
สักแต่ว่า…
(นัยที่ ๑ – พาหิยะสูตร, อุทาน 25/83–84)
พาหิยะเอ๋ย,
เมื่อใดเธอเห็นรูปแล้ว — สักว่าเห็น,
ได้ยินเสียงแล้ว — สักว่าได้ยิน,
ได้กลิ่น ลิ้มรส หรือสัมผัสทางกาย — สักว่ารู้สึก,
ได้รู้แจ้งธรรมารมณ์ — สักว่ารู้แจ้ง,
เมื่อนั้น “เธอ” ย่อมไม่มี.
เมื่อ “เธอ” ไม่มี,
เธอก็ไม่ปรากฏในโลกนี้,
ไม่ปรากฏในโลกอื่น,
ไม่ปรากฏในระหว่างแห่งโลกทั้งสอง.
นั่นแหละ คือที่สุดแห่งทุกข์.
⸻
สักแต่ว่า…
(นัยที่ ๒ – มาลุงกยบุตรสูตร, สฬายตนสังยุตต 18/90–95)
พระผู้มีพระภาคตรัสแก่ท่านมาลุงกยบุตรว่า —
“มาลุงกยบุตรเอ๋ย,
ในสิ่งที่ท่านเห็นแล้ว,
พึงเป็นแต่เพียง สักว่าเห็น;
ในสิ่งที่ได้ยินแล้ว,
พึงเป็นแต่เพียง สักว่าได้ยิน;
ในสิ่งที่รู้สึกทางจมูก ลิ้น กาย,
พึงเป็นแต่เพียง สักว่ารู้สึก;
ในสิ่งที่รู้แจ้งทางใจ,
พึงเป็นแต่เพียง สักว่ารู้แจ้ง.
เมื่อใด สิ่งที่เห็นแล้วเป็นแต่สักว่าเห็น
สิ่งที่ได้ยินแล้วเป็นแต่สักว่าได้ยิน
สิ่งที่รู้สึกแล้วเป็นแต่สักว่ารู้สึก
สิ่งที่รู้แจ้งแล้วเป็นแต่สักว่ารู้แจ้ง
เมื่อนั้น ตัวท่านย่อมไม่มี.
เมื่อใด ตัวท่านไม่มีเพราะเหตุนั้น
เมื่อนั้น ตัวท่านก็ไม่มีในโลกนี้
ไม่มีในโลกอื่น
ไม่มีในระหว่างโลกทั้งสอง —
นั่นแหละ คือที่สุดแห่งทุกข์.”
มาลุงกยบุตรทูลว่า:
“ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ, ข้าพระองค์เข้าใจเนื้อความนี้โดยพิสดารดังนี้ —
เมื่อเห็นรูปแล้ว สติหลงลืม,
ทำในใจซึ่งรูปนิมิตว่าน่ารัก,
มีจิตกำหนัด, เสวยอารมณ์นั้นอยู่,
ความมัวเมาย่อมครอบงำ.
เวทนาอันเกิดจากรูปย่อมเจริญ,
อภิชฌาและวิหิงสาย่อมกลุ้มรุมจิต,
สะสมทุกข์อยู่เช่นนี้ — ยังไกลจากนิพพาน.
แต่เมื่อบุคคลไม่กำหนัดในรูปทั้งหลาย,
เห็นรูปด้วยสติอันเฉพาะ,
ไม่มัวเมาในอารมณ์,
ย่อมเห็นรูปตามที่เป็นจริง,
เวทนาสิ้นไป ไม่เพิ่มพูน,
ไม่สะสมทุกข์ — อยู่ใกล้ต่อพระนิพพาน.”
พระผู้มีพระภาคทรงรับรองว่า
“ถูกแล้ว มาลุงกยบุตร.”
ครั้นนั้นท่านได้หลีกไปอยู่ในที่สงัด,
เพียรภาวนา จนได้บรรลุอรหัตผลในพระศาสนานี้.
⸻
มีสติ มีสัมปชัญญะ รอคอยการตาย
(สฬายตนสังยุตต 18/260–264)
พระผู้มีพระภาคตรัสว่า —
“ภิกษุทั้งหลาย!
จงเป็นผู้มีสติ มีสัมปชัญญะ
เมื่อรอคอยการทำกาละเถิด —
นี้แล เป็นอนุสาสนีของเราสำหรับพวกเธอทั้งหลาย.”
⸻
ภิกษุเป็นผู้มีสติ เป็นอย่างไรเล่า?
ภิกษุทั้งหลาย,
ภิกษุในกรณีนี้
ย่อมเห็น กายในกาย อยู่เป็นประจำ,
มีความเพียรเผากิเลส, มีสัมปชัญญะ มีสติ,
กำจัดอภิชฌาและโทมนัสในโลกได้.
เป็นผู้เห็น เวทนาในเวทนา,
เห็น จิตในจิต,
เห็น ธรรมในธรรม อยู่เป็นประจำ,
มีความเพียร มีสติ มีสัมปชัญญะ —
นี่เรียกว่า “ภิกษุเป็นผู้มีสติ.”
⸻
ภิกษุเป็นผู้มีสัมปชัญญะ เป็นอย่างไรเล่า?
คือ รู้ตัวรอบคอบในการ
ก้าวไป ถอยกลับ เหลียวดู คู้ เหยียด,
ทรงจีวร ถือบาตร, ฉัน ดื่ม เคี้ยว ลิ้ม,
ถ่ายอุจจาระ ปัสสาวะ, เดิน หยุด นั่ง นอน,
พูด หรือนิ่ง.
ภิกษุเช่นนี้เรียกว่า ผู้มีสัมปชัญญะ.
⸻
พระผู้มีพระภาคตรัสสรุปว่า —
“ภิกษุทั้งหลาย!
จงเป็นผู้มีสติ มีสัมปชัญญะ
ไม่ประมาท มีความเพียรเผากิเลส
ดำรงตนอยู่ในธรรม.
เมื่อสุขเวทนาเกิดขึ้น,
ย่อมรู้ชัดว่า
‘สุขนี้อาศัยเหตุปัจจัยจึงเกิด,
มิใช่เที่ยง, มิใช่ของเร.’
เมื่อทุกข์เกิดขึ้น,
ก็รู้ว่า ‘ทุกข์นี้ไม่เที่ยง.’
เมื่ออทุกขมสุขเกิดขึ้น,
ก็รู้ว่า ‘อทุกขมสุขนี้ไม่เที่ยง.’
ย่อมรู้ทั่วถึงว่า
เวทนาทั้งปวงเป็นของดับได้, เย็นได้,
เมื่อไม่เพลิดเพลิน ไม่มัวเมาในเวทนา.
ดุจประทีปน้ำมัน
ลุกโพลงอยู่ได้ด้วยน้ำมันและไส้,
เมื่อหมดเชื้อหมดไส้ ย่อมดับเองฉันใด,
ภิกษุผู้ไม่เพลิดเพลินในเวทนา
ย่อมดับกิเลสโดยชอบฉันนั้น.
นั่นแหละ — ความเย็นแห่งจิต,
คือ นิพพานอันแท้จริง.
⸻
อรรถาธิบายแห่งคำว่า ‘สักแต่ว่า…’
(สภาวะแห่งการเห็นโดยไร้ผู้เห็น)
คำว่า “สักแต่ว่าเห็น”, “สักแต่ว่าได้ยิน”, “สักแต่ว่ารู้สึก”, “สักแต่ว่ารู้แจ้ง” —
คือหัวใจของ “อุทานพาหิยะสูตร” และ “มาลุงกยบุตรสูตร” ซึ่งเป็นรอยประทับทางจิตวิญญาณของคำสอนแห่งการสิ้นภพชาติในปัจจุบันขณะ
ในทางปฏิบัติ คำว่า “สักแต่ว่า…” มิใช่เพียงคำบอกให้ปล่อยวางอารมณ์ แต่เป็นการ เปลื้องการเกิดของ “ตัวรู้” ในขณะรู้เอง —
เป็นการเห็นที่ไม่มีผู้เห็น, การฟังที่ไม่มีผู้ฟัง, การรู้แจ้งที่ไม่มีผู้รู้แจ้ง.
