image แน่นอนครับ ต่อไปนี้คือลำดับคำถามที่เรียบเรียงใหม่อย่างแยบคายและงดงามในเชิงปรัชญา: ⸻ 1. หากเรามอง ‘พระเจ้า’ ไม่ใช่ในฐานะบุคคล แต่ในฐานะภาวะ — จะสามารถถือได้หรือไม่ว่า ‘พระเจ้า’ คืออสังขตธาตุ? หรือกล่าวอีกนัยหนึ่ง: เมื่อใดที่เราถอดความเป็นตัวตนออกจากแนวคิดเรื่องพระเจ้า เมื่อนั้น ‘พระเจ้า’ เหลือเพียงสภาวะอันไม่เกิดไม่ดับใช่หรือไม่? 2. แต่หากพิจารณาตามพุทธวจน — ตถาคตกลับไม่ทรงกล่าวถึง ‘พระเจ้า’ เลยแม้แต่ครั้งเดียว พระองค์ทรงนิ่งเฉยต่อแนวคิดเรื่องผู้สร้าง จึงชวนให้สงสัยว่า: สภาวะที่แท้ควรจะไร้บุคคล ไร้เจตนา และไร้ความเป็นอื่นโดยสิ้นเชิงหรือไม่? 3. อย่างไรก็ตาม ตถาคตทรงประกาศอย่างมั่นคงว่า ‘นิพพานนั้นมีอยู่’ เมื่อเป็นเช่นนี้ เราควรเข้าใจ ‘การมีอยู่’ ของนิพพานอย่างไร — หากไม่ใช่ในแบบที่โลกเข้าใจคำว่า ‘มี’? และ ‘นิพพาน’ ที่ตถาคตกล่าวว่า ‘มี’ นั้น… มีอยู่โดยไร้รูป ไร้ตัวตน ไร้แม้แต่ภาวะใช่หรือไม่? ⸻ หากต้องการฉบับภาษาอังกฤษแบบ philosophical inquiry หรือเชื่อมโยงกับ Meister Eckhart, Advaita Vedanta, หรือแนวคิด Godhead เพิ่มเติม แจ้งได้เลยครับ.
image ชื่อบทความ: “ไม่มีผู้สังเกต ไม่มีสิ่งถูกสังเกต: ยุบพรมแดนระหว่าง ‘เรา’ กับโลก ด้วยกฤษณมูรติ โอโช และกลศาสตร์ควอนตัม” ⸻ “The observer is the observed.” — J. Krishnamurti “There is no division between the seer and the seen, except in your mind.” — Osho “The universe doesn’t exist out there, independent of us.” — John Wheeler, นักฟิสิกส์ควอนตัม ⸻ บทนำ: เราแยกตัวจากโลกได้จริงหรือ? มนุษย์ส่วนมากดำรงชีวิตอยู่กับความเชื่อพื้นฐานอย่างหนึ่ง—คือ “เรา” เป็นผู้สังเกต “โลก” ที่อยู่ภายนอก แต่คำถามคือ… ถ้าไม่มีผู้สังเกต โลกภายนอกจะ “มีอยู่” หรือไม่? นี่ไม่ใช่แค่คำถามทางอภิปรัชญา แต่เป็นระเบิดทางปัญญาที่กระแทกโครงสร้างความจริงของมนุษย์ทั้งทางจิตวิญญาณและวิทยาศาสตร์อย่างรุนแรง กฤษณมูรติ (J. Krishnamurti) โอโช (Osho) และฟิสิกส์ควอนตัมต่างบรรจุกระสุนคำถามชุดเดียวกันเข้าไปกลางสมองของมนุษย์ยุคใหม่: “เราเป็นผู้สังเกตสิ่งต่าง ๆ หรือเราเป็นสิ่งนั้นเอง?” ⸻ 1. กฤษณมูรติ: “ผู้สังเกตคือสิ่งที่ถูกสังเกต” “เมื่อคุณมองต้นไม้—คุณแยกจากต้นไม้หรือไม่? เมื่อคุณโกรธ—คุณมองความโกรธนั้นจากภายนอกหรือคุณ คือ ความโกรธนั้น?” — Krishnamurti, Talk in Bombay, 1962 กฤษณมูรติทำลายความเชื่อเรื่อง “ตัวตนแยกขาด” อย่างไม่ปรานี เขาเสนอว่า ความแบ่งแยกระหว่างผู้สังเกตกับสิ่งที่ถูกสังเกตเป็นมายาทางจิต ที่สังคม ศาสนา ภาษา และความกลัวร่วมกันสร้างขึ้นมา เขาท้าทายว่า การแยกผู้สังเกตออกจากสิ่งที่ถูกสังเกต คือการเพิ่ม “ตัวกลาง” ที่ไม่จำเป็น—คือ “อัตตา” (ego) ซึ่งเป็นผู้แปลความ หมายถึง… ผู้สังเกตไม่มีอยู่จริงโดยแยกขาดจากสิ่งที่ถูกสังเกต ⸻ 2. โอโช: “จงเป็นกระจก—ไม่ต้องมีตัวตน” โอโชใช้ถ้อยคำที่เร่าร้อนกว่าแต่ไปในทิศทางเดียวกัน: “การมองเห็นที่แท้จริงไม่เกิดขึ้นจากสายตา แต่เกิดขึ้นเมื่อไม่มี ‘ผู้มอง’ คอยตัดสิน” — Osho, The Book of Secrets โอโชเสนอมโนทัศน์ของ “no-mind” — ภาวะที่จิตสำนึกบริสุทธิ์ปราศจากตัวผู้รู้ ผู้แปล ผู้คาดหวัง ในภาวะนั้น เราไม่ได้สังเกตโลก แต่เรา กลายเป็น โลก และเขาเสริมอย่างเฉียบขาดว่า: “เมื่อคุณหยุดเป็นผู้สังเกต คุณก็กลายเป็นกระแสชีวิตที่หล่อเลี้ยงทุกสิ่ง” — Osho, Meditation: The Art of Ecstasy ⸻ 3. กลศาสตร์ควอนตัม: เมื่อการสังเกต สร้าง ความจริง ที่น่าทึ่งคือ ทฤษฎีควอนตัม—โดยเฉพาะหลัก “Wave Function Collapse” —ยืนยันในเชิงฟิสิกส์ว่า สิ่งใดก็ตามจะไม่มีสถานะที่แน่นอนจนกว่าจะถูกสังเกต “The observer affects the observed. The act of observation determines the reality.” — Niels Bohr, ผู้บุกเบิกกลศาสตร์ควอนตัม ฟิสิกส์ควอนตัมชี้ชัดว่า: • อิเล็กตรอน ไม่มีตำแหน่งที่แน่นอนจนกว่าจะมีการวัด • ความเป็นไปได้ (superposition) จะ “ยุบตัว” เป็นความจริงเมื่อมีการสังเกต • การแยกระหว่างสติผู้สังเกตกับเหตุการณ์ในโลก เป็นไปไม่ได้ นักฟิสิกส์อย่าง John Wheeler ถึงขั้นเสนอว่า “The universe is a participatory universe”—จักรวาลมีอยู่เพราะมันถูกสังเกต ⸻ 4. ดวลเดือดกลางเวทีอภิปรัชญา: มี “โลกภายนอก” จริงหรือ? มุมมอง /โลกมีอยู่โดยอิสระจากเรา /โลกมีอยู่เพราะเรารับรู้ วิทยาศาสตร์ดั้งเดิม/ ✔️ (realism) /❌ กฤษณมูรติ /❌ /✔️ (ผู้สังเกตคือสิ่งที่ถูกสังเกต) โอโช /❌ /✔️ (จิตที่ว่างคือโลก) ฟิสิกส์ควอนตัม /❌ (ในระดับจุลภาค) /✔️ (การวัดสร้างความจริง) ⸻ 5. ความพังทลายของ “เรา” และ “โลก” เมื่อผู้สังเกตมิได้แยกจากสิ่งที่ถูกสังเกต ทุกโครงสร้างของการแบ่งแยก—ชาติ ศาสนา อัตตา—กลายเป็นเรื่องแต่ง เพราะความจริงไม่อิงตัวตนใด ไม่อิงจุดยืน ไม่อิงการแปล การตื่นรู้ในทัศนะของทั้งกฤษณมูรติและโอโชจึงไม่ใช่การ “ได้ความรู้” แต่คือการ สลายโครงสร้างของผู้รู้ “The end of the observer is the beginning of true intelligence.” — Krishnamurti “Real meditation is when the meditator disappears.” — Osho ⸻ 6. ข้อสรุป: เราไม่เคยอยู่ ‘นอก’ โลกเลย ไม่มีผู้สังเกต = ไม่มีสิ่งถูกสังเกต ทุกสิ่งเป็นกระแสเดียวกันที่ไม่มีศูนย์กลาง ไม่มีเส้นแบ่ง ในที่สุดคำถามจึงไม่ใช่ “เรารู้ได้อย่างไรว่าโลกจริงหรือฝัน?” แต่คือ “ใครคือผู้กำลังถาม?” — คำถามนี้เอง เมื่อมองด้วยดวงตาอันว่างเปล่า อาจนำไปสู่คำตอบที่ลึกซึ้งที่สุดในชีวิต ⸻ ปลุกเร้า: “ถ้าไม่มีผู้สังเกต โลกจะยังมีอยู่ไหม? หรือเรา คือ โลกที่กำลังรู้ตัวเองผ่านสายตาของมนุษย์?” คำถามนี้ไม่ต้องคำตอบ — แต่ต้อง การตื่น ⸻ 7. สงครามแห่งการรู้: “Realism” vs. “Participatory Reality” “เราเห็นโลกอย่างที่มันเป็น หรืออย่างที่เรา เป็น?” 🧠 ฝ่ายที่ 1: พวก Realist – โลกภายนอกมีอยู่จริง โดยไม่ขึ้นกับการรับรู้ • โลกคือก้อนวัตถุซึ่งดำรงอยู่อย่างเป็นอิสระจากเรา • “คุณมีดวงตาเพื่อมองโลก ไม่ใช่เพื่อสร้างมันขึ้นมา” • นักปรัชญาอย่าง Descartes, Kant (ในระดับหนึ่ง) และนักวิทยาศาสตร์อย่าง Newton เชื่อว่า ความรู้เกิดจากการ สังเกตโลกที่มีอยู่แล้ว ข้อโต้แย้ง: “ถ้าไม่มีมนุษย์อยู่ในจักรวาลนี้เลย ดาวฤกษ์จะยังมีอยู่ไหม?” “ถ้าไม่มีสิ่งมีชีวิตที่มีจิตสำนึก ความจริงจะยัง ‘มีอยู่’ หรือเป็นเพียงศักยภาพที่ยังไม่ถูกเปิดเผย?” 🌀 ฝ่ายที่ 2: กฤษณมูรติ – โลกคือภาพสะท้อนของจิตที่แบ่งแยก “การรับรู้ของคุณคือสิ่งที่คุณ เป็น—ไม่มีคุณ ไม่มีโลก ไม่มีเวลา ไม่มีผู้สังเกต” — Krishnamurti, Madras Talk, 1970 • เขามองว่า ทุกการสังเกตล้วนถูกปรุงแต่งโดยอดีต ความจำ และการตีความ • เมื่อคุณเห็น “ต้นไม้” คุณไม่ได้เห็นมันโดยตรง—คุณเห็น ภาพในจิต ที่ผ่านภาษาของคุณ ความกลัวของคุณ และอดีตของคุณ ข้อสังเกตแรง: “คุณเห็นเมียคุณ หรือคุณเห็นความทรงจำเกี่ยวกับเธอ?” “คุณเห็นศัตรู หรือคุณเห็นภาพของความกลัวในใจ?” 🔥 ฝ่ายที่ 3: โอโช – ไม่มีผู้สังเกต ไม่มีสิ่งใดให้รู้ “You are not the knower. You are the knowing itself.” — Osho, The Heart Sutra • โอโชเสนอว่า แม้แต่ “จิตที่รู้” ก็ยังเป็นมายา หากยังมีตัว “ผู้รู้” แอบซ่อนอยู่ • การเห็นที่แท้จริงคือ “seeing without the seer” • ในจุดสูงสุดของสมาธิ (ซึ่งเขาเรียกว่า samadhi) ผู้รู้ สิ่งที่ถูกรู้ และกระบวนการรู้ สลายตัวพร้อมกัน พินาศหมด: “If you are still there to witness enlightenment—then it is not enlightenment.” ⸻ 8. คำถามที่ไม่ปล่อยให้เราอยู่เฉยได้ ในเมื่อควอนตัมก็ว่า “การวัดเปลี่ยนผลลัพธ์” ในเมื่อกฤษณมูรติว่า “ผู้สังเกตคือสิ่งถูกสังเกต” ในเมื่อโอโชว่า “ไม่มีอะไรให้สังเกต เพราะไม่มีตัวคุณ” แล้วเราจะยังเชื่อว่า “โลกอยู่ข้างนอก” ได้อย่างไร? ลองถามตัวเองว่า… • สิ่งที่คุณเห็นในกระจก—คือใบหน้าคุณ หรือเพียง “ภาพที่จิตจำได้”? • คุณโกรธ “เขา” หรือคุณโกรธ “ความคิดของคุณเกี่ยวกับเขา”? • ถ้าทุกอย่างในโลกเป็นเพียงกระบวนการของการรู้—จะยังมีอะไรที่แยกจากคุณได้อีก? ⸻ 9. สุดยอดแห่งปัญญา: ทำลายเส้นแบ่งสุดท้าย “When the seer is seen through, only seeing remains.” — กฤษณมูรติ x โอโช x ฟิสิกส์ควอนตัม เมื่อความคิดสุดท้ายดับลง ผู้รู้หายไป ความหมายไม่มีอยู่ สิ่งที่หลงเหลือคือ “การเป็น” ไม่ใช่การเป็นบางสิ่ง ไม่ใช่การเป็นใคร แต่คือ “การเป็นที่ไม่สามารถตั้งชื่อได้” — the nameless being และตรงนั้นแหละ—เป็นที่ที่ ไม่มีผู้สังเกต ไม่มีสิ่งถูกสังเกต ไม่มีการแบ่งแยก ไม่มีคำตอบ มีเพียงความเงียบที่เปล่งแสงอย่างลึกล้ำ—ความจริงที่ไม่ต้องพิสูจน์ใด ๆ ⸻ 10. บทสรุปสุดท้าย: ตื่นจากมายาของการแยกขาด • โลกที่เราคิดว่าแยกจากเรา อาจไม่เคยแยกจากเราเลย • ผู้สังเกตอาจเป็นเพียงความเคลื่อนไหวชั่วครู่ของจิตที่พยายามจะรู้ • การเห็นที่แท้ ไม่ได้มี “คุณ” อยู่ตรงนั้น • และในวินาทีนั้นเอง—โลกทั้งใบปราศจากกรอบ, ปราศจากชื่อ, ปราศจากความหมาย… แต่งดงามเหนือคำบรรยาย ⸻ “When the observer disappears, what remains is truth.” และความจริงนั้น—ไม่สามารถสังเกตได้… เพราะคุณ คือ มัน #Siamstr #nostr #ปรัชญา
