
มนุษย์ที่ไม่เป็นไปตามแบบจำลอง: โลกแห่งการตัดสินใจที่ไม่มีวันคำนวณได้
“If humans were just rational utility-maximizers, we would be machines. But we are not. We are myth-makers, belief-bearers, and contradiction-walkers.”
⸻
1. แบบจำลองที่เรียบง่ายเกินไปสำหรับโลกที่ซับซ้อนเกินจะจำลอง
ทฤษฎีการเลือกอย่างมีเหตุผล (Rational Choice Theory) ซึ่งตั้งอยู่บนสมมติฐานว่ามนุษย์เป็นผู้ประเมินทางเลือกอย่างมีเหตุผลโดยข้อมูลสมบูรณ์นั้น มีต้นกำเนิดในเศรษฐศาสตร์ยุคคลาสสิก โดยเฉพาะจากแนวคิดของ อดัม สมิธ, เจเรมี เบนแธม, และต่อมาในรูปแบบที่เป็นทางการโดย Von Neumann และ Morgenstern ในทฤษฎีเกม
ทฤษฎีนี้มีประโยชน์อย่างมากในการสร้างโครงร่างทางคณิตศาสตร์สำหรับพฤติกรรมมนุษย์ แต่ปัญหาใหญ่คือ:
“มนุษย์ไม่ได้มีตรรกะเสมอไป และไม่ได้มีเป้าหมายที่ชัดเจนเสมอไป”
ในโลกแห่งความจริง มนุษย์ดำเนินชีวิตผ่าน อารมณ์, ลางสังหรณ์, ศรัทธา, และ ความเชื่อที่ไม่เสถียร ไม่ใช่ชุดข้อมูลที่ลงตัว
⸻
2. ความเชื่อคือเชื้อเพลิงแห่งการเลือก: ปรากฏการณ์ที่แบบจำลองมองไม่เห็น
มนุษย์ไม่เลือกสิ่งที่ “ดีที่สุด” เสมอไป — แต่เลือกสิ่งที่ “สอดคล้องกับความหมายในใจ”
ในมาดากัสการ์ ผู้คนยอมจ่ายเพื่อสร้างสุสานหินอ่อนราคาแพง แทนที่จะลงทุนกับชีวิตปัจจุบัน เพราะพวกเขา เชื่อ ว่าชีวิตหลังความตายคือชีวิตนิรันดร์
นี่ไม่ใช่พฤติกรรมที่ผิดเหตุผล — แต่คือเหตุผลภายในโลกทัศน์ของพวกเขา
◉ มุมมองจาก มานุษยวิทยา:
มนุษย์ถูกหล่อหลอมด้วย วัฒนธรรม, สัญลักษณ์, และพิธีกรรม
– สิ่งเหล่านี้ให้กรอบของความหมาย ซึ่งมักสำคัญกว่าค่าทางเศรษฐกิจ
– แนวคิดแบบตะวันตกมองเห็นแต่ “ต้นทุน-ผลตอบแทน” แต่ในหลายวัฒนธรรม สิ่งที่มองไม่เห็น (ศรัทธา, เกียรติ, บรรพบุรุษ) คือสิ่งที่ “มีค่าที่สุด”
⸻
3. เราไม่ใช่นักเพิ่มประสิทธิภาพ แต่คือ “นักพอใจ” (Satisficers)
แนวคิดของ Herbert Simon ว่าด้วย Bounded Rationality เปลี่ยนภาพมนุษย์จาก “ผู้เพิ่มอรรถประโยชน์สูงสุด” (maximizer) มาเป็นผู้ที่ “เลือกสิ่งที่ดีพอ” (satisficer)
เพราะเราไม่มีข้อมูลครบถ้วน
เพราะเวลาในการคิดมีจำกัด
และเพราะพลังสมองเราไม่ใช่คอมพิวเตอร์
◉ มุมมองจาก จิตวิทยาพฤติกรรม:
– Daniel Kahneman และ Amos Tversky พิสูจน์ว่ามนุษย์มี อคติทางความคิด มากมาย เช่น loss aversion, confirmation bias, availability heuristic
– เราไม่ได้ประเมินความน่าจะเป็นอย่างถูกต้อง แต่ใช้ทางลัดทางจิต (mental shortcuts)
– เรา “คิดน้อย” กว่าที่เราคิดว่าคิด
⸻
4. การตัดสินใจที่ไม่รู้ตัว: เมื่อจุลชีพและฮอร์โมนกำหนดชีวิต
