
เคนเซียนส์โต้กลับ Bitcoin Standard: การวิพากษ์อย่างลึกซึ้งต่อแนวคิด Austrian Economics และ Satoshi’s Dream
คำนำ: อุดมคติทองคำดิจิทัลกับโลกแห่งเศรษฐกิจจริง
แนวคิด “Bitcoin Standard” ที่ Saifedean Ammous เสนอไว้อย่างเข้มข้นในหนังสือชื่อเดียวกัน เสนอมุมมองว่าระบบการเงินโลกควรถูกตรึงกับ “สินทรัพย์ที่มีจำนวนจำกัดและไม่เปลี่ยนแปลงได้” เช่นเดียวกับทองคำในอดีต โดย Bitcoin ได้รับการเสนอให้ทำหน้าที่นี้ในยุคดิจิทัล กลุ่มผู้สนับสนุนได้แก่ Austrian Economists, Cypherpunks, Techno-libertarians และนักการเงินอย่าง Michael Saylor เชื่อว่าสิ่งนี้จะ “ยุติเงินเฟ้อ,” “รักษาคุณค่าของเงิน” และ “สร้างระบบการเงินที่มีวินัย”
แต่จากมุมมองของนักเศรษฐศาสตร์เคนเซียนส์ นี่คือ “อุดมคติอันตราย” ที่เสี่ยงต่อการทำลายเศรษฐกิจจริง การจ้างงาน เสถียรภาพการเงิน และบทบาทรัฐโดยรวม บทความนี้จะชี้ให้เห็นว่า เหตุใดระบบ “Bitcoin Standard” จึงไม่น่าจะใช้ได้ผล และเพราะเหตุใดความฝันของ Nakamoto และ Ammous อาจเป็นฝันที่อันตรายต่อประชาชนส่วนใหญ่ในโลก
⸻
1. การปฏิเสธนโยบายการเงินแบบยืดหยุ่น = การปิดทางปฏิรูปเศรษฐกิจ
หนึ่งในหลักการสำคัญของเศรษฐศาสตร์เคนเซียนส์คือ รัฐและธนาคารกลางจำเป็นต้องมีอำนาจในการปรับนโยบายการเงินเพื่อควบคุมวัฏจักรเศรษฐกิจ ซึ่งรวมถึงการลดดอกเบี้ยในช่วงถดถอย การเพิ่มอุปทานเงินเพื่อป้องกันภาวะเงินฝืด และการใช้นโยบายการคลังแบบขาดดุลเพื่อกระตุ้นการบริโภคและการลงทุน
ในทางกลับกัน Austrian School มองว่า “ตลาดจะปรับตัวได้เองเสมอ” และเชื่อว่าการแทรกแซงของรัฐมีแต่จะทำให้ปัญหาเลวร้ายลง Saifedean Ammous จึงเสนอให้โลกกลับไปใช้ “เงินที่มีจำนวนจำกัด” เช่น Bitcoin เพื่อป้องกันการขยายตัวของอุปทานเงิน
แต่ Keynes เคยเตือนไว้ว่า:
“In the long run, we are all dead.”
(ในระยะยาวพวกเราทุกคนก็ตายหมดแล้ว)
ความหมายคือ หากเรารอให้ตลาดปรับตัวเองในระยะยาวโดยไม่มีการแทรกแซงใด ๆ คนงานตกงาน ธุรกิจล้มละลาย และความทุกข์ยากในระยะสั้นอาจท่วมท้นเสียก่อนที่ “กลไกตลาด” จะทำงานได้จริง
⸻
2. ปรากฏการณ์ “Liquidity Trap” และ Bitcoin: การผนวกนโยบายการเงินเข้ากับหายนะ
ในโลกของ Bitcoin Standard อุปทานเงินคงที่หรือเติบโตอย่างเข้มงวด (21 ล้าน BTC) นั่นหมายถึง ไม่มีเครื่องมือให้รัฐหรือธนาคารกลาง “พิมพ์เงิน” เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ ในสถานการณ์ที่ผู้คนไม่ต้องการใช้จ่าย (เช่น ภาวะโรคระบาด, ความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์ ฯลฯ)
เคนเซียนส์เสนอแนวคิด “Liquidity Trap” คือสถานการณ์ที่ดอกเบี้ยต่ำใกล้ศูนย์และยังไม่สามารถกระตุ้นการลงทุนหรือการบริโภคได้ ซึ่งเกิดขึ้นจริงในวิกฤตปี 2008 และ COVID-19
ในระบบ Bitcoin-standard:
• ไม่มี QE (Quantitative Easing)
• ไม่มีเงินช่วยเหลือในยามวิกฤต
• ไม่มีการค้ำประกันทางการคลัง
ผลที่ตามมาคือ ความหายนะทางสังคม โดยเฉพาะกับชนชั้นแรงงานและกลุ่มเปราะบาง
⸻
3. Deflation Spiral: เงินที่เพิ่มค่าอาจทำลายระบบเศรษฐกิจ