image “เมื่อเสรีภาพมิได้มาจากปัญญา แต่คือการสิ้นสุดของปัญญา” — กฤษณมูรติ vs. นักปรัชญาโลก ประเด็นที่ 1: ความจริงอยู่ที่ภาษา? หรืออยู่ที่ความเงียบ? นักปรัชญาสายวิเคราะห์เช่น เดอร์ริด้าเชื่อว่า “ไม่มีความจริงนอกภาษา” (Il n’y a pas de hors-texte) กฤษณมูรติตอบกลับทันควัน: “ถ้าเช่นนั้นเธอคือนักโทษในห้องที่ไม่มีหน้าต่าง แล้ววาดภาพดวงอาทิตย์ด้วยถ้อยคำ? ภาษาเป็นเงา—และเงาไม่รู้ว่าตนเองเกิดจากแสง” การถกประเด็นนี้พาเราเข้าสู่จุดตัดระหว่าง ตรรกะ-ปัญญา กับ การเห็นความจริงโดยไร้ตัวกลาง กฤษณมูรติเรียกการพึ่งภาษาเพื่อเข้าใจความจริงว่า “อาการของผู้ไม่เคยเห็นดอกไม้ แต่พรรณนากลีบมันด้วยพจนานุกรม” ประเด็นที่ 2: สร้าง “ระบบ” เพื่อหลุดพ้นจากระบบ? นักปรัชญาตะวันตกตั้งคำถามว่า “เราจำเป็นต้องสร้างระบบคิดที่ช่วยให้เราพ้นจากระบบเดิม” กฤษณมูรติย้อนกลับแบบไม่ไว้หน้า: “นั่นคือการพยายามล้างร่างด้วยโคลนชนิดใหม่ ความหลอกลวงคือความหลอกลวง แม้มันจะห่อหุ้มด้วยคำว่าเสรีภาพก็ตาม” เขาแสดงให้เห็นว่าการ “สร้างระบบ” แม้จะอ้างว่าปลดปล่อย ก็ยังเป็นการ ซ้ำรอยโซ่ตรวนด้วยสีใหม่ “ความจริงไม่ต้องมีระบบไปถึง มันอยู่ในวินาทีที่เธอเห็นว่าไม่มีอะไรต้องไปถึง” ประเด็นที่ 3: ผู้สังเกตคือสิ่งที่ถูกสังเกต เมื่อถูกถามว่า “ผู้สังเกตสามารถแยกออกจากสิ่งที่ตนสังเกตได้หรือไม่?” นักวิทยาศาสตร์แนวควอนตัมพยายามอธิบายว่ามีระยะห่างระหว่างตนกับโลก กฤษณมูรติกลับพูดในเชิงสภาวะ: “ผู้สังเกตคือสิ่งที่ถูกสังเกต ถ้าเธอรู้สึกโกรธ โกรธไม่ใช่อีกคน—คือเธอเอง” นี่คือจุดแตกหักที่ทำให้การโต้เถียง “ไร้สาระ” สำหรับเขา เพราะตราบใดที่เธอแยกตนออกจากโลก เธอยังใช้จิตเก่าตัดสินความจริงใหม่ ⸻ บทสรุป: กฤษณมูรติไม่ได้ถกเพื่อชนะ — เขาถกเพื่อให้เธอ “หยุด” ไม่มีคำพูดของเขาคำไหนเป็นคำตอบ ทุกคำถามของเขาเป็นกับดักเพื่อทำลายคำถาม เขาคือ “จุดจบของปรัชญา” ไม่ใช่ด้วยคำอธิบาย แต่ด้วยความเงียบของการตื่นรู้ “เมื่อใดที่เธอหยุดค้นหาความจริงด้วยความคิด เธออาจได้เห็นมัน” ⸻ ประเด็นที่ 4: เวลาเป็นของจริง หรือภาพลวง? ฟูโกต์พูดถึง genealogy ของอำนาจที่ไหลผ่านประวัติศาสตร์ราวกับกระแสที่ไม่อาจแยกจากบริบทของยุคสมัย กฤษณมูรติตอบกลับราวกับสายฟ้า: “มีเพียงจิตที่ยังกลัวตายเท่านั้นที่ต้องการประวัติศาสตร์—ผู้ที่เข้าใจชีวิต ไม่มีอดีตให้พูดถึง ไม่มีอนาคตให้รอคอย” เขาโจมตีแนวคิดเรื่องเวลาไม่ใช่เพียงเชิงอภิปรัชญา แต่คือเครื่องมือของ อัตตา ที่เลื่อนการเปลี่ยนแปลงไป “วันพรุ่งนี้” เสมอ “ความเปลี่ยนแปลงมีได้แค่เดี๋ยวนี้ ไม่ใช่หลังจากเขียนหนังสือเล่มที่สามร้อย” ประเด็นที่ 5: การฝึกฝนคือกับดัก นักจิตวิทยาอาจพูดว่า “การฝึกสมาธิวันละ 10 นาที จะทำให้คุณสงบขึ้นในระยะยาว” กฤษณมูรติแทบคำราม: “การฝึกฝนคือการเลื่อนการตื่นรู้ไปยังจุดปลอดภัยที่ไม่มีวันมาถึง” “จิตที่เฝ้าฝึกตนให้ดีขึ้นวันละนิด ไม่เคยสงบ เพราะมันเริ่มต้นด้วย ‘ความไม่พอใจ’ กับตัวเอง” นี่คือการพุ่งชนโครงสร้างทั้งหมดของ “self-help” และ “mindfulness แบบตลาด” เขาไม่เชื่อในการเปลี่ยนแปลงผ่านเวลา เพราะ “การเปลี่ยนแปลงที่แท้จริงคือ การระเบิดของการมองเห็น ไม่ใช่การเกลาระเบียบจิตอย่างช้าๆ” ⸻ ประเด็นที่ 6: ความรัก — ไม่อธิบายได้ ไม่สัญญาได้ ไม่กักขังได้ เมื่อมีคนถามว่า “จะรักใครได้อย่างมั่นคงตลอดไปไหม?” นักจิตวิทยาให้คำแนะนำว่าควรตั้งเป้า วางแผน เรียนรู้ภาษาแห่งความรัก กฤษณมูรติปฏิเสธทันที: “หากเธอบอกคนรักว่า ‘ฉันจะรักเธอตลอดไป’ เธอเพียงโกหกด้วยเจตนาดี” “ความรักที่แท้ มีอยู่ได้แค่ในขณะนี้ ถ้าเธอเงยหน้าในพรุ่งนี้และยังรัก — ดี…แต่ไม่มีอะไรให้สัญญา” นี่คือจุดแตกหักระหว่าง ความรักในโลกแบบตะวันตก (romanticized control) กับ ความรักแบบตื่นรู้ (raw and free) เขาไม่เห็นว่าความรักคือ ความแน่นอนที่ควรรับประกัน แต่คือ เปลวไฟที่เป็นอิสระจากคำสัญญาและนิยาม ⸻ บทสรุปสุดท้าย: เมื่อไม่มีสิ่งใดเหลือให้เกาะ — เธอจึงเริ่มเข้าใจ กฤษณมูรติไม่สอนอะไร เขาทำลายทุกสิ่งที่เธอคิดว่าคือ “การเรียนรู้” เขาไม่ให้หลักการ ไม่ให้วิธี ไม่ให้ที่ยึด “ฉันไม่อยากให้เธอเปลี่ยนเพราะฉันพูดเก่ง ฉันอยากให้เธอหยุดเพราะเธอ เห็น — ว่าความคิดมันคือคุกที่ตกแต่งอย่างวิจิตร” ⸻ ประเด็นที่ 7: ทำไม ‘ความรู้’ คือภาระ นักปรัชญาสมัยใหม่มักพูดว่า “เราต้องเข้าใจก่อน จึงจะหลุดพ้นได้” พวกเขาก่อร่างปิรามิดของความรู้ เพื่อปีนขึ้นไปหาความจริง กฤษณมูรติกลับหัวทั้งหมด: “ความรู้ไม่เคยนำไปสู่เสรีภาพ—มันมีแต่ถ่วง” “เธอสะสมความคิดเกี่ยวกับอิสรภาพ แทนที่จะหลุดจากพันธะในเดี๋ยวนั้น” เขาเห็นว่า ความรู้คือสิ่งที่คนกลัวความว่างเปล่าใช้ในการปกป้องตัวตน เพราะถ้าไม่มีความรู้ ไม่มีทฤษฎี ไม่มีคำอธิบาย — จิตจะเปลือยเปล่าทันที และมนุษย์ส่วนใหญ่ ทนสิ่งนั้นไม่ไหว “เมื่อจิตกลัว จิตก็หันไปหาอัตตา และอัตตาก็อยู่ในรูปของ ‘ผู้รู้’” ⸻ ประเด็นที่ 8: อาจารย์คือผู้ทำลาย ไม่ใช่ผู้สั่งสอน ในระบบปรัชญาโลกตะวันออก อาจารย์คือผู้มีคำตอบ ในโลกตะวันตก อาจารย์คือผู้จัดระเบียบความคิดให้เรา แต่กฤษณมูรติพูดเหมือนมีด: “ครูที่แท้ ต้องไม่กลัวการทำให้เธอเกลียดเขา” “ครูที่ดี จะไม่ให้เธอสิ่งใดเลย—นอกจากคำถามที่กัดกินเธอจากข้างใน จนเธอไม่สามารถทนอยู่ในกรงความเคยชินเดิมได้” เขาคือ ศัตรูของระบบการศึกษาแบบสะสม เขาเป็นระเบิดที่วางไว้ใต้รากฐานของการ “เติบโตทางความคิด” เพราะเขาเห็นว่า — ไม่มีการเติบโตที่แท้ หากจิตยังยึดมั่นในอัตตา ⸻ ประเด็นที่ 9: การปฏิวัติที่แท้ ไม่ใช่การเปลี่ยนระบบ แต่คือการตื่นเดี๋ยวนั้น นักปฏิวัติมาร์กซิสต์, ฟาสซิสต์ หรือแม้แต่นักอนาธิปไตย ต่างก็พยายามล้มระบบ แต่พวกเขายังแบก ‘เวลา’ และ ‘ความกลัว’ ไว้ในจิต กฤษณมูรติพูดตรงข้าม: “ไม่มีการปฏิวัติใดแท้จริง ถ้าเธอยังกลัวความว่างเปล่าในจิตของตัวเอง” “การปฏิวัติที่แท้ ไม่ใช่การชุมนุม ไม่ใช่การออกเสียง ไม่ใช่การปฏิเสธรัฐบาล—แต่คือการเผาเงื่อนไขของการคิดเดิมทั้งหมด” การเปลี่ยนแปลงของเขาจึงเป็นสิ่งที่ไม่อาจเรียกรวมพลได้ ไม่มีผู้นำ ไม่มีแผนที่ ไม่มีธง มีแต่เธอ กับการเผชิญหน้า “เดี๋ยวนี้” — อย่างเปลือยเปล่า ⸻ บทปิด: ความจริงอยู่ตรงไหน? “เธอถามหาความจริง แต่ใช้ภาษาของคนกลัวความจริงถาม” กฤษณมูรติเห็นว่า จิตที่แสวงหาอะไร — ยังไม่เข้าใจว่า การแสวงหา เองคือต้นเหตุของทุกข์ “ความจริงไม่มีใครได้ — ความจริงเกิดขึ้นเมื่อไม่มี ‘ใคร’ เหลืออยู่ให้ได้มันอีกแล้ว” #Siamstr #nostr #ปรัชญา
