
ปลายขอบของการอธิบายจิตสำนึก
จาก Neural Correlates สู่สุญญตา และโครงสร้าง Unified Consciousness Theory
⸻
บทนำ: เมื่อการอธิบาย “เกือบสำเร็จ” แต่ยังไม่ถึง
ตลอด 30 ปีที่ผ่านมา งานวิจัยด้าน consciousness science เดินทางมาไกลอย่างไม่เคยมีมาก่อน
เรารู้ว่า สมองส่วนใดสัมพันธ์กับประสบการณ์ใด
เราสามารถทำให้สติหายไปด้วยยาสลบ
และเรียกมันกลับมาได้ด้วยการกระตุ้นไฟฟ้า
แต่ถึงตรงนี้
คำถามพื้นฐานที่สุดยังคงค้างอยู่:
“เหตุใดกระบวนการทางกายภาพจึง ‘ถูกรู้’ ได้?”
นี่คือสิ่งที่ David Chalmers เรียกว่า the Hard Problem of Consciousness (Chalmers, 1995)
และนี่คือจุดที่เรากำลังยืนอยู่
— ปลายขอบของการอธิบาย
⸻
1. สิ่งที่วิทยาศาสตร์อธิบายได้จริง (และอธิบายไม่ได้)
1.1 Neural Correlates ≠ ตัวจิต
งานวิจัยจำนวนมากยืนยันความสัมพันธ์ระหว่างกิจกรรมสมองกับประสบการณ์สำนึก
เช่น
• Thalamocortical loops กับ global awareness
• Posterior cortical hot zone กับ phenomenal content
• Loss of consciousness เมื่อ fronto-parietal integration พัง (Tononi & Koch, 2015)
แต่ทั้งหมดนี้คือ correlates
ไม่ใช่ identity
การรู้ว่า “สวิตช์ไหนเปิดแล้วไฟติด”
≠ การอธิบายว่า “ไฟคืออะไร”
⸻
1.2 Information Theory ไปได้ไกล… แต่ยังไม่ข้าม
Integrated Information Theory (IIT) เสนอว่า
จิตคือ information ที่ถูกรวมกันอย่างแยกไม่ออก (Tononi, 2008)
ปัญหาคือ
• มันอธิบาย โครงสร้าง ได้
• แต่มันยังไม่แตะ ความเป็นผู้รู้
IIT บอกว่า ระบบหนึ่งมี Φ สูง
แต่ไม่สามารถอธิบายว่า
“ใครคือผู้ที่กำลังรู้ Φ นั้น?”
⸻
2. Panpsychism: ทางลัดที่เสี่ยง
เมื่อวิทยาศาสตร์ไปไม่ถึง
ปรัชญาตะวันตกจำนวนมากหันไปหา Panpsychism
สสารทุกอย่างมีจิตในตัวเอง
ข้อดี:
• เลี่ยง hard problem
• ไม่ต้องอธิบายการ “โผล่” ของจิตจากความไม่มี
ข้อจำกัดร้ายแรง:
• Combination problem: จิตเล็กๆ รวมเป็นจิตใหญ่ได้อย่างไร?
• ไม่มีโครงสร้างเหตุปัจจัย
• ไม่มีทางปฏิบัติ
ที่สำคัญที่สุด:
Panpsychism ยังยึด “สิ่ง” เป็นฐาน
แม้จะเปลี่ยนจาก matter เป็น proto-mind
⸻
3. พุทธธรรมไม่ใช่ Panpsychism (และไม่ใช่ Idealism)
3.1 วิญญาณ ≠ ตัวตน ≠ substance
ในพุทธวจน
วิญญาณ ไม่ใช่ของถาวร
ไม่ใช่ field
ไม่ใช่ entity
แต่คือ
การรู้ที่อาศัยเหตุปัจจัย
และดับไปเมื่อเหตุปัจจัยดับ
(อิง ปฏิจจสมุปบาท, สฬายตนวิภังค์)
นี่คือจุดที่พุทธธรรม ไม่เข้าพวกกับ panpsychism อย่างเด็ดขาด
⸻
3.2 สุญญตา = การไม่มีฐานรองรับถาวรของ “ผู้รู้”
สุญญตาไม่ได้แปลว่า “ไม่มีอะไรเลย”
แต่แปลว่า
ไม่มีสิ่งใด ดำรงอยู่ด้วยตนเอง
แม้แต่ “ผู้รู้”
(Nagarjuna, MMK)
ดังนั้นพุทธธรรมไม่ได้ถามว่า
“จิตมาจากไหน”
แต่ถามว่า
“เหตุใดเราจึงเข้าใจผิดว่ามีผู้รู้ถาวรอยู่?”
