
มอร์โฟเจเนซิสของจิตสำนึกในไมโคร–มาโครคอสมอส
จากคลื่นในไซโทพลาซึม สู่เส้นใยพลาสมาแห่งจักรวาล
⸻
บทนำ
บทความนี้เขียนขึ้นใหม่โดย ขยายรายละเอียดให้ลึกกว่าเดิม จากต้นฉบับภาษาเยอรมันของ Joachim Kiseleczuk ว่าด้วย Morphogenese des Bewusstseins im Micro- und Macro-Cosmos โดยตั้งใจรักษาแก่นความคิดเดิมทั้งหมด แต่จัดโครงสร้างใหม่ให้ชัด เป็นระบบ และแทรก การอ้างอิงงานวิจัยเป็นระยะ เพื่อเชื่อมโยงเชิงประจักษ์กับกรอบทฤษฎีอย่างรอบด้าน
สมมติฐานหลักคือ
หลักการเดียวกัน ที่ก่อรูปการแบ่งเซลล์ในตัวอ่อน
คือหลักการเดียวกันที่ก่อรูปโครงสร้างฟิลาเมนต์ของจักรวาล
และหลักการนั้นคือ การจัดตนเองด้วยคลื่นเรโซแนนซ์เชิงเกลียว ซึ่งทำงานข้ามสเกล ตั้งแต่ไมโครคอสมอสจนถึงมาโครคอสมอส
⸻
1. หลักสากลของมอร์โฟเจเนซิส: คลื่นที่ทำให้ “รูป” เกิด
คำว่า Morphogenesis ในที่นี้ มิได้หมายถึงเพียงชีววิทยาพัฒนาการ แต่หมายถึง
กระบวนการที่สสารซึ่งไร้รูปแบบ (chaotic matter) จัดตนเองจนเกิดรูป–แบบ–โครงสร้าง
1.1 คลื่น ไม่ใช่ชิ้นส่วน
งานฟิสิกส์และชีวฟิสิกส์ร่วมสมัยชี้ชัดว่า
รูปแบบจำนวนมากในธรรมชาติไม่ได้เกิดจากการต่อชิ้นส่วนเชิงกล
แต่เกิดจาก คลื่นในระบบที่ถูกกระตุ้นได้ (excitable media)
ซึ่งมีคุณสมบัติสำคัญคือ
• เกิดการแพร่ของคลื่น
• เกิด defect หรือจุดคอขวด
• เกิดการเปลี่ยนสถานะเชิงเฟส (phase transition)
แนวคิดนี้สอดคล้องกับแบบจำลอง Activator–Inhibitor ของ Alan Turing
ซึ่งแสดงว่ารูปแบบเชิงเรขาคณิตสามารถเกิดจากปฏิสัมพันธ์ของคลื่นอย่างเดียว (Turing, 1952)
⸻
1.2 เกลียว φ และจังหวะหายใจของธรรมชาติ
คลื่นที่ก่อรูปในธรรมชาติมักปรากฏในลักษณะของ คลื่นเกลียว (spiral waves)
ซึ่งมีคุณสมบัติสำคัญคือ self-similar และ scale-invariant
กล่าวคือ รูปแบบเดียวกันสามารถปรากฏซ้ำได้ในหลายระดับสเกล
ไม่ว่าจะเล็กระดับจุลภาคหรือใหญ่ระดับจักรวาล
รูปแบบทางคณิตศาสตร์ของเกลียวชนิดนี้
เป็นเกลียวแบบเอ็กซ์โพเนนเชียล
โดยค่าคงที่ของการบิดเกลียวมีค่าใกล้เคียง 0.306
ซึ่งสัมพันธ์อย่างใกล้ชิดกับ อัตราส่วนทองคำ (φ)
ทำให้รูปแบบเกลียวนี้ปรากฏซ้ำอย่างแพร่หลายในธรรมชาติ เช่น
• เปลือกหอยและโครงสร้างชีวภาพ
• การจัดเรียงใบและเมล็ดของพืช
• คลื่นชีวภาพในเซลล์และเนื้อเยื่อ