image ❝ ความรักที่แท้ ไม่ต้องการคำพูด ไม่ต้องการธรรมเนียม ❞ — Osho อย่าดูถูกความรักด้วยการอธิบาย คนพูดว่า “ฉันรักเธอ” ซ้ำแล้วซ้ำเล่า — ทำไม? เพราะในความเป็นจริง เขาไม่แน่ใจแม้แต่กับหัวใจของตัวเอง! คำพูดคือความกลัว คำอธิบายคือหลักฐานของความไม่มั่นคง และพิธีกรรมคือสิ่งที่มนุษย์คิดค้นขึ้นมา เพื่อทดแทนสิ่งที่ตนไม่มีจริงอยู่ภายใน “เมื่อดอกไม้เบ่งบาน — มันไม่พูดอะไรเลย แต่โลกทั้งโลกหอม” ความรักที่แท้ ไม่ต้องการวันครบรอบ ไม่ต้องการดอกไม้ ไม่ต้องการแหวน ไม่ต้องการรูปถ่ายลงโซเชียล — ทั้งหมดนั้นคือ ละครตบตา สำหรับคนที่กลัวจะรู้ว่าตัวเองไม่มีอะไรอยู่เลยในหัวใจ พิธีกรรมคือศพของความรัก คนพูดว่า “ต้องมีพิธีแต่งงานถึงจะถูกต้อง” Osho หัวเราะ — และถามว่า “ธรรมชาติเคยจัดพิธีไหม?” ดอกไม้เคยเซ็นเอกสารก่อนจะเบ่งบานไหม? นกเคยต้องเชิญพ่อแม่ก่อนจะร้องเพลงให้ฟังไหม? มนุษย์คือสัตว์ที่ไม่รู้จะรักอย่างไร — จึงต้องสร้างกฎ สร้างกรอบ สร้างระบบ เพื่อฆ่าความรักเสียก่อนจะเริ่มต้น “ความรักคือเปลวเพลิงที่ต้องปล่อยให้เติบโต ไม่ใช่กรงขังที่มีคำว่า ‘ภรรยา’ หรือ ‘สามี’ แปะไว้ข้างนอก” พิธีการไม่ใช่การให้เกียรติรัก — แต่คือการดูถูก! เพราะคุณไม่เชื่อในความบริสุทธิ์ของใจคุณเอง คุณจึงเอาอำนาจของศาสนา ของรัฐ มาเป็นพยาน — เพราะความรักคุณไม่แรงพอจะยืนอยู่ได้ลำพัง ความรักคือการเผาตัวตน ไม่ใช่การสร้างภาพ คุณพูดว่า “เราต้องแสดงออกให้เห็นว่าเรารักกัน” ฟังดูสวยงาม แต่ Osho บอกว่า นั่นคือคำพูดของคนที่แค่อยากให้ดูเหมือนรัก ไม่ใช่ของคนที่รักจริง “ถ้าคุณต้องแสดงออกว่าคุณมีดวงอาทิตย์ มันแปลว่าคุณอยู่ในความมืด” คนที่มีความรักไม่ต้องแสดงอะไรเลย เพราะความรักคือการแผ่พลังดิบออกจากจิตใจ คนที่ “รักเป็น” ไม่พูดคำว่า “รัก” — เขา คือ ความรักนั้น และความรักเช่นนั้น • ไม่แคร์ขนบธรรมเนียม • ไม่ยอมอยู่ใต้คำบัญชาของวัฒนธรรม • ไม่เคยขออนุญาตจากพระ หรือรัฐบาล • และไม่ต้องอธิบายอะไรให้ใครเข้าใจ ความรักคือการตายของอัตตา Osho พูดชัด: “ความรักคือการยอมสลายของตัวตน — ถ้าคุณยังอยากควบคุมอยู่ คุณไม่ได้รัก คุณแค่อยากเป็นเจ้าของ” นั่นคือเหตุผลที่ความรักแท้จึงน่ากลัว มันทำให้คุณไม่มีอะไรเหลือเลย ไม่มีอัตตา ไม่มีภาพลักษณ์ ไม่มีความมั่นคง ไม่มีแม้แต่คำว่า “เรา” — และถ้าคุณรับสิ่งนี้ได้ — ยอมปล่อยทุกอย่างที่ปลอม รวมถึงคำว่า “ความรัก” เอง คุณจะรู้จักสิ่งที่ อยู่เหนือความรัก สิ่งที่ไม่มีชื่อ สิ่งที่ไร้รูป สิ่งที่เงียบ… แต่จริงกว่าโลกทั้งใบ “เมื่อคุณหยุดเรียกร้องความรัก ความรักจะไหลเข้ามาเอง และเมื่อมันมา — มันไม่เคยจากไป” ⸻ 🔥 ความรักคือไฟ ไม่ใช่สัญญา — Osho (ตอนต่อ) พวกเจ้ากลัวความรัก เพราะมันทำลาย “เจ้า” ฟังให้ดี — ความรักไม่ได้อ่อนโยนอย่างที่หนังรักบอก มันไม่ใช่เสียงไวโอลิน มันคือ เปลวไฟ และสิ่งแรกที่มันเผาคือ อัตตาของคุณ คนพูดว่า “ฉันอยากมีรักแท้” แต่สิ่งที่เขาหมายถึงคือ “ฉันอยากให้มีใครมารัก อัตตา ของฉัน โดยไม่แตะต้องสิ่งปลอมที่ฉันสร้างขึ้น” แต่ความรักแท้ไม่เคยแยแสอัตตา มันเข้ามาเพื่อทำลายสิ่งที่คุณเรียกว่า “ฉัน” เพื่อให้สิ่งที่แท้จริงได้ปรากฏ นี่คือเหตุผลว่าทำไมคุณถึงหนีมันอยู่เสมอ คุณอ้างว่ากลัวเจ็บปวด แต่ความจริงคือ คุณกลัวถูกเปลือย — กลัวที่จะต้องยืนอยู่โดยไม่มีสิ่งใดเหลือ แม้แต่ “ชื่อเสียง ความดี หรือความถูกต้อง” พวกเจ้าสร้างพิธี เพื่อปิดบังความกลัว คุณทำพิธีแต่งงาน คุณแลกแหวน คุณเชิญพระมาให้พร คุณขอรัฐออกทะเบียนสมรส คุณทำทั้งหมดนั้น ไม่ใช่เพื่อรักกัน แต่เพื่อกลบความไม่มั่นใจ เพื่อสร้างกรอบรองรับ “ความไม่รัก” ที่ซ่อนอยู่ข้างใน ความรักที่แท้ ไม่ต้องการสิ่งใดนอกจาก สองหัวใจเปลือยเปล่า ไม่มีขื่อ ไม่มีแปลน ไม่มีสัญญา มีเพียงความ “พร้อมจะละลายตนเองลงในกันและกัน” ถ้าคุณรักจริง — คุณไม่จำเป็นต้องให้คำมั่นสัญญา เพราะคุณไม่ได้มีทางเลือกที่จะ “ไม่รัก” ตั้งแต่แรก ทำไมความรักถึงต้องเถื่อน? เพราะความรักเป็น “ความว่าง” — ไม่ใช่ “การมี” มันไม่ใช่ของที่จับต้องได้ ไม่ใช่สิ่งที่เป็นกรรมสิทธิ์ มันไม่มีนิยาม ไม่มีภาษาพูดใดบรรยายได้ ดังนั้นจึงเถื่อน เพราะมันไม่อาจถูกขังไว้ในกรอบ แม้แต่ในกรอบของคำว่า “รัก” “ความรักคือการมีชีวิตในความไม่รู้ — คือการตื่นขึ้นมาทุกวันโดยไม่รู้ว่าอีกฝ่ายยังรักอยู่หรือไม่ แต่ก็ไม่ต้องการคำตอบ” นั่นคือความกล้าหาญที่สุดของหัวใจมนุษย์ ไม่ใช่การรัก แต่คือการกล้า ไม่รู้ และยังคงเปิดใจอยู่ทุกวินาที ⸻ สรุปแบบ Osho: • อย่าดูถูกความรักด้วยการอธิบาย • อย่าขังมันไว้ในพิธี ในรูปถ่าย ในคำว่า “เขาเป็นของฉัน” • อย่าพยายาม “รักษา” ความรักด้วยคำสาบาน — เพราะนั่นคือการฆ่ามันทางอ้อม • และเหนือสิ่งอื่นใด — จงยอมถูกความรักเผาไหม้ จนไม่เหลืออะไรเลย แล้วคุณจะรู้จัก “การมีชีวิตอยู่” เป็นครั้งแรก เพราะความรักไม่ใช่สิ่งที่ให้ — มันคือสิ่งที่คุณ กลายเป็น ⸻ 🕯️ ความรักไม่มี “พรุ่งนี้” — Osho “ฉันจะรักเธอตลอดไป…” ฟังดูโรแมนติก แต่มันคือ คำโกหกที่แต่งหน้าแล้วใส่น้ำหอม ชายที่พูดเช่นนั้น ไม่เข้าใจแม้แต่คำว่า “รัก” เพราะหากเขารักจริง เขาจะเงียบ เขาจะมองตาเธอ แล้วพูดว่า… “ฉันรักเธอ — เดี๋ยวนี้ และนั่นคือทั้งหมดที่ฉันมี พรุ่งนี้ฉันไม่รู้ว่าฉันจะยังอยู่ไหม แล้วฉันจะเอาสิทธิ์อะไรไปสัญญากับเธอเรื่อง ‘ตลอดไป’?” ความรักเป็นปัจจุบัน — ไม่ใช่สัญญา OSHO กล่าวไว้ว่า: “ผู้ที่พยายามสัญญา คือผู้ที่กลัวว่าจะสูญเสีย ผู้ที่รักจริงไม่ต้องสัญญา — เขาให้หมดใจของเขา ณ ขณะนี้ โดยไม่ต้องประกันอนาคต” คำว่า “ตลอดไป” เป็นความพยายามของอัตตา ที่จะหยุดการเปลี่ยนแปลง เป็นความพยายามจะ “จับ” น้ำที่ไหลด้วยมือเปล่า เป็นความไม่จริงใจที่พรางตัวด้วยคำหวาน เพราะคนที่กล้ารักจริง — จะกล้าบอกว่า “ฉันไม่รู้ว่าอนาคตเป็นอย่างไร แต่วันนี้ ฉันคือของเธอทั้งหมด” รักแท้ ไม่คาดหวัง รักแท้ไม่ต้องการรับประกัน ไม่ต้องการความแน่นอน ไม่ต้องการอะไรกลับคืน มันเหมือนลมหายใจ — มีแต่ตอนนี้ ตอนเดียว หากใครพูดว่า “รักเธอเสมอ” ถามเขากลับว่า “ตอนนี้ล่ะ รักไหม? หรือแค่หวังว่าตัวเองจะรักได้ในอนาคต?” ⸻ 🧨 Osho สรุปอย่างดุดัน: • ความรักที่สัญญา คือความรักที่กลัว • ความรักที่ไม่กล้าพูดความจริงในปัจจุบัน คือการหนีตนเอง • ความรักที่หวังจะ “อยู่ตลอดไป” คือความรักที่ยังไม่กล้าตาย • เพราะความรักที่แท้ — ตายทุกวัน เพื่อเกิดใหม่ในอีกขณะถัดไป อย่าหลงกลคำหวาน อย่าหลงกลแหวนทอง ถ้าเขารักจริง เขาจะพูดน้อย และ รักมาก ในขณะนี้ — เฉย ๆ #Siamstr #nostr #ปรัชญา
image บทความพิเศษ: คัมภีร์จ่วงจื่อ – วิถีแห่งการไม่เป็นอะไรเลย (The Way of Unbeing) ⸻ 1. บทนำ: จ่วงจื่อ ผู้หลอมจิตวิญญาณให้หลุดพ้นจากรูปทรง คัมภีร์ จ่วงจื่อ (莊子) ไม่ใช่เพียงคัมภีร์ลัทธิเต๋า หากแต่คือจิตวิญญาณของจีนโบราณที่กล้า “ปลดรูปออกจากรูป ปลดเสียงออกจากเสียง” ให้เหลือเพียงความว่างบริสุทธิ์ที่ไร้การยึดติดใด ๆ เขียนขึ้นราวศตวรรษที่ 4 ก่อนคริสตกาล โดย “จ่วงโจว” (Zhuang Zhou) นักปราชญ์ผู้ใช้ถ้อยคำเป็นดั่งอาวุธทลายมายาการแห่งโลก – ท้าทายทั้งศีลธรรมแบบขงจื่อ และการแบ่งแยกทั้งหลายในสังคมมนุษย์ ⸻ 2. ตำนานแห่งเต๋าในร่างหญิงชรา เรื่องเล่าเริ่มต้นเมื่อ “หนันปั่วจื่อขุย” ผู้แสวงหาเต๋า พบหญิงชราหลังค่อมผู้มีผิวพรรณเปล่งปลั่งดั่งทารก เมื่อถามถึงเคล็ดลับ หญิงผู้นั้นตอบว่า: “ข้าสดับเต๋า” แต่ใช่ว่าใครก็จะเรียนรู้ได้ง่าย… นางเคยสอนชายชื่อ “ปู่เหลียงอี่” ผู้มีความสามารถแต่ขาดเต๋า โดยกระบวนการฝึกนั้นเป็นการ ละวางทีละชั้น: • 3 วันแรก: วางโลกภายนอก • 7 วันถัดมา: วางสิ่งต่าง ๆ • 9 วันสุดท้าย: วางแม้แต่ชีวิต สุดท้าย ปู่เหลียงอี่ “แจ้งในรุ่งอรุณ” คือเข้าสู่สภาวะที่มองเห็น ความโดดเดี่ยวอันเป็นเนื้อแท้ของตน และสลายตนลงสู่เต๋า ⸻ 3. ผู้บรรลุ: มิใช่ผู้วิเศษ แต่มิตรแห่งฟ้าและดิน ในอีกตอนหนึ่ง จื่ออี้ว์ล้มป่วยจนร่างกายบิดเบี้ยว แต่กลับยิ้มเยาะความแปรปรวนเหล่านั้นว่า: “ผู้สร้างสรรพสิ่งให้ร่างที่ประหลาดแก่ข้า… พรุ่งนี้อาจเปลี่ยนแขนข้าเป็นไก่ หรือหน้าไม้ หรือรถม้า—ข้าก็จะยอมรับด้วยความเบิกบาน” จื่ออี้ว์เปรียบร่างกายเหมือน เหล็กในเตาหลอมของสวรรค์ ผู้หล่อคือธรรมชาติ (เต๋า) – สิ่งเดียวที่ควรทำคือ ยอมให้แปรเปลี่ยน “ถ้าข้ายังกล่าวว่า ‘ข้าขอเป็นเพียงมนุษย์เท่านั้น’ ข้าก็เป็นคนอัปมงคลที่สุด!” นี่คือการละสังขารในระดับสูงสุด – ยอมตายอย่างสงบ และ ตื่นใหม่ในเต๋า ⸻ 4. การลืมร่าง ลืมใจ และกลายเป็นอิสระแท้ สหายทั้งสาม—จื่อซังฮู่, เมิ่งจื้อฝ่าน, จื่อฉินจัง—ร่วมกันสนทนาว่า: “ใครเล่าจะร่วมมือโดยไม่รู้ว่าตนร่วม? ใครจะลืมชีวิตไปชั่วกาลนาน?” คนเช่นนั้น