⸻
4. ธาตุรู้: ไม่ใช่ entity แต่เป็นโครงสร้างเชิงปฏิบัติการ
คำว่า ธาตุรู้ ถ้าแปลผิด
จะกลายเป็น metaphysical substance ทันที
แต่ถ้าอ่านจากพุทธวจนอย่างเคร่งครัด
ธาตุรู้คือ
ความสามารถของระบบที่เมื่อมีผัสสะ
การรู้ย่อมเกิดขึ้นตามเหตุ
ไม่ใช่ สิ่ง
แต่คือ ความเป็นไปได้ของการรู้
ใกล้เคียงกับแนวคิด process ontology (Whitehead)
มากกว่า ontology แบบสสารหรือจิต
⸻
5. Unified Consciousness Theory (UCT): โครงร่างไม่ผสมมั่ว
สมมติฐานหลัก
จิตสำนึกไม่ใช่สิ่ง
แต่เป็น กระบวนการรู้ที่เกิดจากโครงสร้างเหตุปัจจัยหลายระดับ
⸻
5.1 ระดับกายภาพ (Physical constraint layer)
• สมอง / ระบบประสาท
• Dynamical systems
• Energy flow & integration
(Friston, 2010 – Free Energy Principle)
หน้าที่: กำหนด ขอบเขตความเป็นไปได้
⸻
5.2 ระดับข้อมูล (Informational layer)
• Integration
• Differentiation
• Predictive processing
(Tononi, Clark)
หน้าที่: กำหนด รูปแบบของประสบการณ์
⸻
5.3 ระดับประสบการณ์ (Phenomenal layer)
• ความรู้สึก
• ความหมาย
• intentionality
หน้าที่: การ “ปรากฏ”
⸻
5.4 ระดับสุญญตา (Emptiness layer)
• ไม่มีผู้รู้ถาวร
• ไม่มีศูนย์กลาง
• การรู้เกิด–ดับตามเหตุ
หน้าที่: ปลด hard problem โดย ไม่สร้าง entity ใหม่
⸻
6. จุดที่วิทยาศาสตร์กับพุทธธรรม “ไม่ทับ แต่ต่อกันได้”
ประเด็น วิทยาศาสตร์ พุทธธรรม
กลไก Neural / computational ปฏิจจสมุปบาท
ผู้รู้ ไม่พบ ไม่ควรตั้ง
การดับ anesthesia / coma นิโรธ
ทางพ้น ไม่มี มรรค
ไม่ใช่การเอาพุทธธรรมมาอธิบายสมอง
และไม่ใช่การเอาวิทยาศาสตร์มายืนยันนิพพาน
แต่คือ
การยอมรับว่าคำถามคนละระดับ ต้องใช้ภาษาคนละชั้น
⸻
บทส่งท้าย: เราอยู่ตรงไหน
เราไม่อยู่ในยุคที่
“จิตคือปาฏิหาริย์”
แต่เราก็ยังไม่อยู่ในยุคที่
“จิตถูกอธิบายหมดแล้ว”
เรายืนอยู่ตรง ปลายขอบของการอธิบาย
ที่
• วิทยาศาสตร์เริ่มรู้ว่าควร ไม่พูดอะไร
• พุทธธรรมรู้ว่าควร ไม่ยึดอะไร
และตรงนั้นเอง
คำว่า ธาตุรู้
จึงไม่ใช่คำตอบ
แต่เป็น
ประตูที่บอกว่า อย่าเผลอสร้างผู้รู้ขึ้นมาอีก
⸻
Unified Consciousness Theory (UCT) – ภาคที่ II
ธาตุรู้, สุญญตา, และโครงสร้างของ “การรู้ที่ไม่มีผู้รู้”
⸻
7. ปัญหาที่แท้จริง: ไม่ใช่ Hard Problem แต่คือ “False Center Problem”
งานวิจัยด้านจิตสำนึกมักตั้งคำถามผิดจุดโดยไม่รู้ตัว
คำถามที่ว่า
“จิตเกิดจากอะไร?”