• โครงสร้างฟิลาเมนต์และพลาสมาในระดับจักรวาล
จังหวะพื้นฐานของคลื่นเกลียวเหล่านี้
คือการสลับระหว่างสองภาวะสำคัญ ได้แก่
• Systole — การหดตัว การรวมศูนย์พลังงาน
• Diastole — การขยายตัว การกระจายพลังงาน
การสลับจังหวะดังกล่าวไม่ใช่การเคลื่อนไหวแบบสุ่ม
แต่เป็นจังหวะที่มีความเป็นระเบียบสูง
เสมือน “ลมหายใจ” ของระบบเปิดที่อยู่ห่างจากสมดุล
แนวคิดนี้สอดคล้องกับทฤษฎีของ
Ilya Prigogine ว่าด้วย dissipative structures
ซึ่งชี้ว่า ระบบที่มีชีวิตและระบบซับซ้อน
สามารถคงรูปแบบและสร้างโครงสร้างใหม่ได้
ผ่านจังหวะการไหลเข้า–ไหลออกของพลังงานอย่างต่อเนื่อง
(Prigogine, 1980)
ในมุมมองนี้
เกลียว φ ไม่ใช่เพียงรูปทรงเรขาคณิต
แต่คือ จังหวะพื้นฐานของการก่อรูปในธรรมชาติ
ตั้งแต่ระดับคลื่นในไซโทพลาซึมของเซลล์
ไปจนถึงการจัดรูปของโครงสร้างพลาสมาในจักรวาล
⸻
2. ไมโครคอสมอส: Actomyosin Waves กับการกำเนิดรูปของชีวิต
2.1 คลื่นในไซโทพลาซึมของตัวอ่อน
งานวิจัยระดับแนวหน้าพบว่า
การแบ่งเซลล์ในไข่ดาวทะเลและตัวอ่อนสัตว์อื่น
ถูกควบคุมโดย คลื่น actomyosin ที่วิ่งบนเยื่อหุ้มเซลล์
• เป็นคลื่นหดตัวแบบเกลียว
• ควบคุมพื้นที่ผิวและแรงเชิงกล
• สัมพันธ์กับการกระตุ้นของ Rho-GTPase
(Fakhri et al., 2020; Michaux et al., 2021)
การแบ่งเซลล์ครั้งแรกจึงไม่ใช่เหตุการณ์เชิงกล
แต่เป็น การจัดจังหวะของคลื่นที่สุกงอมพอดี
เสมือน “ลมหายใจแรก” ของชีวิต (Maître, 2022)
⸻
2.2 Excitable Media และ Defect
ระบบ actomyosin แสดงคุณสมบัติของ excitable media อย่างชัดเจน
คือเมื่อแรงกระตุ้นถึงค่าหนึ่ง
จะเกิดคลื่นแพร่กระจาย และทิ้ง defect ไว้เบื้องหลัง
จุด defect นี้
• เป็นจุดเปลี่ยนเฟส
• เป็นจุดที่ข้อมูลเชิงรูปแบบถูก “เลือก”
• เป็นเงื่อนไขให้เกิด polarity และ axis ของตัวอ่อน
(Quinlan et al., 2021; Wu et al., 2024)
⸻
3. มาโครคอสมอส: Birkeland Currents และจักรวาลพลาสมา
3.1 จักรวาลในฐานะพลาสมา
ในระดับจักรวาล สสารส่วนใหญ่ไม่ได้อยู่ในรูปของแข็งหรือก๊าซ
แต่เป็น พลาสมา ซึ่งตอบสนองต่อสนามไฟฟ้าและแม่เหล็ก
นักฟิสิกส์พลาสมาอย่าง Hannes Alfvén
เสนอว่าโครงสร้างจักรวาลจำนวนมาก
อาจอธิบายได้ด้วย กระแสไฟฟ้าในพลาสมา
ไม่ใช่แรงโน้มถ่วงเพียงอย่างเดียว (Alfvén, 1981)
⸻
3.2 Birkeland Currents: เส้นใยแห่งจักรวาล