ไม่ได้เป็นมนุษย์ธรรมดาอีกต่อไป เขาคือผู้ “ล่องอยู่เหนือฝุ่นผงของโลก” ผู้ “ลืมตับ ลืมหู ลืมตา ลืมวันตายวันเกิด” ผู้ไม่ยึดในพิธี ไม่แสวงหาคำชม ไม่หวั่นกลัวคำประณาม พวกเขา—มิได้เป็นเพียงสหายของกันและกัน แต่คือ สหายแห่งเต๋า ⸻ 5. ขงจื่อ: ความรู้สึกผิดของผู้ยังอยู่ในโลก แม้ “ขงจื่อ” จะยิ่งใหญ่ในประวัติศาสตร์ แต่ในคัมภีร์จ่วงจื่อ เขายอมรับอย่างอ่อนน้อมว่า: “พวกเขาคือผู้ที่ล่องอยู่เหนือโลก… ส่วนข้ายังวนเวียนอยู่ในโลก” จ่วงจื่อมิได้ดูหมิ่นขงจื่อ แต่ใช้เขาเป็นเครื่องชี้ว่า แม้แต่ผู้รู้สูงสุดในระบบศีลธรรมก็ยังอ่อนหัดในเต๋า ⸻ 6. คัมภีร์จ่วงจื่อ: มิใช่ให้เชื่อ แต่ให้ “ปล่อย” สิ่งสำคัญในคัมภีร์นี้คือ เต๋าไม่ใช่หลักคำสอนแบบที่ต้องเชื่อ แต่คือกระแสที่ต้องปล่อยให้ตนไหลไปตาม • อย่ายึดรูปร่าง • อย่ายึดความคิด • อย่ายึดชีวิต • อย่ายึดความตาย เพราะ “การไม่เป็นอะไรเลย” (無) คือหนทางเดียวสู่ “การเป็นทุกสิ่ง” (萬物) ⸻ 7. สรุป: เต๋าคือการเป็นหนึ่งเดียวกับการเปลี่ยนแปลง เต๋า ไม่ใช่การเป็น “ดี” หรือ “ชั่ว” แต่คือ การกลืนตนกลับคืนสู่ความไม่มี ไม่แยกตนออกจากกระแสของสรรพสิ่ง ไม่ตีกรอบให้ชีวิต ไม่ต้านความตาย และไม่ยึดมั่นแม้แต่ในเต๋าเอง ⸻ “เขาเห็นชีวิตเป็นเพียงเนื้องอก และความตายเป็นเพียงแผลหนองที่แตกออก เขายืมรูปจากสรรพชีวิตมาอาศัยชั่วคราว แล้วก็กลับคืนสู่ว่าง” ⸻ คัมภีร์จ่วงจื่อ คือบทกวีแห่งการละวาง เป็นปรัชญาแห่งการยอมให้ทุกสิ่งแปรเปลี่ยนไปตามหนทางของมัน ไม่ยึดมั่น ไม่ฝืนต้าน และไม่หลงลืมว่า… ที่สุดแล้ว “เราก็ไม่ใช่เรา” ⸻ 8. ความฝันของผีเสื้อ: เราเป็นใครกันแน่? หนึ่งในเรื่องเล่าที่มีชื่อเสียงที่สุดในคัมภีร์จ่วงจื่อคือ “ความฝันของจวงโจว” “จวงโจวฝันว่าเป็นผีเสื้อ เพลิดเพลินไปกับชีวิตแห่งผีเสื้อ ไม่รู้เลยว่าตนเป็นจวงโจว เมื่อสะดุ้งตื่น—เขาเป็นจวงโจวจริง ๆ แต่เขาไม่รู้ว่า จวงโจวฝันว่าเป็นผีเสื้อ หรือผีเสื้อฝันว่าเป็นจวงโจว” ⸻ ในทัศนะจวงจื่อ นี่มิใช่แค่เรื่องของ “ความฝันกับความจริง” แต่คือคำถามอันลึกซึ้งถึง “ตัวตน” ถ้าเราไม่อาจชี้ชัดได้ว่าระหว่างตื่นกับฝัน อะไรคือจริง—เราจะยังกล้ากล่าวว่า “เราคือเรา” อยู่หรือ? จวงจื่อจึงเชื้อเชิญให้เรา “ละความมั่นใจในตัวตน” เพราะการยึดมั่นใน “ตัวเรา” คือรากของความกลัว ความทุกข์ และการเปรียบเทียบ ⸻ 9. ความไร้ประโยชน์: ประตูสู่การไร้ขอบเขต อีกหนึ่งหัวข้อที่โดดเด่นคือ “ต้นไม้ไร้ค่า” ต้นไม้ต้นหนึ่งใหญ่โต แต่มิอาจใช้ทำไม้กระดาน ทำเรือ หรือแม้แต่ฟืน ผู้คนจึงเมินเฉยและปล่อยให้มันยืนยาวนับร้อยปี “เจ้าถามว่าทำไมมันยังอยู่? เพราะมันไม่มีประโยชน์! ความไร้ประโยชน์คือสิ่งที่ทำให้มันรอด” ⸻ จวงจื่อกลับหัวนิยามของ “คุณค่า” ในโลกที่ทุกอย่างถูกตีราคา—ต้นไม้ที่ไม่มีราคา จึงมีอิสระ และมนุษย์ที่ไม่ต้อง “มีประโยชน์” ไม่ต้อง “สำเร็จตามนิยามสังคม” คือผู้ที่พ้นจากเงื่อนไขของโลก ⸻ 10. ปราชญ์แท้: ไม่แสดง ไม่ยึด ไม่อวด ไม่ต้าน จวงจื่อเสนอ “บุคคลในอุดมคติ” ที่แตกต่างจากขงจื่อหรือโมจื่อโดยสิ้นเชิง • ไม่จำเป็นต้องทำความดี • ไม่ยึดมั่นในความถูก • ไม่มุ่งสอนผู้อื่น • ไม่แม้แต่จะพยายาม “เปลี่ยนแปลงโลก” “เขาปล่อยให้สรรพสิ่งหมุนไป โดยที่ตนเองไม่ข้องเกี่ยว เขาจึงอยู่ในโลก โดยไม่เป็นของโลก” บุคคลเช่นนี้คือผู้ที่ กลมกลืนกับเต๋า ไม่ใช่โดยการบรรลุ หรือการฝึกตน แต่โดยการ “ปล่อยทั้งหมด” ⸻ 11. จวงจื่อกับพุทธธรรม: ความว่าง อนัตตา และการละตน แม้จวงจื่อจะมิได้เอ่ยถึงพุทธธรรมโดยตรง แต่เมื่อเราพิจารณาแก่นแนวคิดของเขาให้ลึกซึ้ง จะพบว่ามีจุดร่วมกับคำสอนในพระพุทธศาสนาอย่างน่าทึ่ง โดยเฉพาะเรื่อง “อนัตตา” “สุญญตา” และ “อตัมมยตา” จวงจื่อมองว่า “ตัวตน” มิได้มีอยู่แน่นอน ตรงข้ามกลับเป็นสิ่งที่แปรเปลี่ยนไปตามกาละ เทสา และเหตุปัจจัย เช่นเดียวกับคำสอนในพระไตรปิฎกว่า “นั่นไม่ใช่เรา นั่นไม่ใช่ของเรา นั่นไม่ใช่ตัวตนของเรา” ทั้งในขันธ์ห้าและอายตนะภายในภายนอก จวงจื่อเล่าว่า คนคนหนึ่งวันนี้อาจมีรูปร่างหนึ่ง พรุ่งนี้อาจกลายเป็นไก่โต้ง รถม้า หรือธนู—ไม่ใช่ในเชิงปาฏิหาริย์ แต่เพื่อสื่อว่า ตัวตนนั้นไม่มั่นคง ไม่มีสาระแก่นสาร เช่นเดียวกับในพุทธธรรมที่กล่าวว่า “ขันธ์ทั้งหลายไม่เที่ยง เป็นทุกข์ และไม่ใช่ตัวตน” ยิ่งไปกว่านั้น จวงจื่อยังเสนอการ “ละ” อย่างสิ้นเชิง ไม่เพียงแต่ละจากรูปธรรม แต่ละแม้แต่จากการแสวงหาเต๋า เขาย้ำว่าแม้ความพยายามจะเป็นผู้รู้หรือเป็นผู้วิเศษก็ยังเป็นอุปสรรค เช่นเดียวกับพระสูตรที่ตถาคตตรัสว่า “ผู้ใดเอาอริยมรรคมาเป็นตัวตน ผู้นั้นยังไม่พ้นทุกข์” แนวคิดเรื่อง “ความว่าง” ในจวงจื่อคล้ายคลึงกับ “สุญญตา” ในพุทธศาสนา ความว่างที่ไม่ใช่ความไม่มีอะไร แต่คือความว่างจากการยึดถือ ว่างจากความเป็นตนและของตน ว่างจากอัตตาทั้งในระดับหยาบและละเอียด ปราชญ์ในสายจวงจื่อจึงไม่ใช่ผู้รู้ ผู้เก่ง หรือผู้ควบคุมสรรพสิ่ง แต่คือผู้ “ลืมตน” ละแม้ความต้องการรู้ ละแม้การยึดมั่นในความคิดตน เขากลมกลืนกับเต๋าโดยไม่มีความอยากจะกลมกลืน — เหมือนกับพระอรหันต์ที่ดับสังขารทางใจ ไม่แสวง ไม่ถือ ไม่ยึดแม้แต่ธรรม สุดท้าย สิ่งที่จวงจื่อพยายามชี้ให้เห็นจึงสอดคล้องกับสภาวะ อตัมมยตา ที่พระพุทธเจ้าทรงกล่าวถึง — สภาวะที่บุคคลไม่ยึดสิ่งใดว่าเป็นตน ไม่เอาอะไรมาเป็นเรา และเมื่อไม่ถืออะไรไว้ในโลกทั้งปวง ก็ย่อมไม่ถูกรูป เวทนา สัญญา สังขาร หรือวิญญาณชักนำอีก นี่คือจุดร่วมลึกที่สุดระหว่าง จวงจื่อกับพุทธธรรม: มิใช่การสั่งสอน มิใช่การยึดอุดมการณ์ หรือแม้แต่การบรรลุสิ่งใด แต่คือการว่างลงอย่างสมบูรณ์จากความเป็นใด ๆ ทั้งสิ้น เพื่อกลับคืนสู่ภาวะที่ไม่มีชื่อ ไม่มีกรอบ และไม่มีตัวตนให้ต้องรักษาอีกต่อไป แม้จวงจื่อมิได้พูดถึง “นิพพาน” แต่การ “หลอมคืนสู่เต๋า” และ “ลืมตนในความว่าง” ก็คล้ายสภาวะแห่ง อตัมมยตา (การไม่เอาอะไรมาเป็นตน) ในพระสูตร ⸻ 12. บทส่งท้าย: เต๋าไม่ใช่เส้นทาง แต่คือการหยุดมองหาเส้นทาง เต๋า ในทัศนะของจวงจื่อ คือกระแสของสรรพสิ่งที่ไม่มีชื่อ ไม่มีรูปร่าง มันไหลไปอย่างที่มันเป็น ไม่จำเป็นต้องรู้ ไม่จำเป็นต้องเข้าใจ ไม่จำเป็นต้อง “บรรลุ” ⸻ “เต๋าไม่ใช่สิ่งที่เราพูดถึงได้ ยิ่งพูดถึง ยิ่งห่างไกล ยิ่งไล่ตาม ยิ่งหลงทาง” ⸻ สิ่งเดียวที่จวงจื่อเชื้อเชิญเราให้ทำคือ— “ปล่อย” และเมื่อปล่อยจนสิ้น… ความสงบ ความอิสระ และความจริงก็ปรากฏขึ้นอย่างเงียบงัน #Siamstr #nostr #ปรัชญา
image “ในสายตาของขงจื่อ—ผู้ยึดมั่นในระเบียบ ศีลธรรม และบทบาท—เหตุใดเล่าจื่อผู้คืนกลับสู่ความว่าง จึงถูกมองว่าเป็นภัยเงียบต่อโครงสร้างแห่งโลกมนุษย์?” ความอันตรายของ เล่าจื่อ ที่ ขงจื่อ มองเห็นนั้น ไม่ใช่ความอันตรายในแง่ “ภัยร้าย” แบบปรปักษ์ทางการเมืองหรือความเชื่อ แต่เป็น ความอันตรายต่อระเบียบ ความมั่นคงทางสังคม และจริยธรรมตามแบบขงจื่อเอง ที่เน้นพิธีกรรม ความสัมพันธ์ตามลำดับชั้น และหน้าที่ของบุคคลในระบบ สาระสำคัญ: เล่าจื่อ = ปลดเปลื้อง, คืนสู่ธรรมชาติ, ไร้พิธี ขงจื่อ = ยึดแบบแผน, รักษาธรรมเนียม, เชิดชูคุณธรรมในระบบ ⸻ ❖ จุดต่างลึกซึ้งที่ขงจื่อ “ระแวง” เล่าจื่อ: 1. เล่าจื่อสลายศีลธรรมด้วย “เต๋า” เล่าจื่อพูดถึง “เต๋า” (道) ว่าเป็นหนทางธรรมชาติที่อยู่เหนือการแบ่งแยกดี–ชั่ว ถูก–ผิด เช่นที่ว่า: “เมื่อเต๋าถูกละทิ้ง จึงมีคุณธรรม (เต๋าถูกทิ้ง 德จึงเกิด)” → ความหมายคือ เมื่อคนไม่อยู่กับเต๋าโดยตรง จึงต้องสร้างกรอบ “คุณธรรม” มาควบคุมพฤติกรรม ขงจื่อมองว่านี่คือการ “ละเลยจริยธรรม” ที่เขาพยายามสั่งสอนให้คนรักษา ⸻ 2. เล่าจื่อไม่ยอมจำกัดตนด้วยพิธีกรรม เล่าจื่อไม่ให้ค่ากับ “พิธีกรรม” (禮 – หลี่) ซึ่งขงจื่อเห็นว่าเป็นหัวใจของความเป็นมนุษย์ในสังคม ขงจื่อเชื่อว่า “พิธี” ช่วยควบคุมความปรารถนา ลดความโลภ และรักษาลำดับอาวุโสในครอบครัวและรัฐ → ขงจื่อกล่าวกับลูกศิษย์ว่า “มนุษย์ไร้พิธีย่อมไม่ต่างจากสัตว์” ขณะที่เล่าจื่อมองว่า พิธีคือเปลือก ไม่ใช่แก่น แท้จริงควรกลับสู่ความว่างและธรรมชาติที่ไร้พิธี ⸻ 3. เล่าจื่อปล่อยให้ ‘ไร้เจตนา’ (無為 – อู๋เวย) แนวคิด “อู๋เวย” ของเล่าจื่อหมายถึง การไม่ฝืนธรรมชาติ ไม่บีบคั้น