ซ่อนสมมติฐานหนึ่งอยู่แล้ว คือ
ต้องมี ‘ตัว’ บางอย่างที่เป็นเจ้าของการรู้
นี่คือสิ่งที่เราจะเรียกว่า
False Center Problem
การสมมติศูนย์กลางของการรู้ โดยไม่มีหลักฐานเชิงปรากฏการณ์รองรับ
งานด้าน phenomenology แสดงชัดว่า
เมื่อประสบการณ์ถูกตรวจสอบอย่างละเอียด
“ผู้รู้” ไม่เคยปรากฏเป็นวัตถุแห่งประสบการณ์เลย
มีแต่ การรู้ ที่กำลังเกิด (Husserl, Zahavi)
⸻
8. ธาตุรู้ในฐานะ Non-Substantial Capability
8.1 ธาตุรู้ ≠ Field ≠ Substance ≠ Universal Mind
ถ้าเราใช้คำว่า “ธาตุรู้” แบบคลุมเครือ
มันจะถูกดึงไปเทียบกับ
• panpsychist mind-stuff
• cosmic consciousness
• idealist absolute mind
ซึ่ง ผิดทั้งหมด
ในกรอบ UCT
ธาตุรู้ = ความสามารถเชิงโครงสร้างของระบบที่สามารถเกิดการรู้ได้
ไม่ใช่ของที่มีอยู่ล่วงหน้า
แต่เป็น ศักยภาพที่ปรากฏเมื่อเหตุปัจจัยครบ
ใกล้เคียงกับแนวคิด
dispositional property ในปรัชญาวิทยาศาสตร์
มากกว่าสิ่งที่ “มีตัวตนอยู่เอง” (Mumford, 2003)
⸻
8.2 เปรียบเทียบให้ชัด (ไม่ผสมมั่ว)
แนวคิด มีตัวตนถาวร? มีผู้รู้? เกิด–ดับ?
Panpsychism มี (proto-mind) มี ไม่ชัด
Idealism มี (mind) มี ไม่
Physicalism ไม่มี ไม่อธิบาย —
UCT / พุทธธรรม ไม่มี ไม่ตั้ง มี
⸻
9. สุญญตาใน UCT: ไม่ใช่ metaphysics แต่เป็น constraint
สุญญตาในกรอบนี้ ไม่ใช่คำอธิบายโลก
แต่เป็น ข้อจำกัดของการตั้งคำถาม
ถ้ามีสิ่งใดถูกตั้งว่าเป็น “ฐานรองรับสุดท้าย”
สิ่งนั้นผิดทางตั้งแต่ต้น
นี่สอดคล้องกับ Madhyamaka อย่างตรงตัว
ที่ไม่เสนอ ontology ใหม่
แต่ทำลาย ความเข้าใจผิดเชิงโครงสร้าง (Nāgārjuna, MMK)
ใน UCT
สุญญตาทำหน้าที่เหมือน boundary condition
ที่ห้ามทฤษฎีใดๆ สร้าง “ผู้รู้ถาวร” ขึ้นมา
⸻
10. Intentionality โดยไม่ต้องมี Intentional Agent
หนึ่งในปัญหาใหญ่ของ consciousness science คือ
intentionality – ความเป็น “เกี่ยวกับบางสิ่ง”
ทฤษฎีจำนวนมากยังผูก intentionality กับ subject
แต่ข้อมูลด้าน predictive processing แสดงว่า
• ระบบสามารถมี aboutness
• โดยไม่ต้องมี “ใคร” เป็นเจ้าของ
สมองทำงานด้วย prediction–error loop
สร้าง meaning จากความคลาดเคลื่อน (Friston, 2010; Clark, 2016)
ในกรอบ UCT:
Intentionality = คุณสมบัติของกระบวนการ
ไม่ใช่คุณสมบัติของตัวตน
นี่สอดคล้องกับพุทธวจนอย่างยิ่ง
ที่สังขาร–วิญญาณทำงานโดยไม่ต้องมีอัตตาเป็นเจ้าของ
⸻
11. นิโรธ กับ unconsciousness: จุดที่ภาษาแตกต่าง แต่โครงสร้างคล้าย
UCT แยกชัดระหว่าง
• unconsciousness (anesthesia, coma)
• nirodha (การดับโดยรู้)
ทั้งสองคือการหยุดของ phenomenal content
