซึ่งมองว่า รัฐ เป็นโครงสร้างที่ดูดซับทรัพยากรจากภาคเอกชน มากกว่าสร้างมูลค่าใหม่ขึ้นจริง แนวคิดดังกล่าวไม่ใช่เพียงวาทกรรมการเมือง แต่มีรากฐานยาวนานในประวัติศาสตร์ความคิดเศรษฐศาสตร์ บทความนี้จะวิเคราะห์ประเด็นดังกล่าวผ่าน 4 มิติหลัก 1. ทฤษฎีการสร้างความมั่งคั่ง 2. ประสิทธิภาพของรัฐ vs ตลาด 3. หลักฐานเชิงประจักษ์จากงานวิจัย 4. ข้อโต้แย้งและขอบเขตของแนวคิด Milei ⸻ 1. ความมั่งคั่งเกิดจากอะไร? มุมมองเศรษฐศาสตร์คลาสสิกและออสเตรีย นักเศรษฐศาสตร์คลาสสิกอย่าง Adam Smith เสนอว่า ความมั่งคั่งของชาติ เกิดจาก แรงงาน การแบ่งงาน ความเชี่ยวชาญ และการแลกเปลี่ยนโดยสมัครใจ ภายใต้กลไกตลาด ไม่ใช่จากการสั่งการของรัฐ (Smith, 1776) ต่อมา สำนักเศรษฐศาสตร์ออสเตรีย (Austrian School) โดย Ludwig von Mises และ Friedrich Hayek ขยายแนวคิดนี้ว่า • มูลค่า (Value) เป็นเรื่อง อัตวิสัย (subjective) • การตัดสินใจทางเศรษฐกิจต้องอาศัยข้อมูลกระจายตัวในสังคม • รัฐไม่สามารถ “คำนวณเศรษฐกิจ” ได้ดีกว่าตลาด (Mises, 1920; Hayek, 1945) ดังนั้น ในเชิงทฤษฎี รัฐ ไม่สามารถสร้างความมั่งคั่งใหม่ ได้ รัฐเพียง ย้าย หรือ บิดเบือน ทรัพยากรที่เอกชนสร้างขึ้นแล้ว ซึ่งสอดคล้องโดยตรงกับถ้อยแถลงของ Milei ⸻ 2. รัฐ “ให้” ได้จริงหรือไม่? ภาษี การโอน และภาพลวงตาของการแจกจ่าย ในเชิงบัญชี รัฐสามารถ “ให้เงิน” ผ่านสวัสดิการ การอุดหนุน หรือโครงการสาธารณะ แต่ในเชิงเศรษฐศาสตร์ เงินนั้นต้องมาจากหนึ่งในสามแหล่งเท่านั้น 1. ภาษี 2. หนี้ 3. การพิมพ์เงิน ไม่มีแหล่งใดที่รัฐ “ผลิต” ขึ้นเองโดยไม่ดึงจากภาคเอกชน (Buchanan & Tullock, 1962) งานวิจัยด้าน Public Choice Theory ชี้ว่า • นักการเมืองและข้าราชการมีแรงจูงใจส่วนตัว • การใช้จ่ายภาครัฐจึงมักนำไปสู่ ความไร้ประสิทธิภาพเชิงโครงสร้าง • โครงการรัฐจำนวนมากคงอยู่ไม่ใช่เพราะมีประโยชน์สูงสุด แต่เพราะมีฐานเสียงหรือผลประโยชน์แฝง (Olson, 1982) นี่คือเหตุผลที่ Milei กล่าวว่า “when it attempts it, it does so poorly.” ⸻ 3. หลักฐานเชิงประจักษ์: รัฐใหญ่ = เติบโตช้าจริงหรือ? งานวิจัยจำนวนมากพบความสัมพันธ์เชิงลบระหว่าง ขนาดของรัฐ (government expenditure as % of GDP) กับ อัตราการเติบโตระยะยาว • Barro (1991) พบว่าภาษีและการใช้จ่ายรัฐที่สูงสัมพันธ์กับการเติบโตที่ต่ำลง • Alesina et al. (2005) พบว่าประเทศที่ลดขนาดรัฐอย่างจริงจังมักฟื้นตัวทางเศรษฐกิจได้เร็วกว่า • Gwartney, Lawson & Hall (2019) แสดงว่าประเทศที่มี Economic Freedom สูง มีรายได้ต่อหัวและคุณภาพชีวิตสูงกว่าอย่างมีนัยสำคัญ กรณีศึกษาของ อาร์เจนตินา เอง • ภาครัฐขยายตัวต่อเนื่องหลายทศวรรษ • เงินเฟ้อเรื้อรัง หนี้สาธารณะสูง • ภาคเอกชนถูกบีบด้วยภาษีและกฎระเบียบ (IMF, World Bank data) Milei จึงมองว่าปัญหาไม่ได้อยู่ที่ “ตลาดล้มเหลว” แต่คือ “รัฐล้มเหลวซ้ำซาก” ⸻ 4. ข้อโต้แย้ง: รัฐไม่มีบทบาทเลยจริงหรือ? นักเศรษฐศาสตร์สาย Keynesian และ Institutional Economics โต้แย้งว่า แม้ตลาดจะมีประสิทธิภาพในการจัดสรรทรัพยากรจำนวนมาก แต่ตลาดก็มี ความล้มเหลวเชิงโครงสร้าง (market failures) ที่ไม่อาจแก้ไขได้ด้วยกลไกราคาเพียงอย่างเดียว 4.1 Market Failure และบทบาทขั้นต่ำของรัฐ ตัวอย่างความล้มเหลวของตลาดที่มักถูกยกขึ้นมา ได้แก่ • Public goods (เช่น ระบบยุติธรรม ความมั่นคง โครงสร้างพื้นฐาน) • Externalities (มลพิษ โรคระบาด) • Information asymmetry (ตลาดการเงิน ประกันสุขภาพ) Joseph Stiglitz ชี้ว่า หากไม่มีรัฐ ตลาดอาจนำไปสู่ผลลัพธ์ที่ ไม่มีประสิทธิภาพ และ ไม่เป็นธรรม (Stiglitz, 1989) ในมุมนี้ รัฐไม่จำเป็นต้อง “สร้างความมั่งคั่ง” โดยตรง แต่ทำหน้าที่ สร้างเงื่อนไขให้ตลาดสร้างความมั่งคั่งได้ เช่น การคุ้มครองสิทธิในทรัพย์สิน สัญญา และหลักนิติรัฐ (North, 1990) ⸻ 4.2 รัฐในฐานะ “ต้นทุนคงที่ของระบบตลาด” นักเศรษฐศาสตร์เชิงสถาบันจำนวนมากมองว่า รัฐเปรียบเสมือน ต้นทุนคงที่ (fixed cost) ของระบบเศรษฐกิจ • รัฐไม่จำเป็นต้องมีขนาดใหญ่ • แต่การ “ไม่มีรัฐ” เลย อาจทำให้ต้นทุนธุรกรรม (transaction costs) สูงกว่าประโยชน์ที่ได้ (Coase, 1960) จุดนี้คือ เส้นแบ่งสำคัญ ระหว่าง • Libertarian สายสุดขั้ว (รัฐคือปัญหา) • กับ Classical Liberal สายสถาบัน (รัฐจำเป็น แต่ต้องจำกัด) ⸻ 5. ตำแหน่งของแนวคิด Javier Milei ในภูมิทัศน์เศรษฐศาสตร์ แนวคิดของ Javier Milei ไม่ได้อยู่กึ่งกลาง แต่ชัดเจนว่าอยู่ปลายสุดของสเปกตรัม ลักษณะเด่นของกรอบคิด Milei คือ • ปฏิเสธแนวคิด “รัฐผู้จัดการเศรษฐกิจ” (managerial state) • ไม่เชื่อว่ารัฐสามารถแก้ market failure ได้โดยไม่สร้าง government failure ที่รุนแรงกว่า • มองเงินเฟ้อ การควบคุมราคา และรัฐสวัสดิการ เป็นผลของ ความไม่รู้เชิงคำนวณ และ แรงจูงใจทางการเมือง (Mises, 1949) ในเชิงทฤษฎี Milei ใกล้กับ • Austrian Economics • Public Choice • Anarcho-capitalism (ในเชิงอุดมการณ์) แต่ในเชิงนโยบายจริง เขายังคงอยู่ในกรอบ รัฐขั้นต่ำ (minimal state) มากกว่าการไร้รัฐโดยสมบูรณ์ ⸻ 6. บทสรุปเชิงวิพากษ์: ถ้อยแถลงนี้ “จริงแค่ไหน”? ถ้อยแถลง “The state does not create wealth” เป็นจริงในความหมายว่า • รัฐไม่สามารถสร้าง มูลค่าใหม่ แบบที่ภาคเอกชนสร้างผ่านนวัตกรรม การเสี่ยง และการผลิต • ทุกบาทที่รัฐใช้ ต้องมาจากทรัพยากรของภาคเอกชนก่อนเสมอ แต่ถ้อยแถลง “the state destroys it” จะเป็นจริงหรือไม่ ขึ้นอยู่กับ • ขนาดของรัฐ • คุณภาพสถาบัน • แรงจูงใจทางการเมือง งานวิจัยชี้ชัดว่า • รัฐที่ใหญ่และไร้ความรับผิด มีแนวโน้มทำลายความมั่งคั่ง (Barro, 1991; Olson, 1982) • แต่ รัฐที่จำกัดและมีสถาบันเข้มแข็ง สามารถเพิ่มผลผลิตทางอ้อมได้ (Acemoglu & Robinson, 2012) ดังนั้น ถ้อยแถลงของ Milei จึงควรถูกอ่านในฐานะ คำเตือนเชิงโครงสร้าง ไม่ใช่สูตรสำเร็จสากล ⸻ ประโยคสรุปเชิงปรัชญาเศรษฐศาสตร์ รัฐไม่ใช่ผู้สร้างความมั่งคั่ง แต่รัฐสามารถเป็นได้ทั้ง สภาพแวดล้อมที่เอื้อ หรือ แรงเสียดทานที่ทำลาย ต่อกระบวนการสร้างความมั่งคั่งของมนุษย์ ⸻ 7. จากทฤษฎีสู่การปฏิบัติ: เมื่อแนวคิด Milei เผชิญโลกจริง คำถามสำคัญไม่ใช่เพียงว่า “รัฐสร้างความมั่งคั่งได้หรือไม่” แต่คือ “ถ้าลดบทบาทรัฐลงอย่างรุนแรง ระบบเศรษฐกิจจะปรับตัวอย่างไร และใครแบกรับต้นทุนช่วงเปลี่ยนผ่าน?” 7.1 Shock Therapy vs Gradualism แนวทางของ Javier Milei ถูกจัดอยู่ในกลุ่ม shock therapy ได้แก่ • ตัดรายจ่ายรัฐอย่างรวดเร็ว • ยกเลิกการอุดหนุน • ปล่อยราคาและค่าเงินให้เป็นไปตามตลาด ทฤษฎีรองรับมาจากแนวคิดว่า • ความบิดเบือนสะสมยิ่งนาน ต้นทุนยิ่งสูง • การปรับช้าเปิดช่องให้แรงต้านทางการเมืองบ่อนทำลายการปฏิรูป (Balcerowicz, 1995) อย่างไรก็ตาม งานวิจัยเปรียบเทียบประเทศหลังยุคสังคมนิยมพบว่า • Shock therapy ช่วยลดเงินเฟ้อได้เร็ว • แต่มีต้นทุนทางสังคมสูงในระยะสั้น เช่น การว่างงาน ความยากจน (Stiglitz, 2002) นี่คือจุดที่ฝ่ายวิจารณ์ Milei ชี้ว่า แนวคิด “รัฐทำลายความมั่งคั่ง” อาจถูกต้องเชิงโครงสร้าง แต่ การถอนรัฐออกอย่างฉับพลัน อาจทำลายทุนมนุษย์และเสถียรภาพสังคม ⸻ 8. Government Failure vs Market Failure: ใครร้ายกว่ากัน? กรอบคิดของ Milei ตั้งอยู่บนสมมติฐานว่า government failure มีต้นทุนสูงกว่า market failure เสมอ Public Choice Theory สนับสนุนมุมมองนี้ โดยแสดงให้เห็นว่า • นักการเมืองตอบสนองแรงจูงใจระยะสั้น • นโยบายมักเอื้อกลุ่มเฉพาะ (rent-seeking) • ความสูญเสียสะสมมองไม่เห็นในระยะยาว (Tullock, 1967) แต่ Institutional Economics โต้แย้งว่า • Market failure บางรูปแบบ (เช่น สถาบันอ่อนแอ ความไม่แน่นอนทางกฎหมาย) • ไม่สามารถแก้ได้โดยตลาดเอง • และหากรัฐไม่ทำหน้าที่ขั้นต่ำ ระบบตลาดจะไม่เกิดเลย (Rodrik, 2007) ดังนั้น คำถามเชิงวิชาการที่แท้จริงคือ รัฐแบบใดที่สร้าง government failure ต่ำสุด ไม่ใช่เพียง รัฐควรมีหรือไม่ ⸻ 9. บทเรียนเชิงเปรียบเทียบ: รัฐเล็ก ≠ สำเร็จเสมอ ประเทศที่ถูกยกเป็นตัวอย่าง “รัฐเล็ก ตลาดเสรี” มักมี คุณภาพสถาบันสูงมาก เช่น • หลักนิติรัฐเข้มแข็ง • คอร์รัปชันต่ำ • ระบบศาลและสัญญาน่าเชื่อถือ งานของ Acemoglu & Robinson (2012) ชี้ว่า Institutions สำคัญกว่าขนาดรัฐ รัฐที่เล็กแต่สถาบันอ่อนแอ • อาจไม่สร้างความมั่งคั่ง • แต่เปิดช่องให้ทุนผูกขาด อาชญากรรม และเศรษฐกิจเงา นี่คือความเสี่ยงเชิงโครงสร้างของแนวคิด Milei หากการ “ลดรัฐ” เกิดขึ้น ก่อน การฟื้นฟูสถาบัน ⸻ 10. อ่านถ้อยแถลงนี้อย่างมีวุฒิภาวะทางเศรษฐศาสตร์ ถ้อยแถลงของ Milei ทำหน้าที่คล้าย มีดผ่าตัด ไม่ใช่คัมภีร์ศาสนา มันมีคุณค่าอย่างยิ่งในฐานะ • การเปิดโปงภาพลวงตาว่า “รัฐแจก = รัฐสร้าง” • การเตือนถึงต้นทุนที่มองไม่เห็นของการแทรกแซงรัฐ • การท้าทายความเคยชินของสังคมเงินเฟ้อและรัฐอุดหนุน แต่จะเป็นอันตราย หาก • ถูกใช้แบบเหมารวม • ตัดขาดจากบริบทสถาบัน • และละเลยต้นทุนช่วงเปลี่ยนผ่าน ⸻ บทสรุประดับปรัชญาเศรษฐศาสตร์ ความมั่งคั่งไม่เคยเกิดจากคำสั่ง แต่มักเกิดจากการกระทำโดยสมัครใจ ภายใต้กติกาที่ดีพอ รัฐจึงไม่ใช่ผู้สร้างความมั่งคั่ง แต่เป็น • ผู้ออกแบบกติกา • ผู้ลดหรือเพิ่มแรงเสียดทาน ให้กระบวนการสร้างความมั่งคั่งของมนุษย์เดินหน้าได้ ถ้อยแถลงของ Javier Milei จึงไม่ใช่คำตอบสุดท้าย แต่คือ คำถามที่สังคมไม่ควรหลีกเลี่ยง #Siamstr #nostr #bitcoin #BTC