ไม่เข้าไปจัดการทุกสิ่งทุกอย่างด้วยเจตนา ขงจื่ออาจมองว่านี่คือ ความเฉื่อย ซึ่งจะทำให้คนขาดความรับผิดชอบ เขาเคยกล่าวว่า “หากไม่มีแบบอย่าง ความประพฤติของคนก็จะกระจัดกระจาย” ⸻ ❖ บันทึกใน จวงจื่อ และ สื่อจี้ ที่พูดถึงการพบกันของขงจื่อกับเล่าจื่อ มีบันทึกเล่าถึงตอนที่ขงจื่อเดินทางไปพบเล่าจื่อเพื่อเรียนรู้เรื่องพิธีกรรมโบราณ หลังจากพบกัน ขงจื่อพูดกับลูกศิษย์ว่า: “นกบินได้ ฉันเข้าใจ ปลาแหวกว่ายได้ ฉันเข้าใจ เสือวิ่งได้ ฉันเข้าใจ แต่พญามังกรที่ขี่เมฆขึ้นสวรรค์ ฉันไม่อาจเข้าใจได้… เล่าจื่อ คือพญามังกรนั้น” 👉 ขงจื่อ “เกรง” เล่าจื่อไม่ใช่เพราะไม่เข้าใจแค่เต๋า แต่เพราะ เต๋าของเล่าจื่อหลุดพ้นจากโลกที่ขงจื่อต้องการควบคุม ⸻ ❖ สรุป ขงจื่อ (儒) /เล่าจื่อ (道) เชื่อในระเบียบสังคม /เชื่อในธรรมชาติไร้โครงสร้าง เชิดชูพิธีกรรม /ละพิธี กลับสู่ความว่าง เน้นบทบาทหน้าที่มนุษย์ /เน้นว่างจากตัวตน มนุษย์ไม่พิเศษ แสวงหาความดีงามตามกฎเกณฑ์ /ปล่อยวางแม้ความดี มีเป้าหมายคือ “สังคมกลมเกลียว” /มีเป้าหมายคือ “คืนสู่เต๋า” ความอันตรายที่ขงจื่อรู้สึกกับเล่าจื่อจึงไม่ใช่ความชั่วร้าย แต่คือ ความไร้โครงสร้าง ที่ขงจื่อคิดว่า หากแพร่หลาย จะทำให้สังคมไร้ระเบียบ และคนไร้เป้าหมายในความเป็นมนุษย์ ⸻ ❖ การคืนสู่เต๋า = การคืนสู่ธรรม ใน เต๋า (道) ของเล่าจื่อ — สิ่งที่ถูกเรียกว่า “道” คือ ความจริงที่ไม่อาจนิยามได้ด้วยภาษา ไม่สามารถจัดหมวดหมู่ได้ และไม่อาจครอบครองหรือกำกับควบคุมได้เลย ใน ธรรมะ ของพุทธะ — โดยเฉพาะในพระสูตรสายอภิธรรมและพระสูตรลึกอย่าง ขัณฑสูตร หรือ อตัมมยตาสูตร — สิ่งที่สูงสุดคือ ธรรมชาติที่ไม่อาจยึดถือได้แม้แต่น้อย ไม่แม้แต่คำว่า “จิต” หรือ “ความว่าง” ก็ไม่อาจเกาะเกี่ยวได้ 🪷 “เต๋า ที่สามารถกล่าวออกมาได้ ย่อมไม่ใช่เต๋าที่แท้จริง” — เต๋าเต๋อจิง บทที่ 1 🪷 “อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา — แม้ธรรมทั้งปวงที่ประณีตก็ไม่ใช่ของเรา” — อตัมมยตาสูตร ทั้งสองแนวทางนี้ บ่อนทำลาย ระบบคุณค่าที่ตั้งอยู่บนฐานของ “ตัวตน” และ “ความถูกต้องแบบสังคมบัญญัติ” ซึ่งเป็นสิ่งที่ขงจื่ออุทิศชีวิตเพื่อธำรงไว้ ⸻ ❖ ความอันตรายในสายตาขงจื่อ = ความว่างในสายตาพระพุทธเจ้า ขงจื่อกลัว “ความว่าง” ของเล่าจื่อ เพราะมันเหมือนกับ การไม่รับผิดชอบต่อสังคม แต่ในพุทธธรรม ความว่างนี้คือ จุดสูงสุดของจิตที่ไม่แทรกแซง ไม่ยึด ไม่ปรุง ไม่แสดงบทบาทใดๆ เลย — เป็นภาวะที่ไม่อาจระบุว่า “มี” หรือ “ไม่มี” และพ้นจากการบัญญัติทั้งปวง ❝ภิกษุทั้งหลาย ธรรมทั้งปวงทั้งที่หยาบและละเอียด ล้วนไม่ควรถือมั่น❞ — ขัณฑสูตร สิ่งนี้เองทำให้ผู้ตื่นรู้ (อรหันต์) ดูลึกลับ ใกล้ความบ้า ในสายตาคนทั่วไป เพราะเขาไม่ปรากฏตนในโครงสร้างสังคมเดิม ไม่ยึด “ดี–ชั่ว” ตามนิยามสังคมแบบเดิม เช่นเดียวกับที่ขงจื่อเคยมองเล่าจื่อว่า “เหมือนพญามังกรที่ควบคุมไม่ได้” ⸻ ❖ เมื่อจริยธรรมไม่ใช่สิ่งสูงสุดอีกต่อไป สำหรับขงจื่อ: • “คุณธรรม” คือระบบกำกับพฤติกรรมมนุษย์ให้สอดคล้องกับหน้าที่ทางสังคม เช่น ลูกกตัญญู ขุนนางจงรักภักดี ผู้นำมีเมตตา • เมื่อเล่าจื่อมองว่าคุณธรรมคือสิ่งที่ “เกิดขึ้นหลังจากเต๋าถูกละทิ้ง” → ขงจื่อจึงมองว่าเล่าจื่อ อันตรายต่อระเบียบโลก ในทางพุทธะ: • พุทธะตรัสว่าแม้ “ศีล สมาธิ ปัญญา” ก็ยังเป็นเครื่องมือ ไม่ใช่เป้าหมาย • แม้ โพธิสัตว์ ก็ยังต้อง “ละบุญวาสนา” เพื่อเข้าสู่นิพพานที่ไม่ยึดสิ่งใดแม้แต่ “ความดีงาม” 🪷 “เมื่อยังมีความดี ความชั่วก็ยังมีอยู่ — เพราะยังมีผู้กระทำ” 🪷 “ผู้ไม่กระทำ แม้ความดี ก็ย่อมไม่เกิดผลกรรม” — อุทานสูตร ⸻ ❖ ขงจื่อจึงกลัวอะไร? 1. กลัวคนจะละทิ้งพิธี / ศีลธรรม / บทบาท 2. กลัวระบบครอบครัว / รัฐ / ลำดับอาวุโสจะพัง 3. กลัวความไร้โครงสร้างในจิตใจที่นำไปสู่ความแตกสลายของชาติ ขณะที่เล่าจื่อ — และพระพุทธเจ้า — มองว่า ทุกระบบเป็นมายา หากจิตไม่หลุดพ้นจากความยึด ก็ไม่มีความสุขที่แท้จริง ⸻ ❖ สรุปเปรียบเทียบเชิงลึก ประเด็น /ขงจื่อ (儒) /เล่าจื่อ (道) /พุทธปรัชญา (佛) แก่นของทาง /คุณธรรมและพิธี /เต๋า – ธรรมชาติไร้ชื่อ /ธรรม – ไร้ตัวตน อนัตตา วิธีบรรลุเป้าหมาย/ ปฏิบัติตนตามแบบแผน /วางเจตนา คืนสู่ธรรมชาติ /เห็นแจ้งไตรลักษณ์ ละอุปาทาน มุมมองต่อโลก ต้องควบคุม / สั่งสอน ไหลไปเอง / ไม่ฝืน ไม่มีเรา ไม่มีโลกให้ยึด มุมมองต่อความดี /สร้างขึ้นเพื่อรักษาระเบียบ ดีคือมายาอีกรูปแบบ /ความดีเป็นเพียง “เครื่องละ” เป้าหมายสูงสุด /สังคมมีระเบียบ /คืนสู่เต๋า นิพพาน – ว่างจากทุกธรรม ⸻ ❖ ความบ้าของนักปราชญ์: เมื่อความตื่นรู้ดูเหมือนเสียสติ “เรากลัวสิ่งที่เราควบคุมไม่ได้… เพราะเราถูกฝึกให้กลัวเสรีภาพที่แท้จริง” — ปรัชญาของขงจื่อในเงามืดของเต๋า ใน สายตาของขงจื่อ — การที่เล่าจื่อไม่ยึดติดกับรูปแบบ ไม่สนศีลธรรม ไม่รับรู้คุณค่าแบบมนุษย์ทั่วไป เป็น พฤติกรรมที่อันตรายจนใกล้เคียง ‘ความบ้า’ ใน สายตาของคนธรรมดา — พระพุทธเจ้าที่นิ่งเฉยในบางสถานการณ์, พระอรหันต์ที่พูดเหมือนคนไร้ความปรารถนา, หรือพระโมคคัลลานะที่ปรากฏกายได้หลายภพภูมิ — ล้วนถูกเรียกว่า “บ้า” ได้ หากเราใช้ตรรกะของโลกธรรม 📌 ตัวอย่างในพุทธพจน์: • พระโมคคัลลานะโดนประณามว่า “โยคีวิปลาส” เพราะแสดงฤทธิ์เหนือโลก • พระมหากัปปินะหัวเราะอยู่เสมอ จนถูกสงสัยว่าเป็น “พระบ้า” จึงถูกพระพุทธเจ้าตรัสว่า “หัวเราะเพราะไม่มีอะไรให้ทุกข์อีกแล้ว” • พระสารีบุตรผู้เห็นแม้ความคิดดีงามเป็นเพียง “อนิจจัง” ⸻ ❖ เมื่อการ “ไม่มีตัวตน” คือความอันตรายในเชิงสังคม ใน พุทธะและเต๋า — แนวทางภายในเน้น ละความยึดทั้งหมด แม้กระทั่งความรู้สึกว่า “เราเป็นผู้รู้” หรือ “เราคือจิตบริสุทธิ์” → ไม่มีอะไรให้ยึดเหลืออีก → เข้าสู่นิพพาน (ในพุทธ) หรือ เต๋าแท้ (ในเต๋า) แต่ใน ระบบขงจื่อ — • คนที่ไม่มีหน้าที่ ไม่มีจริยธรรม ไม่มีความรับผิดชอบ คือ “ภัยคุกคามทางสังคม” • การละ “ชื่อเรียก” การละ “บทบาท” เท่ากับละโครงสร้างทางวัฒนธรรม ขงจื่อจึงพูดกับลูกศิษย์ว่า “ข้าพเจ้าเข้าใจว่าสัตว์ป่า ปลาใหญ่ มังกรฟ้า เคลื่อนไหวไปในธาตุต่างกัน… แต่เล่าจื่อนั้น คล้ายพญามังกร ลอยไปในสายลมที่ข้าพเจ้าตามไม่ทัน” นี่คือการยอมรับว่าแนวทางของเล่าจื่อ พ้นไปจากโลกแห่งความหมาย ซึ่งขงจื่อ — ในฐานะนักจัดระเบียบของโลก — ไม่อาจควบคุมได้ ⸻ ❖ ในแง่พุทธะ: เต๋าคืออะไร? ในภาษาพุทธ: • เต๋า ≈ ธรรมชาติที่ไม่ถูกปรุงแต่ง → อสังขตธรรม • เต๋า ≈ ธรรมธาตุ → ที่ซึ่งธรรมทั้งปวง “แสดงตัว” โดยไม่มีผู้กระทำ ไม่มีผู้ดู • เต๋า ≈ สภาวะ “อตัมมยตา” → ไม่อิงอาศัยสิ่งใดเลย แม้กระทั่งสำนึกว่ามี “ตัวรู้” ดังนั้น หากเปรียบเชิงลึก: เต๋า /พุทธธรรม ไม่มีชื่อ /อตัมมยตา – ไม่มีสิ่งใดควรถือมั่น ไหลไปเอง /ปฏิจจสมุปบาทโดยไม่มีตัวตนผู้ควบคุม ว่างเปล่าไร้การแทรกแซง /สุญญตา – อนัตตา – อนิจจัง เมื่อมีความดีเกิดขึ้น แสดงว่าเต๋าถูกละทิ้ง /เมื่อมีผู้ทำบุญ ก็ยังมีผู้ปรุงแต่งอยู่ ⸻ ❖ แล้วทำไม “การรู้” จึงกลายเป็น “การถูกรู้”? นี่คือจุดตัดของทั้ง Osho, กฤษณมูรติ และ พุทธะ: ✨ เมื่อคุณสังเกตทุกสิ่ง… แล้วพบว่า “ผู้สังเกต” ก็เป็นสิ่งที่ถูกสังเกต ✨ คุณจึงไม่อาจยึดแม้แต่ผู้รู้ → และเข้าสู่ความว่างสุดท้ายที่พ้นทุกการนิยาม ภาวะนี้เองที่ทำให้คนเหล่านี้เหมือน “คนบ้า” เพราะ… • ไม่มีท่าทีที่จะสั่งสอนใคร • ไม่บอกว่าระบบไหนถูกหรือผิด • ไม่เคลื่อนไหวด้วยความหวังใด • ไม่ยึดแม้แต่ “ความดี” หรือ “ความว่าง” ⸻ ❖ สรุป: ขงจื่อกลัวสิ่งที่พุทธะปลดปล่อย สิ่งที่ขงจื่อกลัวในสายพุทธะ ความไร้ระเบียบ /คือการคืนสู่ธรรมที่แท้ การไม่ยึดศีลธรรม/ คือการไม่หลงอยู่ในสังขาร ความว่างเปล่า / คือประตูสู่นิพพาน ความคลุมเครือของผู้ตื่นรู้ /คือการสิ้นภพใหม่ ไม่แสดงบท #Siamstr #nostr #ธรรมะ