การตัดสินใจไม่ได้เกิดจากเหตุผลล้วน แต่ยังถูกกำหนดโดย:
• ระบบ limbic ที่ควบคุมอารมณ์
• ระบบอัตโนมัติของร่างกาย
• ไมโครไบโอมในลำไส้ ซึ่งอาจส่งผลต่อฮอร์โมนและอารมณ์
◉ มุมมองจาก ประสาทวิทยา:
– หลักฐานชี้ว่า การตัดสินใจกว่า 90% เกิดขึ้นก่อนที่เราจะรู้สึกว่า “คิดแล้ว”
– ความรู้สึกว่า “เราเลือกเอง” อาจเป็นเพียงการ “ตามหลัง” สิ่งที่สมองตัดสินใจไปแล้ว
⸻
5. โลกไม่ใช่ห้องทดลอง: เมื่อความโกลาหลคือกฎ
Complexity Science เสนอว่าระบบที่มีส่วนประกอบจำนวนมาก (เช่น สังคมมนุษย์) มีพฤติกรรมที่ไม่สามารถคาดการณ์ได้จากการวิเคราะห์ส่วนประกอบแต่ละชิ้น
ตัวอย่างเช่น วัวสีแดงตัวเดียวจุดชนวนสงคราม — ไม่ใช่เรื่องไร้เหตุผล แต่เป็นการเร่งปฏิกิริยาในระบบที่ “ตึง” มานานแล้ว
◉ มุมมองจาก ทฤษฎีระบบซับซ้อน:
– โลกแห่งความเป็นจริงไม่ได้ราบเรียบแบบแบบจำลอง
– เราต้องยอมรับว่ามีปัจจัย “เชิงสุ่ม” และ “อุบัติการณ์” ที่ไม่สามารถจำลองได้
⸻
6. จิตตระหนักรู้: มนุษย์ไม่ใช่โมเลกุลในสมการ
เราคิด เรารู้ตัวว่าเราคิด และเรารู้ว่าคนอื่นก็กำลังคิด
สิ่งเหล่านี้คือสิ่งที่ โมเดลคณิตศาสตร์ไม่สามารถบรรจุได้
◉ มุมมองจาก ปรัชญาและสำนึกตัวตน:
– ความมี “ความหมาย” ในการตัดสินใจเป็นเรื่องสำคัญที่สุด
– Sartre และ Kierkegaard มองว่ามนุษย์ตัดสินใจด้วยเสรีภาพในโลกที่ไม่มีคำตอบสำเร็จรูป
– การตัดสินใจไม่ใช่แค่ “คำนวณ” แต่คือ “การยืนยันตัวตน”
⸻
บทสรุป: มนุษย์คือความไม่สมเหตุสมผลที่มีความหมาย
“ความไม่แน่นอนของมนุษย์ไม่ใช่ข้อผิดพลาด — แต่มันคือธรรมชาติของเรา”
เราไม่ได้มีชีวิตอยู่เพื่อคำนวณโลก แต่เพื่อเข้าใจมัน ผ่านความรัก, ความกลัว, ความศรัทธา, และความหมาย
แบบจำลองอาจยังจำเป็น — แต่เราต้องใช้มันด้วยความอ่อนน้อม และตระหนักเสมอว่า:
• มนุษย์ไม่ใช่ระบบปิด
• สังคมไม่ใช่สมการ
• การเลือกไม่ใช่เรื่องของเหตุผลล้วน
ความสับสน ความย้อนแย้ง และความไม่รู้ คือหัวใจของความเป็นมนุษย์
⸻
“ในโลกที่ไม่แน่นอน และแบบจำลองที่ไม่เคยแม่นยำ เราควรตัดสินใจอย่างไร?”
⸻
I. แบบจำลองไม่ใช่ความจริง (Models Are Not Reality)
เรามักจะลืมว่าแบบจำลองทั้งหลาย ไม่ว่าจะเป็นแผนที่ เศรษฐศาสตร์ สถิติ หรือแบบจำลองพฤติกรรมมนุษย์ ล้วนเป็นเพียงเครื่องมือสังเคราะห์ ไม่ใช่ภาพสะท้อนความจริง ตัวแบบถูกออกแบบให้ ง่าย ขึ้น เพื่อให้จัดการกับความซับซ้อนได้ แต่ในความง่ายนั้น เราต้อง “แลก” ความจริงบางส่วนทิ้งไปเสมอ
Paul Valéry เคยกล่าวไว้ว่า
“Everything simple is false. Everything complex is unusable.”
และคำเตือนคลาสสิกของนักภาษาศาสตร์ Alfred Korzybski ว่า
“The map is not the territory.”