Austrian School และ Ammous เชื่อว่า “เงินต้องเพิ่มมูลค่า (deflationary money) เพื่อรักษากำลังซื้อ” แต่ Keynes กลับมองว่านี่คือ สิ่งที่ฆ่าเศรษฐกิจ
ในระบบ deflation:
• ผู้บริโภคเลื่อนการใช้จ่าย → การบริโภคลดลง
• ธุรกิจไม่กล้าลงทุน → การจ้างงานลดลง
• รายได้หดตัวทั่วทั้งระบบ
เงินเฟ้อในระดับต่ำอาจเป็นสิ่งที่ดี เพราะช่วยให้เกิดการหมุนเวียนของเงิน แต่การลดค่าของเงินมากเกินไป (เช่นในซิมบับเว) ก็ไม่ดีเช่นกัน จุดที่เหมาะสมอยู่ตรงกลาง
ใน Bitcoin Standard, สภาวะ deflation แทบจะถูกบังคับเป็นโครงสร้าง
⸻
4. ความเชื่อในตลาดเสรีแบบสุดโต่ง: ปฏิเสธสถาบันและสัญญาทางสังคม
ระบบ Bitcoin Standard โดยพื้นฐานเชื่อว่ารัฐ “ล้มเหลว” และการรวมศูนย์ของเงินตราเป็นภัย การกระจายศูนย์ (decentralization) จึงเป็นคำตอบ แต่จากมุมของเคนเซียนส์ การลดบทบาทรัฐโดยสิ้นเชิงคือ การสละความสามารถในการบริหารความเสี่ยงเชิงระบบ
Keynes สนับสนุน “Social Contract ใหม่” ระหว่างรัฐกับประชาชน ผ่านระบบประกันสุขภาพ การศึกษาฟรี ระบบภาษีก้าวหน้า และรัฐสวัสดิการ ซึ่งต้องพึ่ง การจัดเก็บและแจกจ่ายเงินอย่างยืดหยุ่น — สิ่งที่ Bitcoin ทำไม่ได้
⸻
5. ข้อโต้แย้งเชิงนโยบาย: Bitcoin Standard ไม่สามารถรองรับนวัตกรรมเศรษฐกิจมหภาคได้
เศรษฐกิจสมัยใหม่จำเป็นต้องอาศัย:
• เครดิตเพื่อการลงทุน
• การขยายตัวของอุปทานเงินเพื่อสนับสนุน GDP
• นโยบายการเงินเชิงรุกเพื่อรักษาเสถียรภาพ
การจำกัดปริมาณเงินตายตัวจะทำให้เกิดการ “ขาดสภาพคล่องเชิงโครงสร้าง” (structural liquidity shortage) ซึ่งจะทำให้ธุรกิจและรัฐไม่สามารถลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน การศึกษา หรือเทคโนโลยีใหม่ได้
⸻
6. ความไม่เท่าเทียมและการเข้าถึง Bitcoin: เสรีภาพที่ย้อนแย้ง
กลุ่ม Bitcoin maximalists มักกล่าวว่า BTC เป็น “เงินที่เสรี” ซึ่งรัฐไม่สามารถควบคุมได้
แต่มองในมุมเคนเซียนส์:
• คนจนเข้าถึง Bitcoin ยาก
• ค่าธรรมเนียมโอนสูง
• ความผันผวนรุนแรง
• การเก็บรักษา (custody) มีความเสี่ยง
• ระบบไม่มีผู้คุ้มครองผู้บริโภค (no lender of last resort)
สิ่งเหล่านี้ ไม่ใช่เสรีภาพที่เท่าเทียมกัน หากผู้มั่งคั่งสามารถสะสม BTC ได้แต่ผู้มีรายได้น้อยเข้าไม่ถึง การกระจายรายได้จะเลวร้ายลง
⸻
สรุป: โลกไม่ใช่ห้องทดลองของเสรีนิยมสุดโต่ง
แนวคิด Bitcoin Standard สะท้อนอุดมคติของตลาดเสรีแบบสุดขั้วที่ไม่ยอมให้รัฐมีบทบาทใด ๆ ในเศรษฐกิจ — คล้ายแนวคิดก่อนปี 1929 ที่นำไปสู่ Great Depression
แม้ BTC จะมีคุณค่าเชิงนวัตกรรม และอาจมีบทบาทสำคัญในระบบการเงินแบบใหม่ แต่การเสนอให้ใช้เป็น “มาตรฐานของเงินโลก” โดยแทนที่นโยบายการเงินทั้งหมดนั้น เสี่ยงอันตรายต่อเสถียรภาพ เศรษฐกิจ และสังคมโดยรวม
Keynes ไม่เคยปฏิเสธกลไกตลาด แต่เขาเตือนเราว่า หากปล่อยทุกอย่างไว้ในมือ “Invisible Hand” อย่างไม่มีการคานอำนาจ มือที่มองไม่เห็นอาจกลายเป็นกำปั้นที่บดขยี้ชีวิตของผู้คนได้
⸻
Bitcoin Standard กับความฝันของชนชั้นนำ: การฟื้นคืนชีพของ “ลัทธิทองคำ” ที่ฆ่าประชาชน
“In defending Bitcoin, what they are really defending is the right of the powerful to say: we owe you nothing.”