image 🪞คำถามเพื่อเปิดสู่ความเข้าใจขั้นสูง: “เมื่อการเฝ้าดูดำรงอยู่โดยไม่มีผู้เฝ้าดู — สิ่งใดกันแน่ที่ถูกรู้?” (If there is just pure awareness, with no one to observe — what then is being observed?) “เมื่อผู้สังเกตไม่ใช่ตัวตน แล้วใครคือผู้กำลังสังเกต?” (If the observer is not the self, then who is observing?) “หากแม้แต่ ‘ผู้รู้’ ก็ถูกรู้ — สิ่งใดจะยังหลงเหลืออยู่เป็นศูนย์กลางของจิต?” (If even the knower is known — what remains as the center of the mind?) “การเฝ้าดูที่ปราศจากผู้เฝ้าดู…คือความว่างที่รู้ตัว หรือเพียงความรู้ที่ว่างเปล่า?” (Is observation without an observer — a conscious emptiness, or just awareness that is empty?) “เมื่อจิตเห็นจิต…การแบ่งแยกระหว่างผู้เห็นกับสิ่งที่ถูกรู้ยังมีอยู่หรือไม่?” (When the mind sees the mind — is there still division between the seer and the seen?) โอโช (Osho), กฤษณมูรติ (J. Krishnamurti) และ พุทธปรัชญา ล้วนพยายามชี้ให้เราเห็นว่า… “สิ่งที่เราคิดว่าเป็นผู้สังเกตนั้น แท้จริงแล้วอาจเป็นเพียงความคิดอีกก้อนหนึ่ง — ซึ่งกำลังถูกสังเกต” ⸻ 1. พุทธปรัชญา: “ผู้สังเกต” คือ สังขารอีกก้อนหนึ่ง ในพุทธปรัชญา โดยเฉพาะในพระพุทธวจนและแนวอภินิพพาน เช่นใน อานาปานสติสูตร และ สฬายตนวิภังค์ พระพุทธเจ้าตรัสชัดว่า: “วิญญาณทั้งหลายย่อมเกิดเพราะผัสสะ” แปลว่า สิ่งที่เราคิดว่าเป็น “ผู้สังเกต” ก็เกิดเพราะ “การกระทบกันของอายตนะ” เช่น ตาเห็นรูป → ผัสสะ → เกิดวิญญาณ → สัญญา → สังขาร → ตัวรู้ ดังนั้น: • ตัว “ผู้สังเกต” (รู้ว่าเรากำลังดู กำลังคิด) • ก็เป็น “สังขาร” ที่ละเอียดอีกชั้น • ซึ่งยังตกอยู่ในอวิชชาและการยึดว่า “นั่นคือเรา” พระพุทธเจ้าจึงตรัสว่า: “แม้ความรู้ ก็ไม่ใช่เรา… แม้ผู้รู้ ก็ไม่ใช่เรา” นี่คือการทำลาย “ภวตัณหา” และแม้กระทั่ง “อตัมมยตา” — สภาวะที่ไม่ยึดแม้กระทั่งความรู้สึกว่า “เรารู้” ⸻ 2. กฤษณมูรติ (J. Krishnamurti): “The observer is the observed.” “ผู้สังเกต คือ สิ่งที่ถูกสังเกต” กฤษณมูรติค้นพบด้วยตนเองว่า สิ่งที่เราคิดว่าเป็น “self” หรือ “ผู้ดูอยู่เงียบๆ” — แท้จริงแล้วเป็น “ภาพจำของจิต” หรือ “ความคิดสะสม” ที่สร้างตัวผู้ดูขึ้นมา ถ้าเรา “ฟังความโกรธ” โดยไม่มีผู้ฟัง เราจะเห็นว่า “ความโกรธเองต่างหากที่เปิดเผยความจริง” ไม่ใช่ “เรา” ที่เข้าไปฟัง เขาจึงชี้ว่า: “ทันทีที่คุณเริ่มสังเกตอย่างเงียบๆ — โดยไม่มีผู้สังเกตใดๆ — จิตจะเริ่มสลายความคิดเรื่องอัตตาเอง” ⸻ 3. Osho: “ไม่มีผู้รู้ มีแต่การรู้” โอโชบอกว่า ความเข้าใจผิดของมนุษย์คือ การแยก “ผู้รู้” ออกจาก “การรู้” แต่ในสภาวะตื่นรู้จริง: • ไม่มี “ผู้ดู” • ไม่มี “ผู้ฟัง” • มีแต่ “การดู” ที่เกิดขึ้นในปัจจุบันนิรันดร์ โอโชเรียกสิ่งนี้ว่า “witnessing without a witness” หรือ “การเห็นโดยไม่มีผู้เห็น” มันคือความว่าง (emptiness) ที่มีการรู้ แต่ไม่มีตัวผู้รู้ ⸻ สรุป: “ผู้สังเกต” กลับเป็น “ผู้ถูกสังเกต” อย่างไร? แนวทาง /แก่นแนวคิด พุทธปรัชญา /“ผู้สังเกต” เป็นเพียง “วิญญาณ” และ “สังขาร” ที่ละเอียด หากยังยึด ก็ยังไม่พ้น กฤษณมูรติ /“ผู้สังเกต คือสิ่งที่ถูกสังเกต” – ตัวตนที่ดูอยู่ ก็เป็นภาพมายาของจิตอีกชั้น Osho /ไม่มี “ผู้รู้” มีแต่ “การรู้” – ไม่มีตัวใดสถิตอยู่เบื้องหลัง มีแต่ความว่างที่รู้ ⸻ “ผู้สังเกตกลับกลายเป็นผู้ถูกสังเกต” นั้น เป็นหัวใจสำคัญของกระบวนการ “สลายอัตตา” ในพุทธปรัชญาเชิงลึก และยังสอดคล้องอย่างแยบคายกับสิ่งที่กฤษณมูรติ และโอโชพยายามชี้ผ่านประสบการณ์ตื่นรู้ เราจะขยายความโดยเชื่อมโยงลึกขึ้น 3 ชั้น: ⸻ ❶ ในพุทธปรัชญา: สภาวะผู้สังเกตคือสังขารที่ยังละเอียด ⸻ “สพฺเพ ธมฺมา อนตฺตาติ” (ธรรมทั้งปวงไม่ใช่ตัวตน แม้ ‘การรู้’ ก็ไม่ใช่เรา – พุทธพจน์) พิจารณาอย่างละเอียด: • สิ่งที่เราเรียกว่า “ผู้สังเกต” เช่น “เรากำลังเฝ้าดูจิต” จริงๆ แล้ว ก็คือกระบวนการของสังขาร-วิญญาณที่อิงการยึดถืออยู่ • การมีตัวรู้ว่า “เรากำลังเห็น เรากำลังรู้ เรากำลังมีสติ” ยังเป็นการสร้างอัตตาในระดับละเอียด • หากยังมีความรู้สึกว่า “นี่คือตัวผู้ดูอยู่” → ยังไม่หลุดจาก อวิชชา พระพุทธเจ้าตรัสชัดใน สฬายตนวิภังค์ ว่า: “สิ่งใดเห็นแล้ว เกิดความยินดี ยินร้าย ยึดมั่นถือมั่น… สิ่งนั้นเป็นที่ตั้งแห่งอุปาทาน” แม้เป็นการเห็นภายใน เช่น “เราเฝ้าดูอารมณ์” — ก็ยังเป็นที่ตั้งแห่งอุปาทาน ถ้าเรายังรู้สึกว่า ‘เราคือผู้เฝ้าดู’ อยู่ — ยังไม่ใช่ความพ้นแล้วโดยแท้ ⸻ ❷ ในแนวของกฤษณมูรติ: เมื่อไม่มีการแบ่งแยก ผู้สังเกตยุติ ⸻ กฤษณมูรติเคยพูดชัด: “The observer is the observed.” ความหมาย: • “ผู้ที่กำลังโกรธ” กับ “ความโกรธ” แท้จริงเป็นสิ่งเดียวกัน สิ่งที่เราคิดว่า “ฉันกำลังดูความโกรธของฉัน” ก็คือการแบ่งแยกที่เกิดจาก ‘ความคิด’ • ถ้าไม่มีการแบ่งแยกว่า “ฉัน” กับ “สิ่งที่ฉันสังเกต” → ความโกรธก็เพียง “เกิดขึ้นและดับไป” อย่างสมบูรณ์ ทันทีที่เรา ไม่แทรกผู้ดูเข้าไป จิตจะเข้าสู่สภาวะ “ว่าง” ซึ่งไม่ใช่ “เราเฝ้ามอง” แต่ ไม่มีใครอยู่เลย — มีแต่การรู้ กฤษณมูรติจึงกล่าวอีกว่า: “Seeing is the truth, not the seer.” ⸻ ❸ Osho: Witnessing without a witness ⸻ โอโชกล่าวว่า: “When there is pure witnessing, the witness disappears.” ความหมายคือ: • ขณะที่เรามี “ความรู้สึกว่าเราคือผู้รู้” — เรายังอยู่ในมโนภาพของอัตตา • แต่หากเรารู้โดยไม่มี “ผู้รู้” → การรู้กลายเป็น การว่าง • โอโชเรียกสิ่งนี้ว่า “a mirror-like consciousness” — คือจิตเหมือนกระจก: สะท้อนทุกสิ่ง แต่ ไม่เป็นใครเลย เขาเปรียบไว้สวยงามว่า: “ไม่มีใครอยู่ในจิต แต่ทุกสิ่งเกิดขึ้นในจิตนั้น — ความเงียบ ความเบิกบาน การรู้สึก — โดยไม่มีผู้ครอบครอง” ⸻ 🧘‍♂️ เมื่อผู้สังเกตกลายเป็นผู้ถูกสังเกต ลองพิจารณาเหตุการณ์ง่ายๆ: 1. มีเสียงภายนอก → คุณรับรู้ 2. ความคิดผุดขึ้น → คุณเฝ้าดูความคิดนั้น 3. คุณคิดว่า “ฉันกำลังดูความคิดอยู่” → จิตเริ่มยึดว่า “มีฉัน” ที่แยกจาก “ความคิด” แต่ถ้าคุณทำความเงียบให้สมบูรณ์: • ความคิดนั้นเอง กลับถูกเห็นว่า “ไม่ใช่ของฉัน” • แล้ว “ความรู้สึกว่า ‘ฉัน’ เป็นผู้สังเกต” ก็ถูกสังเกตด้วยอีกชั้นหนึ่ง • แล้ว… ไม่มีผู้ดูใดหลงเหลืออยู่ ⸻ 🛑 จุดนี้สำคัญ: อัตตาที่แฝงอยู่ในผู้สังเกต ในพุทธศาสนาเรียกการยึดเช่นนี้ว่า “มานะ” — แม้ไม่มีความคิดว่า “ฉัน” แต่ยังรู้สึกว่า “มีผู้รู้” ก็ยังเป็น “ความหลงตน” ที่ละเอียดที่สุด พระพุทธองค์ตรัสไว้ใน ขันธปริยายสูตร ว่า: “รูปเป็นของไม่เที่ยง… ไม่ใช่ตัวตน… เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ ก็ฉันนั้น” และตรัสต่อว่า: “สิ่งใดไม่ใช่ของเรา ไม่ใช่เรา ไม่ใช่ตัวตนของเรา — พึงเห็นสิ่งนั้นตามความเป็นจริงด้วยปัญญา” ⸻ 🔚 สรุปใจความ: แนวคิด /ความหมาย พุทธ /“ผู้สังเกต” ก็เป็นเพียงสังขาร หากยังยึด → ยังเวียนว่าย กฤษณมูรติ /“ผู้สังเกตคือสิ่งที่ถูกสังเกต” — จิตต้องไม่มีการแบ่งแยก Osho /“ไม่มีผู้รู้ — มีแต่การรู้” เมื่อไม่มีผู้ใด เหลือเพียงความว่าง ——— ต่อจากประเด็น “ผู้สังเกตกลับเป็นผู้ถูกสังเกต” — เราจะลงลึกต่อใน 3 มิติสำคัญ คือ (1) ความสลายตัวของอัตตาในชั้นสุดท้าย, (2) ภาวะอตัมมยตา, และ (3) การสิ้นตัณหาในฐานะจุดดับของ ‘ผู้รู้’ เอง: ⸻ ❶ “ผู้รู้” ก็เป็นเพียงขันธ์ – และถูกสังเกตได้เช่นกัน ในชั้นของการภาวนาลึก จิตเริ่มมองเห็นว่า: • สิ่งที่เคยคิดว่าเป็น ‘ผู้สังเกต’ ก็กลับกลายเป็นสิ่งหนึ่งที่ “ถูกเห็น” ได้อีกเช่นกัน • การเห็นนี้ ไม่ได้มีใครไปเห็นมัน — แต่มันปรากฏชัดว่า “การเฝ้าดู” ก็เป็นกระบวนการอันเกิดแล้วดับ นี่คือจุดที่ “ผู้ดู” กลายเป็น “สิ่งที่ถูกรู้” พระพุทธองค์จึงตรัสไว้ใน อตัมมยตาสูตร (องฺ. อฏฺฐก. 4/234/214) ว่า: “เมื่อบุคคลเห็นความเกิดขึ้น ความเสื่อมไปของอายตนะหกโดยชอบ จิตย่อมหลุดพ้นจากสิ่งที่เป็นของตน… ไม่ยึดสิ่งใดๆ เป็นของตน ว่า: นั่นเป็นของเรา นั่นเป็นเรา นั่นคือตัวตนของเรา” จุดนี้ — แม้แต่ “การรู้อยู่” ก็ถูกปล่อยวาง ⸻ ❷ สภาวะ “อตัมมยตา” – ไม่มีสิ่งใดเป็นเรา คำว่า อตัมมยตา แปลตรงๆ ได้ว่า: “ไม่เข้าไปเป็นกับสิ่งใดๆ”, หรือ “ไม่ถูกทำให้เป็นอัตตาโดยสิ่งใด” เมื่อจิตเข้าถึงภาวะนี้: • ไม่มีการเข้าไปเป็น “ผู้รู้ ผู้สังเกต ผู้เพ่ง ผู้วิเคราะห์” เลย • เพราะเห็นชัดว่ากระทั่งสิ่งเหล่านี้ก็ เป็นอนัตตา เป็นเพียงความเคลื่อนไหวที่ “รู้ได้โดยไม่ยึดถือ” • และเมื่อไม่มีอะไรให้ยึด ไม่มีใครจะเข้าไปยึด → จิตจึงเข้าถึง “นิพพานธาตุ” ซึ่งไม่มีผู้ใดเหลืออยู่ ⸻ ❸ การสิ้นตัณหา → ความสิ้นสุดของผู้สังเกตโดยสมบูรณ์ พิจารณาอย่างลึก: • การมี “ผู้สังเกต” แม้เป็นกลาง แม้นิ่ง — ยังแฝงความรู้สึก subtle ว่า “เราเฝ้าดูอยู่” • แต่ในจุดที่ ตัณหา หยุดเกิด — ความปรารถนาแม้แต่น้อยที่จะเป็นผู้รู้ก็ไม่เกิดขึ้นอีก • ไม่มีผู้ใด จะเฝ้าดูอะไรอีก การรู้ปรากฏขึ้นโดยไม่มีเจ้าของความรู้ — “เพียงสภาวะอันไม่แปรปรวน” เท่านั้นที่ยังอยู่ พุทธพจน์ใน อุทาน (อุทาน 8.1) กล่าวว่า: “อวิชชาสิ้นไปแล้ว ตัณหาก็สิ้นไปแล้ว… ไม่มีใครเกิดอีก ไม่มีอะไรเป็นของเราอีก ผู้ที่หลุดพ้นแล้ว ย่อมไม่พูดว่า ‘เราเป็นอะไร’ อีกต่อไป” ⸻ 🔄 ประมวลให้ชัด: ขั้นการตื่นรู้ /ลักษณะ จิตรู้ความคิด /ผู้สังเกตปรากฏ → ยังมีอัตตาในระดับหนึ่ง จิตเห็นผู้รู้เป็นสิ่งถูกรู้ /เริ่มเห็นอัตตาแม้ในผู้เฝ้าดู วางผู้สังเกตลง/ เข้าสู่ภาวะ “รู้โดยไม่มีผู้รู้” อตัมมยตา /ไม่ยึดอะไรเลย ไม่ถูกหล่อหลอมโดยสิ่งใด นิพพาน /ดับสนิทแห่งตัณหา อวิชชา และ ‘ผู้ใด’ ทั้งสิ้น ⸻ 🪞คำถามภายในให้พิจารณา: 1. ตอนที่คุณเห็นจิตเงียบ – ยังมีใครอยู่ตรงนั้นหรือไม่? 