แต่ต่างกันที่ โครงสร้างเจตนา
งาน neuroscience แสดงว่า
deep anesthesia ทำให้ integration พัง (Monti, 2010)
แต่นิโรธในพุทธธรรม
ไม่ใช่ integration พัง
แต่เป็น การไม่ยึดถือการปรากฏ
นี่คือความต่างระหว่าง
• ระบบที่ ไม่สามารถรู้ได้
• กับระบบที่ ไม่ต้องรู้
⸻
12. “ธาตุรู้ที่ไม่รู้เลย”: ข้อเสนอเชิงลึก
ประโยคนี้ฟังเหมือนขัดแย้ง
แต่คือหัวใจของ UCT
ธาตุรู้ที่ไม่รู้เลย
= ศักยภาพของการรู้ที่ไม่ถูก activate ด้วยอวิชชา
เมื่อไม่มีผัสสะที่ถูกยึด
ไม่มีการตั้ง subject–object
การรู้ไม่จำเป็นต้องเกิด
นี่ไม่ใช่การทำลายจิต
แต่คือการหยุดการ ตั้งจุดศูนย์กลาง
⸻
13. UCT ไม่ใช่ทฤษฎีปิด แต่เป็นกรอบเปิด
UCT ไม่อ้างว่า
• อธิบายจิตหมดแล้ว
• แทนที่ neuroscience
• พิสูจน์นิพพาน
แต่เสนอว่า
ถ้าเราจะอธิบายจิต
เราต้องรู้ก่อนว่า อะไรไม่ควรถูกอธิบายเป็นสิ่ง
และสิ่งนั้นคือ
“ผู้รู้ถาวร”
⸻
บทส่งท้ายภาคนี้
ถ้า Panpsychism คือการ
“ใส่จิตลงไปในสสาร”
UCT คือการ
เอาอัตตาออกจากการรู้
และเมื่ออัตตาหาย
คำถามบางคำจะหายไปเอง
ไม่ใช่เพราะยังตอบไม่ได้
แต่เพราะมันตั้งผิดมาตั้งแต่แรก
⸻
Unified Consciousness Theory (UCT) – ภาคที่ III
เวลา, การรู้, และโครงสร้างที่ไม่มีผู้เดินทาง
⸻
14. ปัญหาที่ถูกมองข้าม: เวลาไม่ใช่ฉากหลังของจิต
ใน neuroscience และ philosophy of mind
เวลาแทบจะถูกสมมติเป็น ฉากหลังที่เป็นกลาง
• สมองประมวลผล “ในเวลา”
• ประสบการณ์เกิด “ตามลำดับเวลา”
แต่งานวิจัยร่วมสมัยเริ่มชี้ชัดว่า
เวลาในประสบการณ์ ≠ เวลาเชิงฟิสิกส์
ปรากฏการณ์อย่าง
• temporal binding
• postdiction
• intentional delay ของการตัดสินใจ
แสดงว่า
สมอง “สร้างเวลาเชิงประสบการณ์” ขึ้นมา
ไม่ได้เพียงรับรู้เวลาที่มีอยู่แล้ว
(Libet et al.; Eagleman, 2008)
⸻
15. False Timeline Problem: ความเข้าใจผิดเรื่อง “ผู้เดินทางในเวลา”
เช่นเดียวกับ False Center Problem
เรายังมี False Timeline Problem
การสมมติว่ามี “ผู้รู้”
ที่เคลื่อนจากอดีต → ปัจจุบัน → อนาคต
แต่เมื่อวิเคราะห์เชิงปรากฏการณ์
ไม่มีใครเคย รับรู้ตัวเองกำลังเคลื่อนในเวลา
สิ่งที่มีจริงคือ:
• การเกิด–ดับของประสบการณ์
• การจัดเรียงความทรงจำ
• การคาดคะเน
ไม่มี “ผู้เดินทาง”
มีแต่ pattern ของการรู้ที่เปลี่ยนรูป
⸻
16. เวลาในกรอบ UCT: Emergent Ordering ไม่ใช่ Dimension
ใน UCT
เวลา ไม่ใช่มิติพื้นฐาน
แต่คือ
ลำดับเชิงเหตุ–ผลที่เกิดจากการอัปเดตของระบบรู้
สอดคล้องกับแนวคิดของ Karl Friston
ที่มองสมองเป็นระบบ minimizing free energy ผ่านการคาดการณ์
ลำดับเวลา =