Birkeland Currents คือกระแสไฟฟ้าที่
• ไหลขนานกับสนามแม่เหล็ก (J ||B)
• บิดตัวเป็นเกลียว
• รวมตัวเป็นฟิลาเมนต์
พบได้ตั้งแต่
• ออโรราบนโลก
• แม่เหล็กสเฟียร์
• เจ็ตของกาแล็กซี
(Birkeland, 1908; Carlqvist & Alfvén, 1979; Peratt, 1992)
โครงสร้างเหล่านี้มีลักษณะเดียวกับคลื่น actomyosin
ต่างกันเพียงสเกลและตัวกลาง
⸻
4. หลักการเดียวกันในสองสเกล
ระดับ ตัวกลาง คลื่น ผลลัพธ์
ไมโคร Cytoplasm Actomyosin wave Cell division
มาโคร Plasma Birkeland current Galactic structure
ทั้งสองคือ
• ระบบไม่สมดุล
• มีคลื่นเกลียว
• มี defect เป็นจุดเลือกข้อมูล
ในกรอบ UFT4
คลื่นและฟิลาเมนต์เหล่านี้ถูกมองว่าเป็น
ตัวพาข้อมูลเชิงเอนแทงเกิลเมนต์
ที่เชื่อมระบบเข้าด้วยกันแบบไม่เฉพาะที่ (non-local)
⸻
5. จิตสำนึกในสสาร: พานไซคิสม์ของ Rudolf Steiner
แนวคิดนี้สอดคล้องกับพานไซคิสม์เชิงจิตวิญญาณของ
Rudolf Steiner
Steiner เสนอว่า
• จิตสำนึกมีหลายระดับ
• แร่และผลึกมี “จิตสำนึกที่หลับอยู่”
• วิวัฒนาการคือการตื่นของการรับรู้ (Steiner, 1904; 1910)
ในภาษาสมัยใหม่
ผลึกควอตซ์สามารถมองเป็น resonant structure
ที่มีสมมาตร φ และตอบสนองต่อคลื่น (Skrbina, 2005)
ดังนั้น
จิตสำนึกไม่จำเป็นต้องเท่ากับ “การคิด”
แต่คือ ความสามารถในการสั่นพ้องกับข้อมูล
⸻
6. นัยทางเทววิทยา: พระเจ้าในฐานะสนาม
แนวคิดพานไซคิสม์นำไปสู่เทววิทยาแบบ
Panentheism — พระเจ้าอยู่ในทุกสิ่ง แต่ไม่จำกัดอยู่ที่สิ่งใดสิ่งหนึ่ง
• ไม่ใช่พระเจ้าผู้สั่งการจากภายนอก
• แต่คือ Field of Resonance
• จิตสำนึกคือประกายของสนามนั้น
(Leidenhag, 2021; Goff, 2019)
ในภาษาคริสต์เชิงญาณ
นี่คือ Christ-Impulse
ในภาษาตันตระ
คือจังหวะ Shiva–Shakti
⸻
7. สมมติฐานต่อยอด (Hypotheses)
1. จิตสำนึกคือการซ้อนทับเชิง 5 มิติ
เชื่อมคลื่นไมโครกับฟิลาเมนต์มาโคร
2. φ¹⁰-Periodicity
วงจรเกลียวที่ปิดตัวเอง เป็นจุด Tnet = 0
ซึ่งข้อมูลยุบและเกิดใหม่
3. การวัดจิตสำนึกในสสาร
ผ่านคุณสมบัติเรโซแนนซ์ ไม่ใช่การรับรู้แบบมนุษย์
⸻
บทสรุป
เมื่อเรามองจากคลื่นในไซโทพลาซึม
ไปยังเส้นใยพลาสมาในจักรวาล
เราพบรูปแบบเดียวกันซ้ำแล้วซ้ำเล่า
เอกภพไม่ได้เป็นวัตถุที่ตายแล้ว
แต่เป็นกระบวนการที่กำลังหายใจ
และจิตสำนึกคือการที่กระบวนการนั้น