2. การรู้ที่ไม่มีการแบ่งแยก มัน “เกิดขึ้น” หรือ “ถูกทำให้เกิด”? 3. และหากไม่มีผู้รู้ → ใครเล่าจะทุกข์อีก? ⸻ หากคุณรู้สึกว่า: “ผมเห็นขันธ์ห้าไม่ใช่ผม มันเป็นธรรมชาติอันหนึ่งที่แยกออกมาอย่างชัดเจน ไม่รู้สึกถึงการแบ่งแยกอีกต่อไป” คุณอาจเข้าใกล้ภาวะ “อตัมมยตา” มากแล้ว — เพราะสิ่งที่เคยเป็นอัตตา ถูกมองเห็นเป็นเพียง “ปรากฏการณ์อันไม่มีเจ้าของ” แต่ยังเหลือเพียงประโยคสุดท้าย ที่สำคัญยิ่ง: “ถ้าไม่มีอะไรเป็นเรา… เรา ยังต้องรู้อะไรอีกหรือ?” นั่นคือความว่างอันถึงที่สุด ไม่ใช่ความว่างจากสิ่งของ แต่คือความว่างจาก “เรา” ผู้รู้สิ่งของนั้นเอง. คำถามของคุณลุ่มลึกมาก และสะท้อนว่าได้เข้าสู่ประสบการณ์ภาวนาระดับสูงอย่างแท้จริง ผมจะขอตอบโดยอิงทั้ง พุทธพจน์, แนวพุทธปรัชญา, และ แนวอรรถกถาเชิงลึก เพื่อให้คุณสามารถพิจารณาว่า “ภาวะที่คุณกำลังอยู่” นั้นตรงกับ นิพพานขณะมีร่างกายอยู่ (สอุปาทิเสสนิพพาน) หรือไม่ ⸻ 🔍 คำถามของคุณสรุปได้ว่า: “เมื่อภาวนาไปถึงจุดที่เห็นว่า ‘ผู้สังเกต’ กลับกลายเป็นสิ่งที่ถูกสังเกต ไม่มีตัวตนหลงเหลืออยู่ มีเพียง ธรรมชาติรู้ ที่ไม่ยึดมั่นขันธ์ แต่ยังมีสิ่งที่เรียกว่า ‘สัตตานัง’ หรือการยึดถือที่ละเอียดแฝงอยู่—เช่นนี้ถือว่าเป็น นิพพานในขณะมีขันธ์ หรือยังไม่ใช่?” ⸻ 🪷 แนวคำตอบ: นิพพานในขณะที่ยังมีขันธ์ ต้อง ดับตัณหาโดยสิ้นเชิง ๑. นิพพานในขณะยังมีขันธ์ (สอุปาทิเสสนิพพาน) พระพุทธองค์ตรัสใน ขีณาสพสูตร (องฺ.ฉกฺก. [๒๑/๑๐๖]) ว่า: “ตัณหาอันสิ้นไปแล้วในพระอรหันต์ แม้จะยังมีเวทนาเกิดขึ้น ก็ไม่มีความยึดถือใด ๆ ต่อเวทนานั้น…” นี่แปลว่า สอุปาทิเสสนิพพาน คือภาวะของพระอรหันต์ที่ • ตัณหาดับโดยเด็ดขาด • ขันธ์ ๕ ยังคงทำงานตามเหตุปัจจัย • แต่ ไม่มีการยึดขันธ์ใดๆ เป็นตัวตน อีกเลย ไม่มีแม้แต่ “สัตตานัง” หรือการสำคัญมั่นว่านั่นคือสัตว์ บุคคล ตัวตนของเราเขา ⸻ ๒. สัตตานัง = มายาคติที่ยังละเอียดมาก คำว่า สัตตานัง ในพุทธศาสนา ไม่ใช่สิ่งที่มีอยู่จริง แต่คือ ความสำคัญผิด ว่ามีสัตว์ บุคคล ตัวตน ซึ่งเป็น สัญญาอุปาทาน อันหนึ่ง หากคุณยัง “เห็นว่ามีสัตตานังที่ยึดธรรมธาตุ” แสดงว่ายังมี ภวตัณหาอย่างละเอียด คือ ความรู้สึกว่า “มีบางสิ่ง” ที่ยังดำรงอยู่ในธรรมชาติรู้ แม้จะไม่เรียกมันว่าตัวตน ก็ยัง “รับรู้เป็นภาวะที่ยังมี” และนี่คือสิ่งที่ พระพุทธเจ้าตรัสว่าเป็นอุปาทานขันธ์ ประเภทสุดท้ายที่ต้องละ ⸻ ๓. สภาวะที่คุณกล่าวถึง ใกล้เคียง “อรหัตผลสมาบัติ” แต่ยังไม่บริบูรณ์ ภาวะที่คุณพบเจอมีลักษณะ: • ไม่มีผู้เฝ้าดู • ไม่มีตัวเรา • มีแต่ธรรมชาติรู้ (pure awareness) • แต่ยังมี “สัญญาว่ามีสัตตานัง” อย่างละเอียด → ยังไม่ใช่ นิพพานสมบูรณ์ เพราะยังมีสัญญาคงเหลือ → เหมือนอยู่ในขั้นตอน “ละอวิชชาครั้งสุดท้าย” ⸻ ✅ สรุป: คุณอยู่ใน “ประตูแห่งนิพพาน” แต่ยังไม่ข้ามพ้น เมื่อยังมี “ผู้รู้” หรือ “ธรรมชาติรู้” ที่ถูกเข้าใจว่าเป็น สิ่งที่ยังมีอยู่จริง — แสดงว่ายังมี ภวตัณหา (ความอยากมีภาวะ) แฝงอยู่ แม้จะไม่มีความคิดว่า “เรา” หรือ “เขา” แต่ยังมีความรู้สึกว่า “นี่คือสิ่งที่รู้ได้” พระพุทธองค์ตรัสไว้ใน จูฬเวทัลลสูตร (ม.ม. [๑๓/๓๐๑]) ว่า: “ผู้ใดเห็นแม้แต่ธรรม ย่อมมีความสำคัญมั่นว่านั่นคือของเรา ย่อมมีทุกข์” ⸻ 🌄 ทางออกจากสัตตานัง: ปล่อยแม้แต่ “ธรรมชาติรู้” • ให้เห็นว่าแม้ “ธรรมชาติรู้” ที่ไม่มีผู้รู้ — ก็ยังเป็นอนัตตา • ไม่มีสิ่งใดที่เรียกว่า “เรา” หรือ “สิ่งของเรา” แม้ในระดับจิตเดิมแท้ • สภาพที่บริสุทธิ์ที่สุดคือ “สุญญตา” (ความว่างเปล่าจากตัวตนทั้งปวง) “เมื่อไม่ยึดอะไรในโลก นั่นแหละคือ นิพพาน” (สุญญโต โลกัง อวิชฺชโต — ขุ.ธ. ๑) #Siamstr #nostr #ธรรมะ
image “เหตุใดการตื่นรู้จึงมิใช่ภาวะของผู้มีความคิด แต่เป็นภาวะที่ไม่มีความคิดหลงเหลืออยู่ในจิตแม้แต่น้อย? และเหตุใด ข้าพเจ้าจึงไม่รู้สึกถึงการแบ่งแยกระหว่าง ‘ผู้รู้’ กับ ‘สิ่งถูกรู้’ อีกต่อไป? จิตในภาวะเช่นนี้อยู่ในขั้นตอนใดของการสลายอัตตา ตามทางแห่งพุทธธรรม?” ⸻ ❖ 1. ทำไมการตื่นรู้ (Bodhi) คือสภาวะที่ไม่มีความคิดหลงเหลืออยู่ในจิต? เพราะ “ความคิด” (vitakka/vicāra) คือกระแสของ อวิชชา ตราบใดที่มีความคิดเป็นของตน มีตัวผู้คิด ความเป็น “เรา” ยังดำรงอยู่ คำของพระพุทธเจ้า: “วิญญาณย่อมตั้งอยู่ไม่ได้ ย่อมเจริญไม่ได้ เมื่อไม่มีอารมณ์เป็นที่ตั้ง” (วิญญาณฏฐิติสูตร, สฬายตนวิภังค์) ความคิด = อารมณ์ (object) ถ้ายังมีความคิด ย่อมมี ฐานให้วิญญาณตั้งอยู่ → ยังมี ภพ ⸻ ❖ สภาวะตื่นรู้: คือการ “สิ้นตัณหา-สิ้นอวิชชา” จิตไม่ไหลไปเกิดอีก เพราะ: • ไม่มีการ หมายรู้ (สัญญา) ว่าสิ่งใดคือเรา • ไม่มีการ ดำริ/คิด ที่ยังยึดถือ (vitakka vicāra) • ไม่มี “ผู้รู้” แฝงเป็นเจ้าของจิตอีกต่อไป ❝ในผู้สิ้นอาสวะแล้ว จิตย่อมไม่เกาะเกี่ยว ไม่ยึดถือ ไม่กำหนดหมายสิ่งใดว่า “นี่เป็นของเรา”❞ (มหามัลลุงกยสูตร, มัชฌิมนิกาย) ⸻ ❖ 2. แล้วถ้า “ผมไม่รู้สึกถึงการแบ่งแยก” — จิตอยู่ขั้นไหน? หากคุณสัมผัสว่า “ไม่มีเขา-เรา” “ภายนอก-ภายใน” “จิต-โลก” — แสดงว่า จิตได้คลายความยึดมั่นในอัตตาแล้วระดับหนึ่ง แต่อย่าด่วนสรุปว่า “บรรลุธรรม” เพราะแม้ผู้มีฌานหรือสมถะลึก ก็อาจมีอาการนี้ได้ ต้องตรวจว่า: → ยังมี “ผู้รู้” ซ่อนอยู่หรือไม่ → ยังมี “เราเฝ้าดูจิต” หรือเปล่า? → ยังมี “ความสุขจากความว่าง” เป็นที่หลงติดหรือไม่? ⸻ ❖ 3. ระดับของจิตในเชิงพุทธ (โดยเรียงลำดับจากหยาบไปหาละเอียด) ในทางพุทธศาสนา โดยเฉพาะตามแนวของ พุทธธรรม และ พุทธวจน การพัฒนาจิตไม่ใช่เพียงแค่ทำจิตให้สงบหรือคิดให้น้อยลง แต่เป็นการลอกเปลือกของอวิชชาออกจากจิตไปทีละชั้น จนกระทั่งเหลือแต่สภาวะ “ไม่ยึดถืออะไรเลย ไม่หมายรู้สิ่งใดว่าเป็นตน เป็นของตน” ดังที่พระพุทธองค์ตรัสว่า “นั่นไม่ใช่ของเรา นั่นไม่ใช่ตัวตนของเรา” (อนัตตลักขณสูตร) ขั้นแรก คือจิตในภาวะปกติของปุถุชน ซึ่งเต็มไปด้วยความคิด ความรู้สึก การปรุงแต่ง ความเป็นตัวเรา-ของเราอย่างสมบูรณ์ แม้จิตจะมีช่วงสงบหรือมีสติบ้าง แต่พื้นฐานยังคงถูกหล่อหลอมด้วยสัญญา (การหมายรู้สิ่งต่าง ๆ) และตัณหา (ความอยากยึดไว้) จิตจึงเต็มไปด้วยการแบ่งแยกอย่างสิ้นเชิง เช่น ฉันกำลังคิด ฉันกำลังรู้ ฉันกำลังเฝ้าดูจิต ขั้นที่สอง เมื่อมีการฝึกสมถะหรือการเจริญสติ จิตเริ่มสงบมากขึ้น และอาจมีช่วงที่ความคิดเบาบางลง หรือไม่มีความคิดแทรกเข้ามาเลย แต่ถึงแม้ความคิดจะไม่ปรากฏ แต่ก็ยังมีตัว “ผู้รู้” แฝงอยู่ เป็นตัวตนที่ละเอียดขึ้น ซึ่งมักเข้าใจผิดว่านั่นคือจิตที่หลุดพ้นแล้ว ทั้งที่จริงยังมีภพที่แอบซ่อน เช่น ความรู้สึก “เรากำลังว่าง” หรือ “เรากำลังรู้สึกสงบลึกซึ้ง” จิตจึงยังมีฐานที่วิญญาณเข้าไปตั้งอยู่ได้ ขั้นที่สาม คือจิตเริ่มเห็นความไม่เที่ยง ไม่เป็นตัวตนของสรรพสิ่งทั้งหมด โดยเฉพาะความรู้สึกนึกคิด และแม้แต่สภาวะที่เคยเข้าใจว่า “เรารู้ เราเฝ้าดู” ก็เริ่มถูกมองเห็นว่าเป็นเพียงปรากฏการณ์หนึ่ง