image ความรักผู้อื่น (เมตตา) กับปัญหาสังคม วิเคราะห์เชิงพุทธปรัชญา อิงพุทธวจนและพระสูตร ⸻ บทนำ ข้อความในภาพสะท้อนแนวคิดสำคัญว่า “ถ้าความรักผู้อื่นซึ่งเป็นหัวใจของทุกศาสนากลับมา ปัญหาในโลกก็จะหมดไป” แนวคิดนี้สอดคล้องอย่างลึกซึ้งกับแก่นคำสอนในพระพุทธศาสนา โดยเฉพาะ เมตตา (mettā) ซึ่งมิใช่เพียงอารมณ์ดีงามส่วนบุคคล หากเป็น หลักการจัดระเบียบสังคม และ รากฐานของการเมืองและศีลธรรม ในระดับโครงสร้าง บทความนี้จะอธิบายอย่างเป็นระบบว่า เมตตาในพุทธวจนมีความหมายอย่างไร ทำไมจึงเป็น “หัวใจ” ของการแก้ปัญหาสังคม และเหตุใดการขาดเมตตาจึงนำไปสู่ความขัดแย้ง ความเหลื่อมล้ำ และความล้มเหลวของประชาธิปไตย ⸻ 1. เมตตาในพุทธวจน: ไม่ใช่ความรู้สึก แต่คือเจตนาสากล พระพุทธเจ้าทรงนิยามเมตตาในฐานะ เจตนาที่ปรารถนาให้สรรพสัตว์เป็นสุข ไม่เลือกที่รักมักที่ชัง และไม่ขึ้นกับเงื่อนไขผลตอบแทน “เมตตาจิตตัง ภาเวยฺย อปริมาณํ” พึงเจริญเมตตาจิตอันไม่มีประมาณ (ขุททกนิกาย ขุททกปาฐะ, เมตตสูตร) ในเมตตสูตร พระพุทธเจ้าทรงเน้นว่าเมตตาต้องแผ่ไป เบื้องบน เบื้องล่าง และรอบทิศ โดยไม่เว้นใคร (ขุททกนิกาย ขุททกปาฐะ, เมตตสูตร) นี่คือฐานคิดเชิงสังคมที่มองมนุษย์ทุกคนเป็น “เพื่อนร่วมทุกข์” มิใช่คู่แข่ง ⸻ 2. เมตตา = ฐานศีลธรรมของสังคมที่ไร้ความรุนแรง ในพระสูตรหลายแห่ง พระพุทธเจ้าทรงชี้ชัดว่า ความรุนแรงและการเบียดเบียนเกิดจากอัตตาและความยึดมั่นในตน หากลดอัตตา สังคมย่อมคลี่คลายความขัดแย้งได้ “สพฺเพ ตสฺสนฺติ ทณฺฑสฺส สพฺเพ ภายนฺติ มจฺจุโน” สัตว์ทั้งหลายย่อมกลัวอาชญา กลัวความตายเหมือนกัน (ธรรมบท ข้อ 129–130) ข้อความนี้เป็นรากฐานของแนวคิด สิทธิมนุษยชนเชิงพุทธ คือ การไม่ทำร้ายผู้อื่น เพราะเห็นว่าผู้อื่นมีความกลัว ความทุกข์ และคุณค่าเท่าเทียมกับตน ⸻ 3. สังคมที่ “ไม่ต้องปิดประตูเรือน”: อุดมคติในพุทธธรรม แนวคิดในภาพที่กล่าวว่า “นอนไม่ต้องปิดประตูเรือน” สอดคล้องกับอุดมคติสังคมในพระไตรปิฎก ที่เรียกว่า สังคมแห่งอัปปมาทะและเมตตา พระพุทธเจ้าทรงอธิบายสังคมอุดมคติว่าเป็นสังคมที่ • ไม่มีการลักขโมย • ไม่มีการเบียดเบียน • ผู้คนเกื้อกูลกันด้วยธรรม (ทีฆนิกาย อัคคัญญสูตร) อัคคัญญสูตรชี้ให้เห็นว่า ความเสื่อมของสังคมไม่ได้เริ่มจากโครงสร้างการเมือง แต่เริ่มจาก โลภะ โทสะ โมหะ ในใจมนุษย์ (ทีฆนิกาย อัคคัญญสูตร) ⸻ 4. เมตตา กับประชาธิปไตย: ประโยชน์ของทุกคนเป็นใหญ่ ในภาพมีการอธิบายว่า ประชาธิปไตยไม่ใช่ “ประชาชนเป็นใหญ่” แต่คือ “ประโยชน์ของทุกคนเป็นใหญ่” แนวคิดนี้ตรงกับพุทธวจนอย่างชัดเจน “อตฺตานํ อุปมํ กเร” พึงเอาตนเป็นประมาณ แล้วไม่เบียดเบียนผู้อื่น (สังยุตตนิกาย สคาถวรรค) นี่คือหลัก การเมืองเชิงเมตตา ที่ไม่ยอมให้คนกลุ่มหนึ่งได้ประโยชน์บนความทุกข์ของอีกกลุ่มหนึ่ง ซึ่งสอดคล้องกับหลัก สังคหวัตถุ 4 ได้แก่ • ทาน • ปิยวาจา • อัตถจริยา • สมานัตตตา (องฺคุตตรนิกาย) ⸻ 5. รากปัญหาสังคม: ขาดเมตตา ไม่ใช่ขาดกฎหมาย พระพุทธเจ้าทรงสอนอย่างชัดเจนว่า กฎหมายไม่อาจแก้ปัญหาที่จิตได้ หากมนุษย์ยังเต็มไปด้วยตัณหา “ตณฺหาย ชายติ โสโก” ความโศกเกิดจากตัณหา (ธรรมบท) ดังนั้น ปัญหาความเหลื่อมล้ำ ความขัดแย้งทางการเมือง และความรุนแรงในสังคม จึงไม่ใช่ปัญหาเชิงเทคนิค หากเป็น ปัญหาเชิงจิตสำนึก ที่ต้องแก้ด้วยเมตตาและปัญญาควบคู่กัน ⸻ 6. สรุป: เมตตาไม่ใช่อุดมคติลอย ๆ แต่คือโครงสร้างของสันติภาพ จากพุทธวจนทั้งหมด เมตตาไม่ใช่เพียงคุณธรรมส่วนบุคคล แต่เป็น • ฐานของศีล • แก่นของสังคมที่ไม่เบียดเบียน • รากฐานของการเมืองที่ยั่งยืน ดังที่พระพุทธเจ้าตรัสว่า “น หิ เวเรน เวรานิ สมฺมนฺตีธ กุทาจนํ อเวเรน จ สมฺมนฺติ” เวรย่อมไม่ระงับด้วยเวร แต่ระงับได้ด้วยความไม่จองเวร (ธรรมบท ข้อ 5) หากสังคมใดวาง เมตตาเป็นรากฐาน สังคมนั้นย่อมคลี่คลายปัญหาได้โดยไม่ต้องพึ่งความรุนแรง และเข้าใกล้สันติภาพอย่างแท้จริง ⸻ 7. เมตตาในฐานะ “ปฏิจจสมุปบาททางสังคม” พระพุทธศาสนาไม่มองสังคมแบบแยกส่วน แต่เห็นว่า สังคมเกิดจากเหตุปัจจัยต่อเนื่องกัน เช่นเดียวกับปฏิจจสมุปบาท “อิมสฺมึ สติ อิทํ โหติ อิมสฺสุปฺปาทา อิทํ อุปฺปชฺชติ” เมื่อสิ่งนี้มี สิ่งนี้จึงมี เพราะสิ่งนี้เกิด สิ่งนี้จึงเกิด (สังยุตตนิกาย นิทานวรรค) เมื่อแปลหลักนี้มาในระดับสังคมจะเห็นว่า • เมื่อ ความกลัว + ความไม่ไว้วางใจ มี → กฎหมายต้องแข็ง → ความรุนแรงเพิ่ม • เมื่อ เมตตา + ความเกื้อกูล มี → ความจำเป็นของการบังคับลดลง → สังคมสงบโดยโครงสร้าง ดังนั้น “สังคมที่ไม่ต้องปิดประตูเรือน” ไม่ใช่เรื่องเพ้อฝัน แต่คือ ผลลัพธ์ตามเหตุ หากเหตุคือเมตตา (สังยุตตนิกาย) ⸻ 8. เมตตา ≠ ใจดีแบบอ่อนแอ แต่คือปัญญาที่เห็นทุกคนเท่ากันในทุกข์ จุดสำคัญที่มักเข้าใจผิดคือ การมองว่าเมตตาเป็นเพียง “ความใจดี” ในพุทธวจน เมตตา ต้องประกอบด้วยปัญญา (paññā) “เมตฺตา สหคตา ปญฺญา” เมตตาที่ประกอบด้วยปัญญา (อรรถกถา และแนวคำอธิบายในสังยุตตนิกาย) เมตตาที่แท้จริงจึงไม่ใช่ • การปล่อยให้เอาเปรียบ • การยอมรับความอยุติธรรม แต่คือ การไม่สร้างระบบที่เบียดเบียนใคร แม้ผู้ที่เรามองว่า “ผิด” นี่สอดคล้องกับพุทธวจนว่า “น ตสฺส ปริปนฺถิ โหติ โย เมตฺตจิตฺโต สทา โหติ” ผู้มีจิตเมตตาย่อมไม่มีศัตรู (สังยุตตนิกาย) ⸻ 9. การเมืองล้มเหลว เพราะตั้งอยู่บน “โลภ–กลัว–โกรธ” พระพุทธเจ้าทรงวิเคราะห์สังคมไว้อย่างตรงไปตรงมาว่า รากของความวุ่นวายคือกิเลสสาม “โลโภ โทโส โมหา เอเต อกุสลา ธมฺมา” โลภ โกรธ หลง เป็นอกุศลธรรม (อภิธรรม และองฺคุตตรนิกาย) เมื่อการเมืองตั้งอยู่บน • การแย่งทรัพยากร (โลภ) • การสร้างศัตรู (โทสะ) • การบิดเบือนความจริง (โมหะ) ผลลัพธ์คือ ประชาธิปไตยที่แตกแยก แม้มีการเลือกตั้ง นี่จึงตรงกับข้อความในภาพที่ว่า “อย่ามัวคิดว่าประชาธิปไตยคือประชาชนเป็นใหญ่” เพราะพระพุทธศาสนาถือว่า “ประโยชน์ของตนที่เบียดเบียนผู้อื่น ไม่ใช่ประโยชน์” (องฺคุตตรนิกาย) ⸻ 10. สังคหวัตถุ 4 : โครงสร้างรัฐเชิงพุทธ หากแปลงพุทธธรรมเป็น “นโยบายสาธารณะ” จะพบ สังคหวัตถุ 4 เป็นหัวใจ “ทานํ ปิยวาจา อตฺถจริยา สมานตฺตตา” (องฺคุตตรนิกาย) แปลในเชิงสังคมคือ 1. ทาน – ระบบกระจายทรัพยากร ไม่ปล่อยให้ใครขาดแคลน 2. ปิยวาจา – การสื่อสารที่ไม่ยุยง แตกแยก หรือเหยียด 3. อัตถจริยา – นโยบายที่ทำเพื่อประโยชน์จริง ไม่ใช่คะแนนเสียง 4. สมานัตตตา – กฎหมายที่ปฏิบัติกับทุกคนอย่างเท่าเทียม นี่คือเหตุผลว่าทำไม เมตตาไม่ใช่ศีลธรรมส่วนบุคคล แต่คือสถาปัตยกรรมของรัฐ ⸻ 11. “ต้นไม้กัลปพฤกษ์” กับสังคมที่ไม่มีใครขาดแคลน อุปมาเรื่อง ต้นไม้ให้ทุกอย่างได้ สะท้อนหลักสำคัญในพระพุทธศาสนา คือ ความขาดแคลนเกิดจากความอยากที่ไม่รู้จบ ไม่ใช่ทรัพยากรไม่พอ “นตฺถิ ตณฺหาสมา นที” ไม่มีแม่น้ำใดไหลแรงเท่าตัณหา (ธรรมบท) เมื่อมนุษย์ลดตัณหา + มีเมตตา ทรัพยากรเดิมกลับ “พอ” อย่างน่าอัศจรรย์ นี่คือเหตุผลที่พระพุทธเจ้าทรงเน้น สันโดษ ควบคู่เมตตา (องฺคุตตรนิกาย) ⸻ 12. บทสรุปสุดท้าย: เมตตาคือคำตอบที่ลึกกว่าการเมือง ปัญหาสังคมไม่จบด้วย • กฎหมายที่เข้มขึ้น • อำนาจที่มากขึ้น • หรืออุดมการณ์ใหม่ ๆ แต่จบได้เมื่อ จิตมนุษย์เลิกมองกันเป็นศัตรู ดังพุทธวจนที่เป็นแก่นที่สุดว่า “น หิ เวเรน เวรานิ สมฺมนฺตีธ กุทาจนํ อเวเรน จ สมฺมนฺติ” เวรไม่ระงับด้วยเวร แต่ระงับได้ด้วยความไม่จองเวร (ธรรมบท ข้อ 5) หาก เมตตาเป็นรากฐาน ศีลจะมั่นคง การเมืองจะสงบ ประชาธิปไตยจะไม่แตกแยก และ “สังคมจะหมดปัญหา” ไม่ใช่เพราะสมบูรณ์แบบ แต่เพราะ ไม่มีใครถูกทิ้งไว้ข้างหลัง #Siamstr #nostr #ธรรมะ #พุทธวจน
image 🚕สรุปและอธิบาย Lost Highway (1997) ของ David Lynch วิเคราะห์เชิงลึก อิงทฤษฎีภาพยนตร์ จิตวิเคราะห์ และงานวิชาการ ⸻ 1. โครงเรื่องโดยละเอียด (Detailed Narrative) Lost Highway เปิดเรื่องด้วย Fred Madison นักแซกโซโฟนแจ๊สที่อาศัยอยู่กับภรรยา Renee ในบ้านสมัยใหม่อันเย็นชาและโดดเดี่ยว วันหนึ่งเขาได้รับข้อความลึกลับว่า “Dick Laurent is dead” จากนั้นทั้งคู่เริ่มได้รับ วิดีโอเทป ที่บันทึกภาพบ้านของตนเองจากภายนอก → ภายใน → จนถึงห้องนอน ราวกับมีผู้สอดแนมอยู่เหนือความจริงปกติ ในงานปาร์ตี้ Fred พบ Mystery Man บุคคลเหนือจริงที่อ้างว่าสามารถอยู่ “ที่นั่นและที่นี่พร้อมกัน” และพิสูจน์ด้วยการรับโทรศัพท์จากบ้านของ Fred เอง (เหตุการณ์ที่ท้าทายตรรกะเชิงกายภาพ) ต่อมา Renee ถูกพบว่า ถูกฆาตกรรมอย่างโหดร้าย Fredถูกตัดสินประหารชีวิต แต่ระหว่างถูกคุมขัง เขากลับ แปรสภาพ (metamorphosis) เป็นชายหนุ่มอีกคนหนึ่งชื่อ Pete Dayton โดยไม่มีคำอธิบายเชิงชีวภาพหรือเหตุผลตามกฎหมาย ครึ่งหลังของเรื่อง Pete ได้รับการปล่อยตัวและเริ่มมีความสัมพันธ์กับ Alice Wakefield หญิงสาวลึกลับซึ่ง “หน้าตาเหมือน Renee แต่บุคลิกตรงข้าม” Alice เป็นคนรักของมาเฟียชื่อ Dick Laurent / Mr. Eddy ผู้ใช้ความรุนแรงสุดโต่ง เรื่องราวค่อย ๆ วนกลับสู่โครงสร้างเดิม: ความรุนแรง, เพศ, ความหึงหวง และการฆาตกรรม จนท้ายที่สุด Pete กลับกลายเป็น Fred อีกครั้ง และเป็นผู้พูดประโยคเปิดเรื่องเสียเอง “Dick Laurent is dead” → โครงสร้างวงปิด (Closed Loop Narrative) ⸻ 2. โครงสร้างเชิงรูปแบบ: วงจร ไม่ใช่เส้นตรง นักวิชาการภาพยนตร์มองว่า Lost Highway ไม่ได้เล่าเรื่องแบบ linear time แต่เป็น Möbius strip narrative • ไม่มีจุดเริ่ม–จบที่แท้จริง • ตัวละครเป็น “การแตกแขนงของอัตตา” มากกว่าบุคคลจริง • เวลาเป็นวงปิด ไม่ใช่ลูกศร (Arrow of Time) แนวคิดนี้สอดคล้องกับงานทฤษฎีภาพยนตร์เชิงโครงสร้าง (Narrative Loop & Non-linear Temporality) และแนวคิด postmodern cinema (Bordwell; Deleuze) ⸻ 3. การตีความหลัก (Major Interpretations) 3.1 Psychogenic Fugue / Dissociative Identity การ “กลายร่าง” จาก Fred → Pete มักถูกอธิบายด้วย dissociative psychosis • Fred ไม่อาจรับมือกับความผิด (guilt) จากการฆ่าภรรยา • จิตจึง “สร้างอัตลักษณ์ใหม่” ที่หนุ่มกว่า มีพลังทางเพศ และไร้ความทรงจำ (อิงงานจิตเวช: dissociation, psychogenic amnesia) Lynch เคยกล่าวว่า “บางคนไม่สามารถเผชิญความจริงได้ จึงเลือกสร้างความจริงอีกแบบหนึ่ง” ⸻ 3.2 ความปรารถนา–ความหึงหวง–การควบคุม (Male Desire & Anxiety) Renee และ Alice คือ หญิงคนเดียวกันในสองรูปแบบ • Renee = เงียบ, เย็นชา, ควบคุมไม่ได้ • Alice = เย้ายวน, รุนแรง, ทำลายล้าง ตามจิตวิเคราะห์แบบ Lacanian: • ผู้หญิงไม่ใช่ “ตัวตนจริง” แต่เป็น object of desire ที่เปลี่ยนรูปตามจิตของผู้ชาย • ความรุนแรงเกิดจากความล้มเหลวในการครอบครอง ⸻ 3.3 Mystery Man = Super-ego / Death Drive Mystery Man ถูกตีความว่าเป็น: • ตัวแทนของ ความตาย (Thanatos) • หรือ Super-ego ที่รู้ทุกอย่าง เห็นทุกอย่าง และลงโทษโดยไม่ต้องใช้กฎหมาย เขาไม่ใช่ปีศาจแบบศาสนา แต่เป็น “กลไกเชิงจิต” ที่ไม่มีศีลธรรม (amoral observer) ⸻ 4. เสียง ภาพ และอัตถิภาวนิยม (Audiovisual Philosophy) 4.1 Sound Design • เสียง hum ต่ำ ๆ และ noise ต่อเนื่อง → ทำให้ผู้ชมอยู่ในสภาวะ anxiety • ดนตรี industrial / jazz สะท้อน sexual aggression & repression 4.2 ภาพและสถาปัตยกรรม • บ้านของ Fred: modernist, มืด, ทางเดินยาว → metaphor ของจิตไร้สำนึก • ทางหลวงยามค่ำคืน = จิตที่ไม่รู้จุดหมาย (existential void) ⸻ 5. มุมมองเชิงปรัชญา Lost Highway ตั้งคำถามว่า “ถ้าความทรงจำบิดเบือน ความจริงยังมีอยู่หรือไม่?” ภาพยนตร์ไม่สนใจว่า “อะไรเกิดขึ้นจริง” แต่สนใจว่า มนุษย์ใช้เรื่องเล่า (narrative) เพื่ออยู่กับความผิดอย่างไร นี่สอดคล้องกับ: • Existentialism (Sartre / Camus): การหลบหนีเสรีภาพและความรับผิด • Postmodernism: ความจริงหลายชุด ไม่มีศูนย์กลางเดียว ⸻ 6. สรุปแก่นสำคัญ Lost Highway ไม่ใช่ปริศนาที่ต้องแก้ แต่เป็นสภาวะที่ต้องอยู่กับมัน • ตัวละคร = เศษเสี้ยวของจิต • เรื่อง = วงจรของความผิดและความปรารถนา • ผู้ชม = ผู้ร่วมประสบภาวะสับสนเดียวกับตัวละคร David Lynch ใช้ภาพยนตร์เป็น เครื่องมือสำรวจจิตไร้สำนึก มากกว่าสื่อเล่าเรื่องแบบเหตุ–ผล “Film is a dream.” – David Lynch #Siamstr #nostr #davidlynch
image 0.21 BTC: คณิตศาสตร์ของความขาดแคลน และความไม่เท่าเทียมเชิงโครงสร้างของเงินยุคดิจิทัล 1. ที่มาของตัวเลข 0.21 BTC Bitcoin ถูกออกแบบให้มีอุปทานสูงสุด 21 ล้านเหรียญ อย่างตายตัว ไม่สามารถเพิ่มได้ไม่ว่าความต้องการจะสูงเพียงใด (Nakamoto, 2008) หากนำจำนวนนี้ไปหารด้วยประชากรโลกประมาณ 8,000 ล้านคน จะได้ค่าเฉลี่ยทางคณิตศาสตร์ดังนี้: 21,000,000 ÷ 8,000,000,000 ≈ 0.0026 BTC ต่อคน แต่ภาพที่คุณนำมาอ้างถึง ไม่ได้ใช้ “ประชากรโลกทั้งหมด” หากใช้สมมติฐานว่า มีเพียง 100 ล้านคน เท่านั้นที่สามารถถือครอง Bitcoin ได้จริง 21,000,000 ÷ 100,000,000 = 0.21 BTC ต่อคน นี่คือที่มาของตัวเลข 0.21 BTC ในฐานะ ค่าเฉลี่ยสูงสุดเชิงโครงสร้าง ไม่ใช่การคาดการณ์ราคา แต่เป็นข้อจำกัดทางระบบ (hard constraint) (Refer: Nakamoto, 2008; Antonopoulos, 2017) ⸻ 2. ทำไม “คนส่วนใหญ่” จะไม่มี Bitcoin เลย ในทางเศรษฐศาสตร์ นี่คือกรณีคลาสสิกของ Pareto Distribution หรือการกระจุกตัวของทรัพยากร (Wealth Concentration) งานวิจัยด้านการกระจายความมั่งคั่งชี้ว่า สินทรัพย์ที่มีคุณสมบัติ • ขาดแคลน (scarce) • โอนย้ายง่าย • เก็บมูลค่าได้ข้ามเวลา จะถูกสะสมโดยคนส่วนน้อยเสมอ (Piketty, 2014) Bitcoin มีคุณสมบัติเหล่านี้ครบถ้วน และยังเพิ่มคุณสมบัติใหม่คือ • ไม่ต้องพึ่งรัฐ • ไม่ถูกลดค่าโดยเงินเฟ้อ ทำให้เกิดสิ่งที่นักเศรษฐศาสตร์เรียกว่า Winner-Take-Most Monetary Network (Shiller, 2017; Ammous, 2018) ⸻ 3. ความขาดแคลนแบบ “แข็ง” (Hard Scarcity) ทองคำมีความขาดแคลนทางกายภาพ แต่ Bitcoin มี ความขาดแคลนเชิงคณิตศาสตร์ • อัตราการผลิตลดลงทุก 4 ปี (Halving) • ไม่มีใครเปลี่ยนกฎได้โดยลำพัง • การเพิ่มอุปทานต้องอาศัย consensus ของทั้งเครือข่าย นักเศรษฐศาสตร์การเงินเรียกสิ่งนี้ว่า Credibly Enforced Monetary Scarcity ซึ่งไม่เคยเกิดขึ้นในระบบการเงินมนุษย์มาก่อน (Szabo, 2002; Narayanan et al., 2016) ⸻ 4. 0.21 BTC ไม่ใช่ “เป้าหมาย” แต่คือ “เส้นแบ่งชนชั้น” หาก Bitcoin ถูกยอมรับในฐานะ • Store of Value ระดับโลก • Settlement Layer ของระบบการเงิน ตัวเลข 0.21 BTC จะไม่ใช่เรื่องของ “รวยหรือจน” แต่คือเรื่องของ การอยู่ภายในหรือภายนอกระบบการเงินใหม่ เปรียบเทียบได้กับ: • ที่ดินในเมืองยุคอุตสาหกรรม • หุ้นบริษัทโครงสร้างพื้นฐานยุคแรก • หรือทองคำในยุคมาตรฐานทองคำ (Bitcoin as Monetary Base: Selgin, 2015) ⸻ 5. ภาพสะท้อนเชิงปรัชญาเศรษฐศาสตร์ Bitcoin ไม่ได้ “ทำให้โลกเท่าเทียม” แต่มัน เปิดเผยความไม่เท่าเทียมที่มีอยู่แล้ว • คนที่เข้าใจก่อน → ได้เปรียบด้านเวลา • คนที่เข้าถึงเทคโนโลยี → ได้เปรียบเชิงโครงสร้าง • คนที่มีวินัย → ได้เปรียบเชิงพฤติกรรม ซึ่งสอดคล้องกับแนวคิด Time Preference Theory ว่าผู้ที่ยอมสละการบริโภคปัจจุบัน จะสะสมความมั่งคั่งในระยะยาว (Mises, 1912; Ammous, 2018) ⸻ 6. บทสรุป 0.21 BTC ไม่ใช่คำทำนายราคา แต่คือกระจกสะท้อนโครงสร้างของโลกการเงินใหม่ ในระบบที่ • เงินไม่ถูกพิมพ์เพิ่ม • เวลาไม่โกหก • และคณิตศาสตร์ไม่ต่อรอง คำถามจึงไม่ใช่ “Bitcoin จะขึ้นไหม” แต่คือ “เราจะอยู่ตรงไหนในโครงสร้างนี้” ⸻ 7. Bitcoin กับการกลับมาของ “เงินฐาน” (Monetary Base) ในระบบการเงินสมัยใหม่ เงินฐาน (base money) คือสิ่งที่ทุกสินทรัพย์อ้างอิง เช่น ทองคำในยุค Gold Standard หรือเงินธนาคารกลางในยุค Fiat Bitcoin ถูกเสนอให้ทำหน้าที่เป็น Neutral, Non-Sovereign Monetary Base ซึ่งแตกต่างจากเงินฐานเดิมอย่างสิ้นเชิง (Selgin, 2015) คุณสมบัติสำคัญคือ • ไม่ขึ้นกับอำนาจรัฐ • ไม่ต้องอาศัยความเชื่อถือ (trustless) • ตรวจสอบได้แบบสาธารณะ (verifiable) นักวิชาการการเงินมองว่านี่คือ Hard Asset ที่ทำหน้าที่เป็น Unit of Settlement มากกว่า Medium of Exchange ในระยะยาว (Gorton & Metrick, 2012; Narayanan et al., 2016) ⸻ 8. ทำไม “การมีนิดเดียว” จึงสำคัญมากในระบบนี้ ในระบบ Fiat • เงินเพิ่ม → คนถือเงินเดิมจนลง • ความมั่งคั่งไหลสู่สินทรัพย์เสี่ยง แต่ในระบบ Bitcoin • อุปทานคงที่ → การถือครองคือสิทธิ์ในโครงสร้างเวลา • การออม = การชนะเชิงโครงสร้าง งานวิจัยด้าน Behavioral Economics ระบุว่า ระบบที่ไม่ลงโทษการออม จะเปลี่ยนพฤติกรรมมนุษย์ทั้งระบบเศรษฐกิจ (Thaler, 2015) ดังนั้น แม้การถือเพียง 0.01 BTC ก็อาจมีนัยสำคัญเชิงโครงสร้างมากกว่าการถือเงิน Fiat จำนวนมากในระยะยาว (Ammous, 2018) ⸻ 9. 