แม้ Google Maps จะพาเราถึงจุดหมายได้ แต่มันไม่เคยแทน “ความงดงามของภูมิประเทศจริง” เช่นเดียวกัน แบบจำลองเศรษฐศาสตร์หรือจิตวิทยา ก็ไม่อาจแทนโลกมนุษย์ได้ทั้งหมด เพราะมนุษย์ไม่ได้ดำเนินชีวิตด้วยตรรกะล้วน ๆ
⸻
II. ทฤษฎีการตัดสินใจ: ความมีเหตุผลที่ไร้ความจริง
ตามทฤษฎีการตัดสินใจแบบดั้งเดิม (Classical Decision Theory) โดยเฉพาะในสายเศรษฐศาสตร์แบบ Rational Choice Theory มนุษย์จะตัดสินใจอย่างมีเหตุผลด้วยขั้นตอน:
1. มีข้อมูลครบถ้วน
2. ประเมินผลลัพธ์และโอกาสได้อย่างแม่นยำ
3. เลือกสิ่งที่ให้ “ผลประโยชน์สูงสุด”
แต่ในโลกจริง ไม่มีใคร “รู้ทั้งหมด” และไม่มีใคร “คำนวณได้สมบูรณ์”
Herbert Simon จึงเสนอแนวคิดที่สมจริงขึ้นในชื่อ
“Bounded Rationality”
เรามีเหตุผล จำกัด เพราะ
– เวลาเรามีน้อย
– ข้อมูลเราขาด
– สมองเราตัดมุมคิดเพื่อความเร็ว
– ความกลัวและอคติรบกวนการประเมิน
ตัวอย่างจาก Brian Klaas ที่พูดถึงครอบครัวในมาดากัสการ์ซึ่งยอมจ่ายเงินทั้งหมดไปกับพิธีศพมากกว่ารักษาพยาบาล นั้นไม่ไร้เหตุผลเลย หากมองผ่านกรอบ Rational Choice Theory มัน “ผิด” แต่มองจากมุม “คุณค่าทางวัฒนธรรม” หรือ “ความหมายทางจิตวิญญาณ” การตัดสินใจนั้นเต็มไปด้วยตรรกะของมนุษย์ในอีกระดับ
⸻
III. ปรัชญา: ความไม่แน่นอนคือธรรมชาติของชีวิต
• ใน ฟิสิกส์ควอนตัม, ความไม่แน่นอน (Uncertainty) เป็นหลักฐานพื้นฐานของธรรมชาติ เช่น หลัก Heisenberg’s Uncertainty Principle ที่แสดงว่าเราไม่สามารถรู้ตำแหน่งและโมเมนตัมของอนุภาคได้พร้อมกันอย่างแม่นยำ
• ใน พุทธธรรม, “อนิจจัง” คือความไม่เที่ยง เป็นแก่นของชีวิตที่ต้องตระหนัก ไม่ใช่เพียงยอมรับ แต่ต้อง “เข้าใจ” จนไม่หวั่นไหวเมื่อทุกอย่างเปลี่ยนแปลง
• ใน ปรัชญาอัตถิภาวนิยม (Existentialism) ความไม่แน่นอนคืออิสรภาพ: เพราะอนาคตไม่มีทางลิขิตไว้ล่วงหน้า เราจึงเป็นผู้เลือกความหมายของชีวิตได้เอง
ดังที่ Kierkegaard เคยกล่าวว่า
“Anxiety is the dizziness of freedom.”
⸻
IV. จะตัดสินใจอย่างไรในโลกที่ไม่แน่นอน?
คำตอบไม่ใช่ “หาความแน่นอนเพิ่มขึ้น” แต่คือ:
1. ตระหนักว่าแบบจำลองคือเครื่องมือ ไม่ใช่พระเจ้า
– ใช้มัน แต่ไม่ยึดติดกับมัน
2. เรียนรู้ที่จะอยู่กับความไม่รู้ (Embrace Uncertainty)
– ความไม่แน่นอนคือพื้นที่ของความคิดสร้างสรรค์ และการเปลี่ยนแปลง
3. ให้ความสำคัญกับความหมายมากกว่าความถูกต้องทางตรรกะ
– อย่าตัดสินใจโดยวัดแค่ตัวเลขหรือค่าเฉลี่ย แต่ให้มองถึงคุณค่า วัฒนธรรม และความเป็นมนุษย์
4. ฝึก “การตัดสินใจในความคลุมเครือ” (Ambiguity Tolerance)
– เช่นในจิตวิทยาการตัดสินใจทางการแพทย์ หรือการออกแบบนโยบายสาธารณะ ต้องอาศัยสัญชาตญาณ + ความเข้าใจมนุษย์ + ข้อมูลในระดับพอเพียง
⸻
V. บทสรุป: ทางเลือกในโลกที่ไม่มีคำตอบแน่นอน
ความไม่แน่นอน คือ เงื่อนไขของความเป็นมนุษย์
การตัดสินใจ คือ ศิลปะแห่งการรับผิดชอบท่ามกลางความโกลาหล
เราอาจไม่สามารถพยากรณ์อนาคตได้อย่างแม่นยำ
แต่เราสามารถ “เลือก” ได้ว่าจะตอบสนองต่อความไม่แน่นอนแบบใด —
ด้วยความกลัว หรือด้วยความกล้า
ดังนั้น
จงมีสติที่จะมองว่าแบบจำลองคือภาพลวง
จงมีความกล้าที่จะเลือก ในโลกที่ไม่มีใครบอกเราได้ว่าอะไรจะเกิดขึ้น
#Siamstr #nostr #ปรัชญา #psychology