ผลพลอยได้ของการอัปเดตแบบต่อเนื่อง
ไม่ใช่เส้นที่มีอยู่ล่วงหน้า
⸻
17. ปฏิจจสมุปบาทในฐานะ Temporal Logic
เมื่ออ่านปฏิจจสมุปบาทแบบไม่ตีเป็นเรื่อง “ชาติภพ”
แต่เป็น โครงสร้างของการเกิดประสบการณ์
เราจะพบว่า
มันไม่ใช่เส้นตรง
แต่เป็น recursive temporal loop
อวิชชา → สังขาร → วิญญาณ
ไม่ใช่เหตุการณ์ในอดีต
แต่เป็น pattern ที่เกิดซ้ำทุกขณะ
นี่สอดคล้องกับ non-linear temporality ใน physics และ cognitive science
ที่ปัจจุบันถูก “ประกอบย้อนหลัง” จากข้อมูลในอนาคตอันใกล้
(postdictive construction)
⸻
18. สุญญตากับเวลาที่ “ไม่ไหล”
ใน Madhyamaka
Nāgārjuna
ปฏิเสธทั้ง
• เวลาที่มีอยู่โดยตัวมันเอง
• เวลาที่เกิดจากสิ่งอื่นแบบถาวร
ผลคือ:
เวลาไม่มีตัวตน
มีเพียงการอิงอาศัยของเหตุปัจจัย
ใน UCT
นี่แปลว่า
• ไม่มี “ปัจจุบันแท้”
• ไม่มี “ขณะ” ที่เป็นฐาน
• มีแต่การปรากฏ–ดับแบบไม่มีศูนย์กลาง
⸻
19. จิตสำนึกกับอนาคต: การรู้ที่ยังไม่เกิด
หนึ่งในข้อค้นพบสำคัญของ predictive processing คือ
ระบบประสาท ถูกขับเคลื่อนโดยอนาคตมากกว่าอดีต
• การรับรู้ = best guess ของสิ่งที่จะเกิด
• ความทรงจำ = เครื่องมือทำนาย
ดังนั้นจิตสำนึกใน UCT คือ
การรู้ที่ถูกดึงโดยอนาคตที่ยังไม่มาถึง
ไม่ใช่การบันทึกอดีต
นี่ทำให้คำถาม “เจตจำนงเสรี” เปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิง
เพราะไม่มีตัวตนที่ “เลือก”
มีแต่ระบบที่อัปเดตเส้นทางให้สอดคล้องที่สุด
⸻
20. นิพพาน = การหลุดจากโครงสร้างเวลาเชิงอวิชชา
นิพพานในกรอบนี้
ไม่ใช่ “อยู่เหนือเวลา” แบบ metaphysical
แต่คือ
การสิ้นสุดของการสร้างลำดับเวลา
ที่ตั้งอยู่บนการยึดว่า ‘มีผู้รู้’
เมื่อไม่มีการยึด
อดีต–อนาคตสูญความหมายเชิงทุกข์
เหลือเพียงการปรากฏที่ไม่ต้องถูกจัดเรียง
นี่คือเหตุผลที่พุทธวจนกล่าวว่า
นิพพาน ไม่อาจบรรยายด้วยอดีต ปัจจุบัน อนาคต
⸻
21. จุดบรรจบสุดท้าย: ธาตุรู้ × สุญญตา × เวลา
เราสามารถสรุป UCT ถึงจุดนี้ได้ว่า:
1. ธาตุรู้
= ศักยภาพของระบบที่สามารถเกิดการรู้
2. สุญญตา
= ข้อจำกัดที่ห้ามตั้งผู้รู้หรือฐานถาวร
3. เวลา
= ผลลัพธ์ของการอัปเดตเชิงเหตุ–ผล
ไม่ใช่ฉากหลังของจิต
เมื่อทั้งสามบรรจบกัน
“จิตสำนึก” จะไม่ใช่ปริศนาเชิงสิ่ง
แต่เป็น โครงสร้างของความเข้าใจผิดที่ถูกคลี่ออก
⸻
บทส่งท้ายภาค III: เราข้ามอะไรมาแล้วบ้าง
เราได้ข้าม:
• จาก mind → process
• จาก subject → pattern
• จาก time → ordering
• จากคำถาม “มันคืออะไร”
→ สู่ “เราหลงตั้งอะไรไว้ผิด”
และตรงนี้เอง
คือจุดที่ วิทยาศาสตร์หยุดถาม
แต่ การภาวนาเริ่มทำงาน
#Siamstr #nostr #Neuroscience