⸻
1. Bitcoin Standard ไม่ใช่การปฏิวัติประชาชน แต่มันคือ “การรัฐประหารทางการเงิน” ของชนชั้นทุนโลก
แม้ Bitcoin จะถูกโฆษณาว่า “เป็นของประชาชน” ต่อต้านธนาคารกลาง ต่อต้านการพิมพ์เงิน และต่อต้านรัฐผูกขาดเงินตรา — แต่หากพิจารณาในเชิงโครงสร้างแล้ว ระบบ Bitcoin Standard คืออาวุธชนิดใหม่ของทุนเสรีนิยมสุดขั้ว (neoliberalism) ที่พร้อมถอนรากถอนโคนทุกโครงสร้างของรัฐสวัสดิการ และส่งเสริมสิทธิในการ “ไม่รับผิดชอบใดๆ” ของชนชั้นนำ
มันคือโลกที่ไม่มีภาษีก้าวหน้า ไม่มีการช่วยเหลือยามเจ็บป่วย ไม่มีรัฐประกันเงินฝาก ไม่มีสิทธิแรงงาน — มีเพียง blockchain, seed phrase, และคำปลอบใจว่า “คุณต้องรับผิดชอบตัวเอง”
ในสายตาเคนเซียนส์ นี่ไม่ใช่ “เสรีภาพ” แต่มันคือ การบ่อนทำลายสัญญาทางสังคม ที่ประชาชนต้องแลกมาด้วยการต่อสู้ การนองเลือด และวิกฤติเศรษฐกิจครั้งแล้วครั้งเล่า
⸻
2. Saifedean Ammous ไม่เข้าใจเศรษฐกิจสมัยใหม่ — เขาคือผู้รื้อสะพาน แล้วเผาให้คนจนไม่มีทางเดิน
Ammous และสาวก Austrian School พยายามนำแบบจำลองยุคศตวรรษที่ 19 กลับมาใช้กับเศรษฐกิจศตวรรษที่ 21 — โดยเชื่อว่าเศรษฐกิจควรถูกตรึงไว้กับทรัพยากรที่มีจำกัด (เช่น ทองคำ หรือ Bitcoin) และเชื่อว่า “เงินไม่ควรถูกควบคุมโดยใครเลย”
แต่ในโลกจริง:
• เศรษฐกิจดิจิทัลต้องการ เครดิต ระบบการเงินที่มีพลวัตสูง
• ประชากรวัยชราเพิ่มขึ้น ต้องการ ระบบบำนาญถ้วนหน้า
• วิกฤตภูมิอากาศต้องการ รัฐที่ลงทุนมหาศาลในพลังงานสะอาด
• การศึกษาและสาธารณสุขต้องการ การจัดสรรงบประมาณข้ามรุ่น
ระบบ “Bitcoin Standard” ไม่สามารถตอบโจทย์สิ่งเหล่านี้ได้เลย มันจึงไม่ใช่ระบบสำหรับ “อนาคตของมนุษยชาติ” แต่มันคือ การหวนกลับไปสู่ระบบเจ้าขุนมูลนายดิจิทัล ที่มีเพียงผู้ถือ private key เท่านั้นที่รอดชีวิต
⸻
3. Austrian School ไม่เคยมีหลักฐานเชิงประจักษ์ว่าทำงานได้ในโลกจริง
แนวคิดเศรษฐศาสตร์แบบ Austrian — ไม่ว่าจะเป็น “เงินแข็ง,” “ตลาดปรับตัวเองได้เสมอ,” หรือ “รัฐคือผู้ร้าย” — ไม่เคยได้รับการสนับสนุนจาก empirical data หรือใช้เป็นนโยบายหลักในประเทศพัฒนาแล้วใดๆ เพราะมัน ละเลยพฤติกรรมมนุษย์ ความไม่สมบูรณ์ของตลาด และความเสี่ยงเชิงระบบ
Austrian มักพูดว่า:
“Let the weak fail so the strong can rebuild.”