เมื่อใดที่ “ผู้รู้” หรือ “ตัวเรา” ไม่เกิดขึ้นในกระบวนการรับรู้ เมื่อนั้นวงจรแห่ง อวิชชา–ตัณหา–อุปาทาน ถูกตัดขาดโดยสิ้นเชิง.
⸻
๑. กลไกแห่งอวิชชาในกระบวนการรู้
ในแต่ละขณะจิต “ผัสสะ” (phassa) เกิดขึ้นเมื่อมี อายตนะภายใน (ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ) สัมผัสกับ อารมณ์ภายนอก (รูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ ธรรมารมณ์).
“จักขุนา รูปัง ปัสสะติ” — “ด้วยตา เห็นรูป”
เมื่อมีผัสสะ ย่อมมี เวทนา
เวทนานั้นเมื่อถูกถือมั่นว่า “เรารู้สึกสุข” หรือ “เรารู้สึกทุกข์”
ย่อมเกิด “ตัณหา” และ “อุปาทาน” —
นี่คือกระบวนการของ ปฏิจจสมุปบาท (อวิชฺชาปจฺจยา สงฺขารา…).
แต่เมื่อจิตตั้งอยู่ในสติ รู้เฉพาะว่า “เห็น ก็สักว่าเห็น”,
ไม่ต่อด้วยความยึดถือว่า “เรากำลังเห็น” —
วงจรของอวิชชานั้น ดับลงในขณะผัสสะนั้นเอง.
⸻
๒. การสิ้นตัวรู้ในขณะรู้ – ภาวะแห่งความว่างแท้จริง
“เมื่อนั้น เธอย่อมไม่มี” — พระพุทธพจน์นี้คือหัวใจของ “สุญญตา”.
การไม่มี “เธอ” มิได้หมายถึงความสูญเปล่าทางภววิสัย
แต่หมายถึง การดับของสมมติ ‘ผู้รู้’ ซึ่งเกิดขึ้นจากการจำแนกอารมณ์เป็น “เรา” และ “สิ่งถูกรู้”.
ในภาวะแห่ง สักแต่ว่าเห็น,
จิตไม่แทรกตัวเข้าไปสร้างภาพนิมิตว่า “เรากำลังเห็นสิ่งนี้”
เพราะเมื่อใดมี “ผู้เห็น” เมื่อนั้นย่อมมี “สิ่งถูกรู้เห็น” —
และเมื่อมีสองอย่างนั้น ทุกข์ย่อมเกิด.
“ยโต โกจิ มนสิกาโร อตฺถิ, ตโต อตฺถิ โลกสฺส สมุทยา”
“ที่ใดมีการทำในใจ ที่นั่นแล โลกย่อมเกิดขึ้น.”
(สํ.นิ. ๑)
เมื่อไม่มี “ผู้ทำในใจ” โลกย่อมดับในขณะนั้นเอง.
⸻
๓. การเห็นตามจริง: ภาวะของจิตที่ไม่เข้าไปปรุงแต่ง
ในภาวะของ “สักแต่ว่าเห็น” นั้น
จิตมิได้ปฏิเสธการเห็น หากแต่ เห็นโดยไม่มีสัญญาปรุงแต่งต่อ —
ไม่มีการแปะป้าย “น่ารัก–น่าเกลียด”, “ชอบ–ชัง”,
จิตตั้งอยู่ในธรรมชาติอันบริสุทธิ์แห่งการรู้โดยตรง (direct knowing).