0.21 BTC กับ “ความขาดแคลนเชิงสัมพัทธ์” สิ่งที่ทำให้ Bitcoin แตกต่างจากสินทรัพย์อื่น ไม่ใช่แค่จำนวนจำกัด แต่คือ การจำกัดที่สัมพันธ์กับจำนวนผู้ใช้ ยิ่งมีคนเข้าใช้เครือข่ายมาก ความขาดแคลนต่อหัวจะยิ่งสูงขึ้นโดยอัตโนมัติ (Network Effect + Fixed Supply) นักเศรษฐศาสตร์เครือข่ายเรียกสิ่งนี้ว่า Reflexive Scarcity Loop ซึ่งพบในสินทรัพย์ดิจิทัลที่มีฐานผู้ใช้ทั่วโลก (Metcalfe, 2013; Evans, 2019) ⸻ 10. การถือ Bitcoin คือ “สิทธิ์ในอนาคต” ไม่ใช่กำไรระยะสั้น ในเชิงทฤษฎีการเงิน ราคาสินทรัพย์สะท้อน “มูลค่าปัจจุบันของอนาคต” (Present Value of Expected Future Utility) Bitcoin จึงไม่ควรถูกประเมินเหมือนหุ้นหรือสินค้าโภคภัณฑ์ แต่ควรถูกมองเป็น Option on Monetary Regime Change (Black & Scholes framework applied conceptually) กล่าวคือ • หากระบบเดิมอยู่ต่อ → Bitcoin เป็น hedge • หากระบบเดิมล้มเหลว → Bitcoin กลายเป็นฐาน (Borio, 2014; Taleb, 2020) ⸻ 11. ใครคือผู้ที่ “จะไม่มีเลย” ภาพที่กล่าวว่า “อีกเกือบ 8,000 ล้านคนจะไม่มีเลย” ไม่ใช่คำพูดเชิงดูถูก แต่เป็นข้อเท็จจริงทางโครงสร้าง จากงานวิจัยด้าน Financial Inclusion ประชากรโลกจำนวนมาก • ไม่มีบัญชีธนาคาร • ไม่มีอินเทอร์เน็ตเสถียร • ไม่มีส่วนเกินเพื่อออม (World Bank, 2022) Bitcoin ไม่ได้แก้ปัญหานี้โดยอัตโนมัติ แต่มัน ไม่ปิดกั้นใครโดยกฎ สิ่งที่กีดกันคือ เงื่อนไขชีวิต ไม่ใช่โปรโตคอล ⸻ 12. มุมมองเชิงปรัชญาเศรษฐศาสตร์ Bitcoin บังคับให้มนุษย์เผชิญกับคำถามพื้นฐาน: • เงินคืออะไร • มูลค่าเกิดจากรัฐ หรือจากความร่วมมือของมนุษย์ • เวลาเป็นของใคร แนวคิดนี้สอดคล้องกับปรัชญาเศรษฐศาสตร์ออสเตรีย ที่มองว่าเงินเกิดจากตลาด ไม่ใช่คำสั่ง (Hayek, 1976; Menger, 1892) Bitcoin คือการทดลองครั้งแรก ที่ปล่อยให้เงินวิวัฒน์เองโดยไม่ถูกบังคับ ⸻ 13. บทสรุประดับลึก 0.21 BTC ไม่ใช่ตัวเลข แต่มันคือ “หน่วยวัดตำแหน่งของมนุษย์ในกาลเวลาเศรษฐกิจใหม่” ในโลกที่ • เงินไม่ขยายตามอำนาจ • มูลค่าไม่โกหก • และเวลาไม่ถูกบิดเบือน คำถามสำคัญที่สุดไม่ใช่ “คุณถือกี่เหรียญ” แต่คือ “คุณเข้าใจระบบนี้เร็วแค่ไหน” #Siamstr #nostr #bitcoin #BTC
image ความร่ำรวยไม่ดับทุกข์ วิเคราะห์ตามพุทธวจน: เงินซื้อสิ่งของได้ แต่ซื้อความหลุดพ้นไม่ได้ “เมื่อเราร่ำรวยแล้ว เราอาจจะซื้ออะไรก็ได้ เราซื้ออะไรก็ได้จริง แต่เราซื้อ ความดับทุกข์อย่างนี้ ได้ที่ไหน” ถ้อยคำนี้สะท้อนแก่นแท้ของพุทธธรรมอย่างตรงไปตรงมา และสอดคล้องกับพุทธวจนจำนวนมากที่ชี้ชัดว่า ความทุกข์ไม่ได้เกิดจากการขาดทรัพย์ แต่เกิดจากตัณหา แม้ในยามมีทรัพย์ ⸻ 1. ความร่ำรวยในพุทธศาสนา: ไม่ถูกปฏิเสธ แต่ไม่ถูกยกเป็นที่สุด ในพระพุทธศาสนา ทรัพย์ (โภคทรัพย์) ไม่ใช่สิ่งชั่ว พระพุทธเจ้าตรัสยอมรับอย่างชัดเจนว่า การมีทรัพย์โดยชอบธรรมเป็นเหตุให้เกิดความสุขระดับหนึ่ง เรียกว่า โภคสุข และ อัตถสุข (อังคุตตรนิกาย ปัญจกนิบาต) แต่พระองค์ทรงแยกชัดว่า สุขจากทรัพย์เป็นเพียง สุขระดับโลกียะ ไม่ใช่สุขที่ดับทุกข์ได้จริง “คฤหัสถ์ผู้มีทรัพย์ ย่อมเสวยสุข ๔ ประการ …แต่สุขเหล่านี้ ยังเป็นของไม่เที่ยง” (อังคุตตรนิกาย 4.62) ⸻ 2. ทำไมความร่ำรวยไม่หยุดความชั่วและความทุกข์ ข้อความในภาพกล่าวว่า “ความร่ำรวยก็ไม่ได้ช่วยหยุด สิ่งเลวร้ายหลาย ๆ อย่าง ที่ออกชื่อมาแล้ว กลับเปิดช่องทาง ให้มันมีมากขึ้นมาอีก” ตรงกับพุทธวจนที่กล่าวถึง กามตัณหา อย่างชัดเจน “กามทั้งหลาย มีความหวานน้อย มีความทุกข์มาก มีโทษมาก” (มัชฌิมนิกาย ม.13) เมื่อมีทรัพย์มาก ช่องทางในการเสพกามยิ่งเปิดกว้าง ตัณหาไม่ได้ลด แต่ ถูกขยายอำนาจ นี่คือเหตุผลที่พระพุทธเจ้าตรัสว่า “กามทั้งหลาย ไม่อิ่มด้วยการเสพ” (ธรรมบท ข้อ 186) ⸻ 3. เงินซื้อได้ทุกอย่าง ยกเว้น “นิโรธ” พุทธวจนระบุชัดว่า ความดับทุกข์ (นิโรธ) ไม่ใช่สิ่งที่เกิดจากการได้มา แต่เกิดจาก การดับเหตุ “เพราะอวิชชาเป็นปัจจัย สังขารจึงมี …เพราะตัณหาดับ ทุกข์จึงดับ” (สังยุตตนิกาย นิทานวรรค) ทรัพย์สามารถ • เพิ่มอำนาจการเลือก • เพิ่มความสะดวก • เพิ่มความพึงพอใจชั่วคราว แต่ไม่สามารถ • ดับตัณหา • ดับอุปาทาน • ดับอวิชชา ดังนั้น ต่อให้ซื้อได้ “ทุกอย่าง” ก็ยังซื้อ ความไม่ยึด ไม่ได้ ⸻ 4. ความร่ำรวยกับการ “ต้องการมากออกไป” ข้อความว่า “ความร่ำรวยเสียอีก เป็นเหตุให้เราต้องการมากออกไป จนมีปัญหามากออกไป” ตรงกับหลัก ตัณหาเพิ่มพูน ในพระไตรปิฎก “ตัณหาเมื่อเสพ ย่อมเจริญ เหมือนไฟได้เชื้อ” (สังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค) ในทางพุทธ ปัญหาไม่ได้อยู่ที่ “มี” แต่อยู่ที่ “อยากให้มีต่อไปอีก” นี่คือเหตุที่พระองค์ตรัสว่า “ความอยาก เป็นเครื่องร้อยรัดสัตว์ทั้งหลายไว้ในภพ” (อิติ วุตตกะ) ⸻ 5. ทำไมความสงบในจิตใจจึง “ได้ยาก” เมื่อมีมาก “แล้วก็หาความสงบสุข ในจิตใจ ได้ยาก” พุทธวจนระบุชัดว่า ความสงบเกิดจาก วิเวก ไม่ใช่จากการครอบครอง “จิตที่คลุกคลีด้วยกาม ย่อมไม่ตั้งมั่น” (มัชฌิมนิกาย ม.19) เมื่อสิ่งเร้ามาก จิตถูกดึงออกสู่ภายนอกตลอดเวลา สมาธิย่อมไม่เกิด ปัญญาย่อมไม่ปรากฏ ดังนั้น แม้รวย แต่จิตอาจ ยากจนทางสติ ⸻ 6. แก่นสรุปตามพุทธวจน พุทธศาสนา ไม่ได้สอนให้หนีทรัพย์ แต่สอนให้ ไม่หลงทรัพย์ พระพุทธเจ้าตรัสชัดว่า “ไม่ใช่ความมั่งมี ที่ทำให้เป็นอริยะ แต่คือการสิ้นตัณหา” (ขุททกนิกาย) เงิน: • แก้ปัญหาภายนอกได้บางส่วน • ไม่แตะต้องเหตุแห่งทุกข์ภายในเลย ความดับทุกข์: • ไม่ได้เกิดจากการมี • แต่เกิดจากการ รู้ เห็น และวาง ⸻ บทสรุปสุดท้าย เมื่อเราร่ำรวยแล้ว เราซื้อได้แทบทุกอย่าง แต่สิ่งเดียวที่ซื้อไม่ได้ คือ ความไม่อยาก และตราบใดที่ยังมีความอยาก ทุกข์ยังไม่ดับ ไม่ว่าจะรวยเพียงใดก็ตาม #Siamstr #nostr #พุทธวจน #ธรรมะ
image ⛳️เราเข้าสู่ Singularity แล้วจริงหรือ? วิเคราะห์คำประกาศของ Elon Musk ผ่านกรอบวิชาการ เทคโนโลยี และสังคมศาสตร์ 1. Singularity คืออะไรในเชิงวิชาการ “Technological Singularity” เป็นแนวคิดที่หมายถึงจุดเปลี่ยนซึ่ง ปัญญาประดิษฐ์มีความสามารถสูงกว่ามนุษย์โดยรวม (Artificial General Intelligence – AGI) และสามารถพัฒนาตนเองได้อย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีเกิดขึ้นแบบทวีคูณจนมนุษย์ไม่อาจคาดการณ์ได้ (Vinge, 1993; Kurzweil, 2005) ในเชิงทฤษฎี Singularity ไม่ใช่เพียง “AI เก่งมาก” แต่ต้องประกอบด้วย 3 เงื่อนไขสำคัญ 1. ความสามารถเชิงทั่วไป (general reasoning, transfer learning) 2. การปรับปรุงตนเองแบบ recursive (recursive self-improvement) 3. ผลกระทบเชิงโครงสร้างต่อเศรษฐกิจ สังคม และสถาบันมนุษย์ (Bostrom, 2014) ⸻ 2. สิ่งที่ Elon Musk กล่าวอ้าง: คำประกาศเชิง “สัญญะของเวลา” คำพูดของ Musk ที่ว่า “We have entered the Singularity” ไม่ได้มาในรูปบทวิเคราะห์ทางเทคนิค แต่เป็น การประกาศเชิงสัญลักษณ์ (symbolic declaration) ว่าเราได้ก้าวข้าม “จุดก่อนหน้า” บางอย่างแล้ว หากตีความเชิงวิชาการ คำกล่าวนี้หมายถึง • ความเร็วของการพัฒนา AI เริ่ม เกินกรอบสถาบันมนุษย์ • วงจรการพัฒนา software / model / automation สั้นกว่าความสามารถของมนุษย์ในการกำกับ (governance lag) • ระบบเริ่ม “ผลิตความรู้และโค้ด” ได้เร็วกว่าแรงงานผู้เชี่ยวชาญ (Brynjolfsson et al., 2023) กล่าวอีกแบบ Musk ไม่ได้บอกว่า AGI สมบูรณ์แล้ว แต่บอกว่าเรา เข้าสู่ phase ที่ย้อนกลับไม่ได้ (point of no return) ⸻ 3. หลักฐานสนับสนุน: AI ทำงานระดับมนุษย์ในหลายโดเมน งานวิจัยช่วง 2022–2024 แสดงให้เห็นว่า Large Language Models และ multimodal models สามารถ • สอบผ่านการทดสอบระดับวิชาชีพ (แพทย์ กฎหมาย วิศวกรรม) • เขียนโค้ดระดับ production • สังเคราะห์งานวิจัยและออกแบบการทดลองใหม่ (OpenAI, 2023; DeepMind, 2023) การที่ AI ทำ “งานเชิงความรู้” ได้ในระดับนี้ เป็นสัญญาณของ cognitive automation ไม่ใช่แค่ automation ทางกายภาพ (Autor et al., 2022) ซึ่งต่างจากการปฏิวัติอุตสาหกรรมก่อนหน้าอย่างมีนัยสำคัญ ⸻ 4. แต่เรายังไม่ถึง “Singularity เต็มรูปแบบ” ตามนิยามเข้มงวด นักวิจัยส่วนใหญ่ยังเห็นตรงกันว่า • AI ปัจจุบันยังขาด intentionality และ world model ที่เสถียร • ยังไม่สามารถตั้งเป้าหมายเชิงคุณค่า (value alignment) ได้ด้วยตนเอง • Recursive self-improvement ยังต้องพึ่งมนุษย์อย่างมีนัยสำคัญ (Russell, 2019; Mitchell, 2023) ดังนั้น ในเชิงเทคนิค สิ่งที่เราเห็นคือ proto-singularity หรือ pre-singularity regime ไม่ใช่ Singularity แบบ hard takeoff ตามทฤษฎีคลาสสิก ⸻ 5. ประเด็นเศรษฐศาสตร์: งานจะ “หายไป” หรือ “แปรสภาพ” Musk มักกล่าวว่า AI และหุ่นยนต์จะทำให้ “งานเป็นทางเลือก” (work becomes optional) งานวิจัยเศรษฐศาสตร์แรงงานพบว่า • งานเชิงซ้ำและงานใช้ทักษะกลางถูกแทนที่เร็ว • งานเชิงความคิดสร้างสรรค์ การดูแลมนุษย์ และการตัดสินเชิงคุณค่า ยังไม่ถูกแทนที่ทั้งหมด (Acemoglu & Restrepo, 2020) แนวคิด Universal Basic Income (UBI) ถูกเสนอเป็นกลไกรองรับ แต่ยังไม่มีหลักฐานชัดเจนว่าสามารถทดแทน “ความหมายจากการทำงาน” ได้จริงในระยะยาว (Standing, 2017) ⸻ 6. ความเสี่ยง: ทำไม Musk เตือน แต่ก็เชื่อว่าหยุดไม่ได้ ความย้อนแย้งในท่าทีของ Musk คือ • เขาเตือนว่า AI เป็น existential risk • แต่ยอมรับว่าการแข่งขันเชิงภูมิรัฐศาสตร์และตลาดทำให้ “ชะลอไม่ได้” สิ่งนี้สอดคล้องกับงานด้าน AI governance ที่เรียกว่า Race dynamics: หากฝ่ายหนึ่งชะลอ อีกฝ่ายจะเร่ง (Dafoe, 2018) ผลลัพธ์คือ • ความปลอดภัยตามไม่ทันความสามารถ • กฎระเบียบตามหลังเทคโนโลยีอย่างถาวร ⸻ 7. สรุปเชิงวิชาการ คำกล่าวของ Elon Musk ไม่ใช่ข้อเท็จจริงเชิงนิยาม แต่เป็น สัญญาณเตือนเชิงโครงสร้างของยุคสมัย เรายังไม่ถึง Singularity แบบสมบูรณ์ แต่เราได้ • ข้ามจุดที่ AI เป็นแค่ “เครื่องมือ” • เข้าสู่ยุคที่ AI เป็น “ผู้ร่วมสร้างระบบ” กับมนุษย์ คำถามสำคัญจึงไม่ใช่ “Singularity มาถึงหรือยัง?” แต่คือ “สถาบันมนุษย์จะปรับตัวทันหรือไม่ ก่อนที่การเปลี่ยนแปลงจะเร็วเกินกว่าจะกำกับได้” ⸻ 8. เทคโนโลยีแกนกลางที่เร่งโลกเข้าสู่ pre-Singularity 8.1 Scaling Laws: เมื่อ “ขนาด” กลายเป็นกฎฟิสิกส์ใหม่ของปัญญา งานของ Kaplan และคณะ แสดงให้เห็นว่า performance ของโมเดลภาษาเพิ่มขึ้นอย่างเป็นระบบตาม • จำนวนพารามิเตอร์ • ปริมาณข้อมูล • พลังประมวลผล (Kaplan et al., 2020) ต่อมา Hoffmann et al. เสนอ Chinchilla Scaling Laws ซึ่งชี้ว่าโมเดลจำนวนมากในอดีต “ใหญ่เกินไปแต่ข้อมูลน้อยเกินไป” และสามารถเพิ่มประสิทธิภาพได้อย่างมากโดยไม่ต้องเพิ่มพารามิเตอร์มหาศาล (Hoffmann et al., 2022) ผลเชิงเทคโนโลยีคือ ความก้าวหน้าของ AI ไม่ได้อาศัย discovery ใหม่เสมอไป แต่เกิดจากการ “จัดสรรทรัพยากรเชิงคณิตศาสตร์อย่างถูกต้อง” นี่ทำให้การพัฒนา AI กลายเป็น วิศวกรรมเชิงอุตสาหกรรม มากกว่างานวิจัยเชิงทดลองแบบเดิม ⸻ 8.2 Transformer Architecture: โครงสร้างที่เอื้อต่อปัญญาแบบทั่วไป Transformer ไม่ได้เป็นแค่โมเดลภาษา แต่เป็น information processing architecture ที่ • เรียนรู้ความสัมพันธ์เชิงบริบทระยะยาว • สร้าง representation แบบ abstract • รองรับ multimodality (ข้อความ ภาพ เสียง โค้ด) งานจำนวนมากชี้ว่า attention mechanism ทำหน้าที่คล้าย working memory เชิงคณิตศาสตร์ ซึ่งเป็นองค์ประกอบสำคัญของการให้เหตุผลระดับสูง (Vaswani et al., 2017; Dehaene et al., 2023) สิ่งนี้อธิบายได้ว่าทำไม LLM จึง • แก้โจทย์ใหม่ได้โดยไม่ต้อง fine-tune • โอนย้ายความรู้ข้ามโดเมนได้บางส่วน ซึ่งเป็นคุณสมบัติพื้นฐานของ AGI ⸻ 8.3 Tool-Using AI: จุดเปลี่ยนจาก “ตอบคำถาม” สู่ “ลงมือทำ” งานวิจัยล่าสุดแสดงให้เห็นว่า AI สามารถ • เรียกใช้เครื่องมือภายนอก (API, database, search, code execution) • วางแผนหลายขั้นตอน (multi-step planning) • ประเมินผลลัพธ์และแก้ไขตนเอง (self-reflection) แนวคิดนี้ถูกเรียกว่า agentic AI systems (Yao et al., 2023) เมื่อ AI ใช้เครื่องมือได้ มันไม่ถูกจำกัดด้วยพารามิเตอร์ในโมเดลอีกต่อไป แต่ถูกขยายด้วย โลกจริงทั้งใบ นี่คือเหตุผลที่วิศวกรจำนวนมากรู้สึกว่า “ระบบปัจจุบันเหมือนมี leverage ทางปัญญาสูงผิดปกติ” ⸻ 8.4 AI เขียน AI: วงจรเร่งตัวแบบ recursive งานด้าน automated code generation และ model optimization แสดงให้เห็นว่า • AI สามารถเขียนโค้ดเพื่อปรับปรุง pipeline ของ AI อื่น • สร้าง test suite • optimize hyperparameters • ช่วยออกแบบ architecture ใหม่บางส่วน (Chen et al., 2021; Li et al., 2024) แม้จะยังไม่ใช่ self-improving AGI แบบสมบูรณ์ แต่ในเชิงระบบ เราเริ่มเห็น feedback loop เชิงบวก ระหว่าง AI → เครื่องมือ → AI ที่ดีขึ้น นี่คือหัวใจของแนวคิด Singularity ในเชิงกลไก ⸻ 8.5 Compute Infrastructure: เมื่อพลังงาน = ปัญญา การพัฒนา GPU/TPU/AI accelerator และ data center ขนาดมหาศาล ทำให้ AI มี substrate ทางกายภาพ เทียบได้กับสมองเชิงอุตสาหกรรม งานด้าน computational neuroscience ชี้ว่า สมองมนุษย์ใช้พลังงาน ~20 วัตต์ แต่มีข้อจำกัดด้าน plasticity และ bandwidth (Laughlin & Sejnowski, 2003) AI ไม่มีข้อจำกัดเช่นนั้น และสามารถ scale แบบขนานได้ทันที สิ่งนี้ทำให้ “เพดานปัญญา” ของ AI ไม่ถูกกำหนดโดยชีววิทยา ⸻ 9. เทคโนโลยีที่ยัง “ขาด” ก่อน Singularity เต็มรูปแบบ แม้ความสามารถจะก้าวกระโดด แต่ยังมีช่องว่างเชิงเทคนิคสำคัญ 9.1 World Model ที่เสถียร AI ยังขาดแบบจำลองโลกที่ • เชื่อม causal reasoning ระยะยาว • เข้าใจฟิสิกส์และสังคมแบบไม่เปราะบาง (Lake et al., 2017) 9.2 Goal Formation และ Value Alignment AI ยังไม่สามารถ • ตั้งเป้าหมายเชิงคุณค่าเอง • ประเมิน “ควร/ไม่ควร” อย่างมีความหมาย (Russell, 2019) 9.3 Embodiment หลายทฤษฎีเห็นว่าปัญญาทั่วไปต้องอาศัย การมีร่างกายและปฏิสัมพันธ์กับโลกจริง ซึ่ง software-only AI ยังทำได้จำกัด (Clark, 1997) ⸻ 10. สรุปเชิงเทคโนโลยี หากนิยาม Singularity แบบเข้มงวด เรายัง “ไม่ถึง” แต่หากนิยาม Singularity เป็น จุดที่ความก้าวหน้าของปัญญาไม่ถูกจำกัดด้วยมนุษย์อีกต่อไป ในเชิงเทคโนโลยี เรากำลัง เข้าใกล้อย่างชัดเจน สิ่งที่ Elon Musk สื่อจึงอาจไม่ใช่ “เรามี AGI แล้ว” แต่คือ “เราปลดล็อกกลไกที่ทำให้ AGI เป็นเรื่องของเวลา ไม่ใช่ความเป็นไปได้” #Siamstr #nostr #AI