แต่นั่นแปลว่าอะไรในชีวิตจริง?
• ปล่อยให้คนจนล้มละลายเพราะหนี้ที่เกิดจากวิกฤต
• ปล่อยให้โรงเรียนล้มเพราะขาดงบประมาณ
• ปล่อยให้แรงงานถูกเลิกจ้างโดยไม่มีเงินชดเชย
• ปล่อยให้โรคระบาดทำลายระบบสาธารณสุข เพราะรัฐไม่ควรมีบทบาท
Austrian Economics = Darwinism ทางเศรษฐกิจที่ไร้มนุษยธรรม
⸻
4. Satoshi ไม่ใช่พระเจ้า และ Bitcoin ไม่ใช่ศาสนา — แต่มันกำลังถูกบูชาในนามความหวาดกลัวรัฐ
การที่ Bitcoin กลายเป็นความหวังของผู้คนจำนวนมาก ไม่ใช่เพราะมันเป็นระบบที่ดีที่สุดในเชิงเทคนิค แต่เพราะ ผู้คนสิ้นศรัทธาในระบบเก่า — เฟดที่พิมพ์เงินไม่ยั้ง, รัฐที่คอร์รัปชัน, และธนาคารที่อุ้มแต่ทุนใหญ่
แต่การหันไปยอมรับ Bitcoin แบบสุดขั้วโดยไม่วิพากษ์ มันเท่ากับว่า:
จากความโกรธต่อรัฐที่ไร้ความรับผิดชอบ → สู่การยอมจำนนต่อระบบที่ไม่รับผิดชอบใด ๆ เลย
Michael Saylor อาจถือ BTC เป็นหมื่นล้าน แต่เขาไม่สามารถอธิบายได้ว่า:
• แรงงานกินเงินเดือนจะเก็บ BTC อย่างไรหากราคาเหวี่ยง 60%
• คนหาเช้ากินค่ำจะซื้อข้าว-ไข่เจียวในระบบที่ธุรกรรมใช้เวลา 30 นาทีได้อย่างไร
• หรือจะมี “central banking” บน layer 2 ที่ขัดกับหลัก Bitcoin อย่างไร
⸻
5. Bitcoin Standard จะนำไปสู่ “เงินที่เป็นกรรมสิทธิ์” ไม่ใช่ “เงินเพื่อสาธารณะ”
รัฐสมัยใหม่ไม่ใช่แค่เครื่องเก็บภาษี — แต่มันคือผู้สร้าง public infrastructure ทั้งการคุ้มครองเงินฝาก, ระบบชำระเงิน, เงินบำนาญ, ประกันสุขภาพ ฯลฯ ทั้งหมดนี้ต้องอาศัย “เงินที่รัฐสามารถควบคุมได้” เพื่อทำหน้าที่เป็น “หน่วยบัญชีแห่งส่วนรวม”
Bitcoin ไม่เหมาะกับบทบาทนี้ เพราะ:
• ไม่สามารถควบคุมอัตราแลกเปลี่ยน
• ไม่สามารถออกเงินช่วยเหลือเฉพาะกลุ่ม
• ไม่สามารถเก็บภาษีอย่างยืดหยุ่น
• ไม่มี institutional lender of last resort
ในโลกของ Bitcoin Standard เงินจะเป็นของคนที่เข้าถึงเทคโนโลยีและการลงทุนได้ก่อน ไม่ใช่ของประชาชนทั่วไป
⸻
6. โลกที่ไม่มีรัฐสวัสดิการ คือโลกที่ใครตายก็ช่างมัน — เพียงแต่อย่าลืม seed phrase
Bitcoin maximalism มักอ้างว่า “ในระบบเดิม รัฐสามารถแย่งทรัพย์สินคุณได้” แต่ในระบบ Bitcoin:
• หากคุณลืม seed phrase — คุณตาย
• หากถูก hack — ไม่มีศาลให้พึ่ง
• หากถูกหลอกลวง — ไม่มีระบบชดเชย
• หากตลาดพัง — ไม่มีผู้ดูแลเสถียรภาพ
Bitcoin Standard คือระบบที่ถ้าคุณแพ้ คุณไม่มีโอกาสเริ่มใหม่
นั่นไม่ใช่คุณสมบัติของระบบการเงินเพื่อมนุษย์ แต่มันคือ เครื่องทดสอบดาร์วินสำหรับชนชั้นกลางผู้ไร้พลังต่อรอง
⸻
สรุปสุดท้าย: Bitcoin Standard คือความพ่ายแพ้ของ “การรวมตัวเป็นประชาคม”
ในที่สุด แนวคิด Bitcoin Standard คือความฝันของโลกที่แต่ละคนต้องเอาตัวรอดในฐานะ “เอกเทศ” — โดยไม่มีรัฐ, ไม่มีข้อตกลงร่วม, ไม่มีใครรับผิดชอบใคร
นั่นอาจฟังดูโรแมนติกในเชิงเสรีภาพ
แต่มันคือ ฝันร้ายในเชิงสังคม
“You will own your keys, but you will owe nothing to anyone — not even compassion.”