นั่นคือ “วิญญาณที่ไม่อาศัยอวิชชา”,
ซึ่งพระพุทธองค์เรียกว่า “วิญญาณอันไม่สืบต่อภพ” —
เป็น วิญญาณที่ไม่ตั้งอยู่ในอารมณ์ใดๆ,
ไม่เกิด ไม่ดับ เพราะไม่อิงอุปาทาน.
⸻
๔. ความสัมพันธ์กับปฏิจจสมุปบาท
ในกระบวนการ “เห็น–ได้ยิน–รู้แจ้ง”
เมื่อมี สติสัมปชัญญะ รู้เท่าทัน “ผัสสะ” โดยไม่เกิด “อวิชชา”
วงจรปฏิจจสมุปบาทถูกยับยั้งที่จุดเริ่ม:
อวิชฺชาปจฺจยา สงฺขารา — ❌ ถูกตัด
สงฺขารปจฺจยา วิญฺญาณํ — ❌ ไม่สืบต่อ
วิญฺญาณปจฺจยา นามรูปํ — ❌ ไม่ปรุงตัวตน
ผล: โลกดับในขณะเห็น.
นั่นคือ “โลกย่อมดับเมื่อเห็นตามความเป็นจริง.”
พระพุทธองค์ตรัสไว้ว่า —
“โย ธมฺมํ ปสฺสติ โส มํ ปสฺสติ.”
“ผู้ใดเห็นธรรม ผู้นั้นเห็นเรา.”
เพราะเมื่อเห็นธรรม (คือความเกิด–ดับแห่งอารมณ์โดยไม่ยึดถือ)
“เรา” และ “เขา” ย่อมไม่เหลือ —
มีเพียงธรรมชาติของการรู้ที่ไม่รู้ตัวเองว่า “เป็นผู้รู้”.
⸻
๕. ภาวะสุดท้ายแห่ง “การรอคอยการตาย”
ในพระสูตรสุดท้าย พระองค์ตรัสว่า
ภิกษุผู้มีสติ มีสัมปชัญญะ รู้กาย เวทนา จิต ธรรม
โดยไม่มัวเมา เพลิดเพลินในสุข ทุกข์ หรืออทุกขมสุข
ย่อมอยู่ในภาวะ “รอคอยการทำกาละ” อย่างสงบ
เพราะสำหรับผู้เช่นนั้น “กาละ” มิใช่การสิ้นชีวิต
แต่คือการสิ้น อุปาทานในชีวิต —
ไม่มีอะไรต้องตายอีกต่อไป.
ประทีปแห่งเวทนา ย่อมดับเอง
เมื่อหมดเชื้อคือ “ตัณหา” และหมดไส้คือ “อุปาทาน”.
ความเย็นแห่งจิตที่ไม่เพลิดเพลินในเวทนา
คือ นิพพานอันแท้จริงในอัตตภาพนี้เอง.
⸻
๖. สรุป: ธรรมะของ ‘สักแต่ว่า’ คือการสิ้นโลกในปัจจุบันขณะ
“สักแต่ว่าเห็น” มิใช่เพียงคำสอนแห่งสติปัฏฐาน
แต่คือคำชี้ตรงสู่ การดับโลก —
เพราะโลกทั้งสิ้นตั้งอยู่บนการยึดมั่นใน “ผู้รู้และสิ่งถูกรู้”.
เมื่อการรู้เป็นเพียงการรู้โดยไม่มี “ผู้รู้”
โลกทั้งปวงย่อมดับในขณะเดียวกัน.
“เอส ธมฺโม สนฺติโก, อกาลิโก, เอหิปสฺสิโก…”
“ธรรมนี้ เป็นของสงบ, รู้ได้ในปัจจุบัน, ไม่ต้องรอเวลา.”
นี่คือสาระของ สักแต่ว่า…
คือการเห็นโลกดับลงในขณะที่เห็น,
และความเย็นของนิพพานเกิดขึ้นในขณะที่รู้.
#Siamstr #nostr #พุทธวจน #ธรรมะ