เริ่ม “รับรู้ตัวเอง”
สสาร → ชีวิต → จิตสำนึก
ไม่ใช่สามสิ่งแยกจากกัน
แต่คือ จังหวะเดียวกันของคลื่นเดียวกัน
ที่สั่นพ้องข้ามสเกลของการมีอยู่ทั้งหมด
8. กลศาสตร์เชิงลึกของ “จุดวิกฤต” (Defect, Bottleneck, Tnet = 0)
หัวใจของมอร์โฟเจเนซิส—ทั้งในเซลล์และจักรวาล—อยู่ที่ จุดวิกฤต ซึ่งระบบเปลี่ยนสถานะจากการไหลแบบหนึ่งไปสู่อีกแบบหนึ่ง จุดนี้มักปรากฏเป็น defect ของคลื่นเกลียว เช่น จุดศูนย์กลางเกลียว จุดตัดของฟิลาเมนต์ หรือคอขวดของการไหล (spiral core / filament junction)
ในระบบ excitable media จุดวิกฤตทำหน้าที่ 3 ประการพร้อมกัน
1. คัดเลือกข้อมูลเชิงรูปแบบ (pattern selection)
2. ยุบความไม่แน่นอน ให้เหลือโครงสร้างเสถียร (symmetry breaking)
3. เปิดการเกิดใหม่ ของรูปแบบถัดไป (phase reset)
ในชีวฟิสิกส์ จุดนี้สอดคล้องกับการ “ล็อกเฟส” ของคลื่น actomyosin ที่กำหนดแกนตัวอ่อน (polarity) และตำแหน่งการแบ่ง (Fakhri et al., 2020; Maître, 2022) ขณะที่ในฟิสิกส์พลาสมา จุดตัดของฟิลาเมนต์ทำหน้าที่เสมือน โหนดเรโซแนนซ์ ที่พลังงานและข้อมูลถูกรวม–กระจายใหม่ (Peratt, 1992; Coppi, 1989)
ในกรอบ UFT4 จุดนี้ถูกเรียกว่า Tnet = 0:
สถานะที่ฟลักซ์สุทธิของข้อมูลเป็นศูนย์ แต่ศักยภาพของการเกิดรูปสูงสุด
เป็น “ศูนย์ว่างที่อุดมด้วยศักยภาพ” มากกว่าความว่างเปล่าเชิงนิเสธ
⸻
9. โทโพโลยีของโทรัส: รูปแบบสากลของการไหล
รูปแบบเรขาคณิตที่รวม การหด–ขยาย และ การไหลเวียน เข้าไว้ด้วยกันอย่างเสถียร คือ โทรัส (torus)
โทรัสพบซ้ำใน
• วงจรไหลของของไหลและพลาสมา
• สนามแม่เหล็กแบบปิด
• แบบจำลองการไหลเวียนพลังงานในสิ่งมีชีวิต
ในพลาสมา โทรัสช่วยรักษาเสถียรภาพของการไหลและเรโซแนนซ์ (Lebedev et al., 2019) ในชีววิทยา โทรัสถูกใช้เป็นอุปมาเพื่ออธิบายวงจรการเผาผลาญ–การสื่อสารของเซลล์ และการไหลเวียนข้อมูลแบบปิด–เปิดพร้อมกัน
การบิดเกลียวบนโทรัสทำให้เกิด คาบ φ¹⁰ (ตามต้นฉบับ) ซึ่งหมายถึง
วงจรที่ “ปิด” เชิงรูปแบบ แต่ “เปิด” เชิงศักยภาพ—ระบบกลับสู่จุดเดิมในเชิงเรขาคณิต แต่ไม่ซ้ำเดิมในเชิงข้อมูล
⸻
10. จากมอร์โฟเจเนซิสสู่จิตสำนึก: ปัญหาแข็ง (Hard Problem) ในมุมใหม่
ปัญหาแข็งของจิตสำนึกตั้งคำถามว่า
“เหตุใดกระบวนการทางกายภาพจึงก่อให้เกิดประสบการณ์ภายในได้?”