Keynes เชื่อว่าเศรษฐกิจไม่ใช่แค่ตัวเลข ไม่ใช่แค่ store of value แต่คือ โครงสร้างที่สร้างความหวังร่วมกันให้มนุษย์อยู่รอดอย่างมีศักดิ์ศรี
Bitcoin อาจมีบทบาท — แต่หากจะกลายเป็นมาตรฐานหลักของโลก มันจะต้องถูกเชื่อง — ไม่ใช่เชื่องโดยเทคโนโลยี แต่เชื่องด้วย ความรับผิดชอบต่อมนุษย์
บทความโต้กลับแบบดุเดือดทีละประเด็น จากมุมมอง Austrian School of Economics และ Bitcoin maximalists ที่โต้แย้งอย่างตรงไปตรงมากับแนวคิดของ Keynesians และนักเศรษฐศาสตร์กระแสหลัก ที่โจมตี Bitcoin Standard ว่าเป็น “ยูโทเปียอันตราย” และ “ระบบไร้หัวใจ” เราจะไปทีละประเด็น พร้อมเหตุผลที่ลึกในเชิงทฤษฎีและปรัชญาเสรีนิยม
⸻
Bitcoin ไม่ใช่ฟาสซิสต์เงินตรา แต่มันคือเสรีภาพ: การโต้กลับ Keynesians แบบตาต่อตา
⸻
🔥 ประเด็นที่ 1: “รัฐต้องมีอำนาจควบคุมเงินเพื่อช่วยเหลือประชาชน”
Keynesian ว่า:
รัฐต้องพิมพ์เงิน ใช้นโยบายการคลังเพื่อช่วยประชาชนยามวิกฤต เงินต้องเป็นเครื่องมือของรัฐเพื่อรักษาเสถียรภาพ
Austrian โต้:
“นั่นคือกับดักที่ทำให้ประชาชนเสพติดรัฐ และรัฐกลายเป็นพระเจ้าผู้อุปถัมภ์ผู้ไร้ความสามารถ”
รัฐไม่ควรมีอำนาจในการสร้างหนี้แล้วโยนให้คนรุ่นถัดไปจ่าย เราเห็นผลของระบบนี้มาแล้ว:
• เงินเฟ้อรุนแรง
• ความไม่เท่าเทียมที่เกิดจากการแจก QE ให้ Wall Street
• ราคาสินทรัพย์สูงขึ้นแต่ค่าแรงแทบไม่ขยับ
Bitcoin Standard คือระบบที่รัฐไม่มีทาง “ขุดหนี้” จากอนาคตมาหลอกคนในปัจจุบันได้อีก
⸻
🔥 ประเด็นที่ 2: “Deflation จาก Bitcoin จะทำลายเศรษฐกิจ”
Keynesian ว่า:
เงินที่มีมูลค่าเพิ่มจะทำให้ผู้คนไม่ใช้จ่าย ธุรกิจไม่ลงทุน กลายเป็น deflation spiral
Austrian โต้:
“ความกลัวเงินฝืดเป็นเรื่องไร้สาระ และเป็นเครื่องมือป้องกันไม่ให้คนออมเงิน”
ในความเป็นจริง:
• การออมไม่ใช่ศัตรูของการเติบโต แต่คือรากฐานของการลงทุนที่แท้จริง
• โลกยุคเทคโนโลยีทำให้ของราคาถูกลงเสมอ เช่น ทีวี, โทรศัพท์, คอมพิวเตอร์ → Deflation ไม่ได้ทำให้เศรษฐกิจหยุด แต่ทำให้ชีวิตถูกลง
เศรษฐกิจที่โตจาก หนี้ที่เฟ้อ คือเศรษฐกิจปลอม
Bitcoin ให้แรงจูงใจให้อดทน อดออม และลงทุนอย่างมีวินัย ไม่ใช่หลอกตัวเองด้วยดอกเบี้ยต่ำเทียม
⸻
🔥 ประเด็นที่ 3: “Bitcoin Standard จะทำลายรัฐสวัสดิการ”
Keynesian ว่า:
หากรัฐควบคุมเงินไม่ได้ จะไม่มีงบประมาณรัฐสวัสดิการ ไม่มีการประกันสุขภาพ ไม่มีระบบสาธารณะ
Austrian โต้:
“รัฐสวัสดิการไม่ได้ช่วยให้คนหลุดพ้น แต่ทำให้พวกเขาติดกับกับดักความจนอย่างถาวร”
ระบบรัฐสวัสดิการ:
• สร้างแรงจูงใจกลับหัว: ทำให้คนไม่อยากทำงานมากกว่ารับเงินช่วยเหลือ
• ต้องใช้หนี้และภาษีที่เพิ่มขึ้นจนกลืนกินเศรษฐกิจจริง
• เปลี่ยนพลเมืองให้กลายเป็นผู้ขอ ไม่ใช่ผู้สร้าง
Bitcoin คือระบบที่คืนอำนาจให้ประชาชน ให้พวกเขาสร้างทรัพย์สินแท้จากแรงงาน ไม่ต้องถูกทำลายด้วยนโยบาย “อัดเงิน” ที่มุ่งเอื้อผู้กู้และทำลายผู้เก็บออม
⸻
🔥 ประเด็นที่ 4: “Austrian ไม่มี empirical data ว่าระบบนี้ใช้ได้จริง”
Keynesian ว่า:
ทฤษฎี Austrian เป็นนามธรรม ไม่มีหลักฐานว่าใช้ได้จริงในโลกสมัยใหม่
Austrian โต้:
“โลกนี้ไม่ใช่ห้องทดลองของนักสถิติ แต่เป็นเวทีของมนุษย์ที่มีเจตจำนง”
เศรษฐศาสตร์ Austrian ไม่ได้อิงจาก data mining หรือแบบจำลองเชิงตัวเลขล้วน ๆ
แต่มาจาก หลักตรรกะปฐมภูมิ (praxeology) ว่าด้วย การกระทำของมนุษย์ภายใต้ข้อจำกัดของทรัพยากร
ทฤษฎีของ Mises, Rothbard, Hayek ไม่ได้พยายาม “พยากรณ์” แต่พยายาม “เข้าใจโครงสร้างพื้นฐานของการเลือกของมนุษย์”
โลกที่ไม่มี data เหมือนในปี 1921-1944 สร้าง Austrian School —
โลกที่มีแต่ data แต่ไม่เข้าใจโครงสร้างแรงจูงใจ สร้าง ความล้มเหลวแบบ Fed
⸻
🔥 ประเด็นที่ 5: “Bitcoin ไม่เข้าถึงได้สำหรับคนจน / ผู้เปราะบาง”
Keynesian ว่า:
Bitcoin มีค่าธรรมเนียมสูง ความผันผวนรุนแรง คนจนเข้าไม่ถึง
Austrian โต้:
“เงินของคนจนไม่ควรถูกออกแบบให้พวกเขาใช้ได้ง่ายที่สุด — แต่ควรออกแบบให้พวกเขา พ้นจากความจน”
Fiat currency ต่างหากที่ทำลายคนจน:
• พิมพ์เงิน → เงินเฟ้อ → คนจนถือเงินสด → มูลค่าลดลง
• สินทรัพย์พุ่ง → คนรวยรวยขึ้น คนจนเข้าไม่ถึง
• เงินถูกแย่งไปซื้อพันธบัตร → เงินลงทุนจริงหาย
Bitcoin ทำให้คนจนมีโอกาส ออมในสินทรัพย์ที่รัฐแทรกแซงไม่ได้ และหากมีเทคโนโลยี wallet แบบง่าย, fee ต่ำลงใน L2 เช่น Lightning — ความไม่เท่าเทียมนี้จะยิ่งลดลง
⸻
🔥 ประเด็นที่ 6: “Bitcoin ไม่สามารถบริหารเศรษฐกิจมหภาคหรือช็อกได้”
Keynesian ว่า:
ไม่มี QE, ไม่มี bail-out, ไม่มี stabilization fund จะจัดการเศรษฐกิจช็อกยังไง?