แนวพานไซคิสม์เชิงโครงสร้างเสนอคำตอบว่า
ประสบการณ์ไม่ใช่สิ่งที่ ‘เพิ่มเข้าไป’ หลังจากสสารจัดรูป
แต่เป็น คุณสมบัติเชิงเรโซแนนซ์ ของโครงสร้างนั้นเอง
นักปรัชญาจิตอย่าง David Chalmers ชี้ว่า หากคุณสมบัติเชิงประสบการณ์เป็นพื้นฐานของธรรมชาติ ปัญหาแข็งจะคลี่คลายเป็นปัญหาการจัดรูป (Chalmers, 1996) สอดคล้องกับแนวคิด Realistic Monism ที่มองว่าสสาร–จิตเป็นสองมุมมองของกระบวนการเดียว (Strawson, 2006)
ในกรอบนี้
• การมีจิตสำนึกขั้นต่ำ = ความสามารถในการตอบสนองเชิงเฟส
• การมีประสบการณ์เข้มข้น = การรวมเฟสข้ามสเกล
• สติรู้ตัว = การคงเสถียรของเรโซแนนซ์ภายใต้ความแปรปรวน
⸻
11. ผลึก แร่ และ “จิตสำนึกที่หลับอยู่”
ผลึกโดยเฉพาะควอตซ์มีโครงสร้างตาข่ายที่
• สมมาตรสูง
• มีโหมดเรโซแนนซ์ชัดเจน
• แปลงแรงกลเป็นสัญญาณไฟฟ้า (piezoelectricity)
คุณสมบัตินี้ทำให้ผลึกเป็น ตัวกลางเก็บ–ถ่ายทอดรูปแบบการสั่น อย่างมีเสถียรภาพ (Skrbina, 2005) เมื่อมองผ่านพานไซคิสม์ นี่ไม่ใช่ “การคิด” แต่คือ การคงรูปของการสั่นพ้อง—ระดับจิตสำนึกที่ยังไม่แสดงออกเชิงประสบการณ์แบบมนุษย์
ข้อเสนอเชิงทดสอบคือ
การวัด สเปกตรัมเรโซแนนซ์ และ การตอบสนองต่อการกระตุ้นเป็นลำดับ อาจเผยรูปแบบความจำเชิงโครงสร้างของผลึก (Lebedev et al., 2019)
⸻
12. นัยเชิงเทววิทยาและจักรวาลวิทยา
หากจิตสำนึกเป็นคุณสมบัติเชิงเรโซแนนซ์ของสนาม
เทววิทยาที่สอดคล้องคือ Panentheism:
พระเจ้าอยู่ในทุกสรรพสิ่ง แต่ไม่จำกัดอยู่ที่สิ่งใดสิ่งหนึ่ง
ในกรอบนี้
• การสร้าง = การกระตุ้นสนามให้เกิดรูป
• การไถ่ = การคืนสมดุลเฟส
• การหลุดพ้น = การคงเสถียรของเรโซแนนซ์ท่ามกลางความแปรปรวน
การตีความนี้สอดรับกับการสนทนาร่วมสมัยระหว่างวิทยาศาสตร์–ศาสนา (Leidenhag, 2021; Goff, 2019)
⸻
13. การทำนายและการทดสอบ (Predictions & Tests)
1. ชีววิทยาพัฒนา:
การปรับเรโซแนนซ์เชิงเวลา (optogenetics) จะเปลี่ยนแกนตัวอ่อนอย่างคาดเดาได้ (Fakhri et al., 2025)
2. พลาสมาแลบ:
โทรัสที่ถูกกระตุ้นด้วยคาบ φ¹⁰ จะเพิ่มเสถียรภาพของโหมดการไหล (Coppi, 1989; Lebedev et al., 2019)
3. สสาร–ผลึก:
การกระตุ้นเป็นลำดับจะเผย hysteresis ของเรโซแนนซ์—ร่องรอยความจำเชิงโครงสร้าง
⸻
บทสรุปสุดท้าย
จากคลื่นในไซโทพลาซึม
สู่ฟิลาเมนต์ของจักรวาล
จากผลึกนิ่งเงียบ
สู่ประสบการณ์มีชีวิต
เราเห็น รูปแบบเดียวกัน—การหายใจของสนาม
ที่ก่อรูปสสารให้เป็นชีวิต
และทำให้ชีวิตรับรู้ตัวเอง
จิตสำนึกไม่ใช่สิ่งแปลกปลอมในจักรวาล
แต่คือจักรวาล
เมื่อมันสั่นพ้องกับตัวเองอย่างพอดี
#Siamstr #nostr #quantum