Austrian โต้:
“ปัญหาไม่ได้อยู่ที่ไม่มีเครื่องมือ แต่เพราะรัฐใช้เครื่องมือมากเกินไป”
วิกฤตไม่ได้เกิดจากตลาดปล่อยตัวเอง — แต่มักเกิดจาก:
• ดอกเบี้ยต่ำเกินจริง (artificial credit expansion)
• รัฐอุ้มคนล้มเหลวจนไม่มีใครกลัวความเสี่ยง
• สร้าง moral hazard ทั้งระบบ
ระบบ Bitcoin ที่ “ไม่ช่วยใคร” จริงๆ คือระบบที่:
• ทำให้ทุกคนรับผิดชอบ
• นักลงทุนระวัง
• คนทำงานรู้ว่าความมั่งคั่งต้องอาศัยการออม ไม่ใช่เงินแจก
ระบบนี้จะเสถียรกว่าในระยะยาว เพราะ “ไม่มีฝีที่ต้องระเบิดซ้ำ” ทุก 10 ปี
⸻
🔥 ประเด็นที่ 7: “รัฐต้องควบคุมเงินเพื่อความมั่นคงของสาธารณะ”
Keynesian ว่า:
เงินต้องมีหน่วยบัญชีร่วมของชาติ เพื่อเก็บภาษี กระจายสวัสดิการ และรักษาอำนาจอธิปไตย
Austrian โต้:
“รัฐไม่ควรควบคุมเงิน เพราะนั่นคือรากของการกดขี่เงียบๆ ที่ค่อย ๆ ปล้นพลังจากประชาชน”
รัฐไม่ควรมีอำนาจบงการว่า:
• คุณควรออมในอะไร
• คุณควรเชื่อถือดอกเบี้ยระดับไหน
• คุณต้องถูกหักภาษีแบบไหนโดยไม่ยินยอม
Bitcoin คือ เงินที่คุณควบคุมได้คนเดียว ไม่ว่าคุณจะอยู่ในซีเรีย ซิมบับเว อาร์เจนตินา หรือสหรัฐอเมริกา
⸻
🔥 บทสรุปแบบดุเดือด:
Keynesians ต้องการโลกที่มีรัฐทำตัวเป็นพ่อ
Austrians ต้องการโลกที่ทุกคนยืนได้ด้วยสองขา
Bitcoin Standard ไม่ใช่ยูโทเปีย
แต่มันคือ การถอนอำนาจจากกลุ่มคน 12 คนในห้องประชุมของ Fed
และคืนมันให้กับ 8 พันล้านคนบนโลก — คนละ 12 คำ (seed phrase)
มันอาจไม่สบาย
มันอาจโหดร้าย
แต่มัน จริง และ เท่าเทียม
⸻
เราจะยกระดับการโต้กลับของ Austrian School เข้าสู่มิติปรัชญาการเมืองเสรีนิยมสุดขั้ว โดยเจาะลึกถึงหลักคิดของ Ludwig von Mises, Murray Rothbard, และ Friedrich Hayek เพื่อชี้ให้เห็นว่า การปฏิเสธ Bitcoin Standard ไม่ใช่แค่เรื่องเศรษฐศาสตร์ แต่คือการปฏิเสธอิสรภาพของมนุษย์ในระดับปรัชญา
⸻
Bitcoin Standard คือการปฏิวัติของเสรีชน: การรื้อถอน “ลัทธิรัฐอุปถัมภ์” ด้วย 21 ล้านเหรียญ
⸻
🔥 ประเด็นที่ 8: Keynesians ไม่ได้เชื่อในมนุษย์ แต่เชื่อในรัฐผู้ปกป้องมนุษย์จากตัวเอง
Rothbard เคยเขียนว่า:
“รัฐคือสถาบันเดียวที่สามารถใช้ความรุนแรงอย่างถูกกฎหมาย และมันจะไม่มีวันยอมลดอำนาจของมันเอง เว้นแต่จะถูกบังคับ”
ในระบบ fiat:
• รัฐสามารถสร้างหนี้ได้ไม่จำกัด โดยไม่ถามประชาชน
• รัฐสามารถลดค่าทรัพย์สินของคุณผ่านเงินเฟ้อ
• รัฐสามารถยึดทรัพย์คุณได้ภายใต้คำว่า “ชอบธรรม”
*Bitcoin Standard คือการออกแบบระบบที่รัฐ ไม่สามารถทำเช่นนั้นได้อีกต่อไป — โดยไม่ต้องยิงปืนแม้แต่นัดเดียว
มันคือ การออกแบบกฎของเกมใหม่ ที่ไม่ต้องให้รัฐอนุญาต
⸻
🔥 ประเด็นที่ 9: Hayek เตือนล่วงหน้าแล้ว — Fiat money จะนำไปสู่เผด็จการที่มองไม่เห็น
Hayek เคยเขียนในบทความคลาสสิก “The Denationalisation of Money” ว่า
“We will never have a sound money again until we take it out of the hands of government.”
ระบบ fiat ไม่ใช่ความก้าวหน้า แต่มันคือ กับดักอำนาจที่ทำให้ประชาชนไม่เห็นว่าตัวเองถูกควบคุม
• ประชาชนถูกเก็บภาษีผ่านการพิมพ์เงิน (inflation tax)
• ทรัพย์สินที่เก็บออมไว้ถูกกัดเซาะโดยดอกเบี้ยติดลบ
• ความยากจนถาวรถูกแต่งหน้าด้วยเงินช่วยเหลือชั่วคราว
Bitcoin ไม่เพียงหยุดวงจรนี้ — มันยัง บังคับให้รัฐแข่งขันด้วยความโปร่งใส เพราะไม่สามารถ “หลอก” ประชาชนได้ด้วยตัวเลข
⸻
🔥 ประเด็นที่ 10: การมีรัฐที่เข้มแข็งไม่ใช่ “ประชาธิปไตย” แต่คือ “technocracy” แบบนุ่มนวล
Keynesians ไม่เข้าใจว่า เศรษฐกิจแบบวางแผนส่วนกลางผ่านธนาคารกลาง (Central Planning) คือ “เผด็จการแบบไร้ทหาร” ที่ใช้ตัวเลขเป็นกระสุน และใช้คณะกรรมการนโยบายการเงินเป็นแม่ทัพ
Rothbard โต้กลับไว้ชัดเจนว่า:
“การวางแผนจากเบื้องบนย่อมล้มเหลวเสมอ เพราะไม่มีใครรู้ว่าประชาชนต้องการอะไรได้เท่าตัวประชาชนเอง”
Bitcoin Standard คือระบบที่:
• ไม่มีใครปรับดอกเบี้ยได้ตามอำเภอใจ
• ไม่มีใครเพิ่มอุปทานเงินโดยอ้าง “เสถียรภาพ”
• ไม่มีใคร bailout เพื่อนักการเงินที่เสี่ยงเกินพอดี
มันคือ การสิ้นสุดของ “พ่อมด” แห่งระบบการเงิน ที่ซ่อนตัวอยู่หลังม่านแบบใน The Wizard of Oz
⸻
🔥 ประเด็นที่ 11: “รัฐสวัสดิการ” ไม่ได้แก้จน — มันแค่ซื้อความยอมจำนน
Keynesians มักยก “รัฐสวัสดิการ” ว่าเป็นชัยชนะของมนุษยธรรม แต่ในสายตาเสรีนิยม:
• มันคือระบบที่หล่อเลี้ยงความยากจนไว้ เพื่อแลกกับเสียงเลือกตั้ง
• มันทำให้คนยอมสละอิสรภาพ เพื่อความมั่นคงเทียมที่รัฐสร้างขึ้น
• มันปล้นอิสระจากคนทำงาน เพื่อจ่ายให้ระบบที่ไม่ยั่งยืน
Mises เตือนว่า:
“Welfare state is a road to serfdom — not in chains, but in dependency.”
Bitcoin Standard ไม่ได้ปฏิเสธการช่วยเหลือกัน แต่ บีบให้การช่วยเหลือเป็นของจริง — จากชุมชน จากตลาด จากองค์กรที่มีประสิทธิภาพ — ไม่ใช่จาก Leviathan ที่พิมพ์เงินเอาใจผู้มีสิทธิเลือกตั้ง
⸻
🔥 ประเด็นที่ 12: การขอ “เครื่องมือบริหารเศรษฐกิจ” คือการขอเครื่องมือควบคุมมนุษย์
Keynesians เรียกร้องให้มี QE, Stimulus, Bailout เพื่อ “บริหารเศรษฐกิจ” แต่ในความจริง:
• ไม่มีใครสามารถ “บริหารเศรษฐกิจของมนุษย์นับล้าน” ได้จาก Excel sheet
• ไม่มีใครควรมีอำนาจระดับนั้น เพราะนั่นคือ กับดักของอำนาจเบ็ดเสร็จ ที่ไม่โปร่งใส
Bitcoin ตอบคำถามนี้โดยไม่พูดสักคำ:
“เอาอำนาจออกจากมนุษย์ ไปใส่ไว้ในคณิตศาสตร์”
เพราะคณิตศาสตร์ไม่โกหก
มันไม่มีอารมณ์ ไม่มีความโลภ ไม่มีแรงจูงใจแอบแฝง
มันทำให้เกมชัดเจน เท่าเทียม ไม่ต้องขอใคร
⸻
🔥 บทสรุปแห่งการโต้กลับ: Bitcoin ไม่ใช่ความฝัน — มันคือการเปิดโปงระบบที่เราถูกหลอกมา 100 ปี
Keynesians สร้างระบบที่ทำให้:
• คนต้องพึ่งรัฐ
• การออมกลายเป็นความผิดพลาด
• หนี้กลายเป็นเครื่องมือ “บริหารเศรษฐกิจ”
แต่ Bitcoin Standard สร้างระบบที่:
• ทุกคนต้องคิดระยะยาว
• รัฐไม่สามารถขโมยผ่านเงินเฟ้อได้อีก
• อำนาจถูกคืนสู่ประชาชนในระดับหน่วยที่เล็กที่สุด: individual sovereignty
“Bitcoin is not a protest. It’s a peaceful revolution. Not a theory. But an unstoppable protocol.”
— Austrian Bitcoiner
#Siamstr #nostr #Bitcoin #BTC