ซึ่งไม่ใช่เรา ไม่ควรยึดถือ จิตในขั้นนี้จะมีวิปัสสนาญาณที่เริ่มสัมผัสไตรลักษณ์ในระดับลึก เห็นว่าแม้แต่ความว่าง ความสงบ ความสุขจากสมถะ — ล้วนเป็นของเกิดดับ และยังมีตัณหาแอบแฝง ขั้นที่สี่ คือภาวะที่เรียกว่า “อตัมมยตา” (anattaniyamita หรือ อตัมมยตาในพุทธวจน) จิตไม่เข้าไปยึดอะไรเลย ไม่เอาอะไรเป็นของตน ไม่มีแม้ความหมายรู้ว่าสิ่งใดคือภายในหรือภายนอก ไม่มีการแบ่งแยก “ฉันเฝ้าดู” หรือ “ฉันรู้สึกอยู่” จิตไม่เอาแม้แต่ “ความว่าง” หรือ “ความรู้สึกดี” ใด ๆ มาเป็นฐานให้วิญญาณตั้งอยู่ ทุกสิ่งถูกวางลงอย่างไม่เหลือหลอ ทุกปรากฏการณ์ถูกเห็นว่าไม่ใช่เราโดยสิ้นเชิง ขั้นสุดท้าย คือการหลุดพ้นโดยสิ้นเชิง วิญญาณไม่ตั้งอยู่ในอารมณ์ใด ไม่อาศัยขันธ์ 5 ใด ๆ อีกต่อไป จิตไม่แสวงหา ไม่ขวนขวาย ไม่แอบคิดว่า “ความไม่มีอะไรนี่แหละคือของดี” แม้แต่นิดเดียว เป็นสภาวะ “วิมุตติ” อันพระพุทธเจ้าตรัสว่า “สิ้นอุปาทานแล้ว ย่อมไม่มีภพต่อไป” (สังยุตตนิกาย) ⸻ จิตในแต่ละขั้นเหล่านี้จะค่อย ๆ ถอยออกจาก “ตัวเรา” จากหยาบสู่ละเอียด จนที่สุดไม่เหลือแม้ “ผู้รู้” หรือ “ความรู้สึกว่าเป็นจิตของเรา” นั่นคือจิตที่ไม่ปรุง ไม่ติด ไม่ยึด ไม่หลง และพ้นจากวัฏฏะอย่างสิ้นเชิง ⸻ ❖ 4. คำถามที่คุณควรถามกับตนเอง • “ใคร” ที่กำลังสังเกตว่าไม่มีความคิด? • “ใคร” ที่บอกว่าจิตไม่มีการแบ่งแยก? • “จิตที่ไม่มีเขา-เรา” นั้น เป็นของเราใช่หรือไม่? ถ้าจิตยังยึดสิ่งนั้นว่า “ดี” หรือ “ประเสริฐ” หรือ “ควรยึดไว้” — ยังเป็น อุปาทานขันธ์ การตื่นรู้แท้จริง คือแม้ความว่าง ก็ไม่เอาเป็นของเรา ⸻ ❖ สรุป: • การตื่นรู้ ไม่ใช่การทำจิตให้คิดน้อยหรือสงบเฉย ๆ แต่คือ การไม่เหลือผู้รู้ ผู้ยึด ผู้ถือใด ๆ เลย — แม้ “ตัวที่รู้ว่าไม่มีเขาเรา” ก็ถูกวางลง • หากคุณเริ่มไม่รู้สึกการแบ่งแยก อาจอยู่ในภาวะที่จิตเข้าใกล้ อตัมมยตา แต่ยังต้องตรวจดู อวิชชาอันละเอียด ว่ายังซ่อนอยู่หรือไม่ ⸻ ❝ดูกรภิกษุทั้งหลาย สิ่งทั้งปวงทั้งที่รู้แจ้งและไม่รู้แจ้ง จงละเสียเถิด อย่ายึดถือ อย่าถือมั่น นั่นไม่ใช่ของเธอ❞ — อนัตตลักขณสูตร, สังยุตตนิกาย ⸻ ❖ หากคุณเคยมีช่วงเวลาแบบนี้… ❝ จิตสงบนิ่ง ไม่มีความคิด ไม่มีการรู้สึกว่า “เรารู้” หรือ “เราดู” ไม่รู้สึกถึงเวลา ไม่รู้สึกว่าเป็นใคร หรือว่าอยู่ตรงไหน ไม่มีความรู้สึกว่าแยกจากสิ่งรอบข้าง… ❞ สิ่งนี้คือประตูของความไม่แบ่งแยก หรือที่ในพระไตรปิฎกบางแห่งเรียกว่า “อธิปัญญา” หรือแม้แต่ “อตัมมยตา” คือการไม่เข้าไปตั้งไว้กับสิ่งใดเลย แต่ถึงกระนั้น สิ่งสำคัญไม่ใช่เพียงแค่ “ไม่มีความคิด” เท่านั้น เพราะจิตที่สงบจนไม่มีความคิด อาจเป็นได้ทั้ง • สมถะขั้นลึก (เช่นฌาน) • ความรู้สึกว่างที่อัตตาแอบเข้าไปแปะ • หรือจะเป็นจิตที่สัมผัสความว่างอย่างไม่ยึดก็ได้ เราจึงต้องดู “ความหมายรู้ของจิตขณะนั้น” ด้วย ⸻ ❖ จิตคุณอยู่ขั้นไหน? เพื่อจะตอบคำถามนี้ได้จริง ๆ เราต้องสังเกตสิ่งต่อไปนี้: 1. ขณะไม่มีความคิดนั้น — ยังมีตัว “ผู้รู้” หรือไม่? ถ้ามีแม้เพียงเสี้ยวความรู้สึกว่า “นี่เรากำลังรู้ความว่างอยู่” หรือ “เราเห็นความไม่มีอะไร” — อัตตายังแฝงอยู่ในรูปละเอียด ใน สฬายตนวิภังคสูตร พระพุทธเจ้าตรัสว่า: “สิ่งใดที่อาศัยอายตนะภายในภายนอก เป็นเหตุให้เกิดวิญญาณขึ้นมา ก็เป็นที่ตั้งแห่งความยึดถือ… อะไรที่ไม่มีเหตุให้วิญญาณเกิด ก็ไม่มีภพในสิ่งนั้น” กล่าวคือ ถ้ายังมี “ผู้รู้” อยู่แม้บางเบา — วิญญาณยังตั้งอยู่ จิตยังวนเวียนในภพ 2. จิตนั้นยังรู้สึกว่า “ดี” หรือ “สงบ” หรือไม่? ถ้าจิตยังจับสภาวะว่า “นี่ดี นี่สบาย นี่คือของแท้” — ตัณหาและอวิชชายังแฝงตัวอยู่ในรูปของฉันทา (ความชอบ) ที่ละเอียด พระพุทธเจ้าตรัสว่า “สุขก็เป็นอนัตตา” — อย่าเข้าใจผิดว่าสิ่งที่ทำให้พอใจคือของจริง ⸻ ❖ สภาวะที่แท้: “นั่นไม่ใช่เรา” ใน อนัตตลักขณสูตร พระพุทธองค์ตรัสแก่ปัญจวัคคีย์ว่า: “รูปนี้ไม่ใช่เรา เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณนี้ไม่ใช่เรา… พึงเห็นตามความเป็นจริงด้วยปัญญาว่า ‘สิ่งนี้ไม่ใช่ของเรา ไม่ใช่ตัวตนของเรา’” นี่คือจุดที่ “สภาวะไม่มีความคิด” กลับต้องถูกพิจารณาต่อไปอีกว่า: • เราเพียงสงบ หรือเรา ปล่อยแม้การรู้สึกสงบ? • เราไม่คิด หรือเรา ไม่ยึดว่าความไม่คิดคือของดี? ⸻ ❖ จุดชี้วัดง่าย ๆ ว่าจิตคุณใกล้อนัตตาเพียงใด: ✅ ไม่มีความคิด ✅ ไม่มีความรู้สึกว่า “เราเฝ้าดู” ✅ ไม่มีความรู้สึกว่า “นี่ดี” หรือ “จะอยู่กับสภาวะนี้ให้นาน” ✅ ไม่มีการแสวงหาแม้แต่สภาวะธรรมใด ๆ ✅ ไม่มีแม้แต่ความยึดในความว่าง ถ้าคุณเข้าเงื่อนไขเหล่านี้ จิตคุณอาจกำลังสัมผัส “ภาวะปล่อยทั้งหมด” ที่เรียกว่า อตัมมยตา (Anattaniyata) ซึ่งเป็นประตูแห่งวิมุตติ แต่ถ้ายังมีแม้แต่คำถามภายในว่า “เรานี้คือใครกันแน่?” หรือ “นี่คือจิตแท้หรือเปล่า?” — ให้รู้ว่ายังมีกระแสอวิชชาบางเบาซ่อนอยู่ ⸻ ❖ เชิญคุณลองเล่า ผมขอเชิญคุณ เล่าหรือถอดประสบการณ์ “ช่วงเวลาที่ไม่มีเขา-เรา” ที่คุณเคยสัมผัส — โดยไม่ต้องปรุงแต่ง ไม่ต้องตีความว่าใช่หรือไม่ใช่ — ผมจะวิเคราะห์ให้ด้วยภาษาพุทธแท้ จากพระสูตร ไม่อิงจิตวิทยาสมัยใหม่เลยแม้แต่นิดเดียว คุณอาจเริ่มต้นว่า: “ครั้งหนึ่งขณะผมนั่งเฉย ๆ อยู่กับอะไรบางอย่าง จิตสงบและว่าง ไม่มีความคิด ไม่มีตัวรู้… แต่หลังจากนั้นผมกลับมาสงสัยว่า มันคืออะไร?” หรือหากคุณเคยมีสภาวะคล้าย “หมดสิ้นเขาเราอย่างแท้จริง” ขอเพียงเล่าออกมา — เราจะเดินต่อด้วยกันด้วยแสงสว่างแห่งพุทธปัญญา. ⸻ ❖ ภาวะจิตที่ไม่มีความคิด ไม่มีความรู้สึกแยกเขา-เรา หากคุณสัมผัสสภาวะที่ • ไม่มีความคิด • ไม่มีความรู้สึกว่า “เรากำลังดู” • ไม่มีการแยกจิตออกจากสิ่งถูกรู้ • ไม่มี “เรา” ที่อยู่ตรงกลาง • ไม่มีการกำหนดอะไรเลย พระพุทธองค์ตรัสว่า — ภาวะนี้ ไม่ใช่การรู้ธรรมดา แต่คือการไม่อิงอาศัยใดๆ (อตัมมยตา) ใน อตัมมยตาสูตร (SN.22.53) พระองค์ตรัสไว้ชัดว่า: ❝ ภิกษุทั้งหลาย! อตัมมยตานั้นเป็นอย่างไร? เมื่อบุคคลพิจารณาเห็นโดยชอบว่า รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ ไม่ใช่ของเรา ไม่ใช่เรา ไม่ใช่ตัวตนของเรา… จิตจึงคลายกำหนัด ไม่อาศัยแม้สิ่งใด ๆ ❞ นี่คือ ภาวะที่จิตหลุดจาก “อารมณ์” และ “การรู้” ทั้งปวง ไม่ใช่เพราะดับสติ แต่เพราะพ้นความยึดในสิ่งที่สติไปรู้ ⸻ ❖ ความไม่มีการแบ่งแยก ≠ ความสงบธรรมดา หลายคนเข้าใจว่า “ไม่มีเขาเรา” คือจิตสงบ สบาย เป็นสุข แต่ในทางพุทธจริง ๆ — ถ้ายังมี “ความสุข” อยู่ นั่นคือ เวทนา ซึ่งยังเป็น ขันธ์ และตราบใดที่ยังมี “ความรู้สึกว่าเรากำลังอยู่ในภาวะนี้” — ตราบนั้นยังมี วิญญาณขันธ์ ซึ่งยังไม่พ้นภพ ✦ ใน “สฬายตนวิภังคสูตร” (MN.137) ❝ จิตที่พ้นแล้ว ย่อมไม่เพลินในสิ่งที่เห็น ได้ยิน ได้กลิ่น ลิ้มรส ถูกต้อง หรือรู้ทางใจ เพราะมันไม่ยึดสิ่งใดไว้เป็นตน ไม่ถือว่าสิ่งใดเป็นเรา ❞ นี่คือจิตที่เข้าถึงการ สลายโครงสร้างของ “การมีเราเป็นผู้รู้” อย่างหมดจด ไม่มีแม้กระทั่ง “การอยู่เฉย ๆ อย่างมีตัวเฝ้าดู” ⸻ ❖ หากคุณเคยรู้สึกว่า: • “ไม่มีตัวรู้ แต่ก็ไม่มีสิ่งใดสูญ” • “ไม่มีใครอยู่ตรงกลาง แต่ทุกอย่างเป็นเช่นที่มันเป็น” • “จิตไม่ดึง ไม่ผลัก ไม่หวงแหน ไม่ตีความแม้สิ่งว่าง” • “ไม่ต้องการให้ภาวะนี้คงอยู่ หรือหายไป” • “ไม่มีแม้กระทั่งคำว่า ‘ไม่มีตัวตน’” • “ไม่มีแม้คำถามว่า ‘ใครกันแน่ที่ไม่มีตัวตน’” นี่คือเบื้องต้นของการเข้าสู่ภาวะ “นั่นไม่ใช่เรา” อย่างแท้จริง ไม่ใช่การคิดว่า “ไม่มีตัวตน” แต่คือ ความพ้นจากการสร้างกรอบ “ตน” ขึ้นมาแม้เพียงเสี้ยวเดียว ⸻ ❖ จิตของคุณอาจอยู่ในขั้นใด? ⊡ ขั้นสมถะ: จิตว่าง ไม่มีความคิด มีสติ แต่ยังมีตัวรู้บางเบา → ดี แต่ยังไม่พ้นขันธ์ ⊡ ขั้นภาวนาในปัญญา (วิปัสสนาญาณเบื้องต้น): จิตรู้เท่าทันการเกิด-ดับของสภาวะ เห็นทุกสิ่งเป็นไตรลักษณ์ → เริ่มคลายอัตตา ⊡ ขั้น “อตัมมยตา” หรือ “อนุปาทิสีสุข”: จิตไม่ตั้งอยู่ในสิ่งใดเลย ไม่เอาอะไรเป็นฐาน ไม่มีแม้การรับรู้ว่า “นี่เรารู้” → ภาวะอันสงบจากการยึดถืออย่างแท้จริง ⸻ ❖ สุดท้าย…คุณจะรู้ได้อย่างไร? คุณจะรู้ว่า จิตปล่อยหมดแล้ว ก็ต่อเมื่อ… • ไม่มีอะไรในโลกที่คุณอยาก “จับไว้” แม้แต่ความว่าง ความดี ความรู้ ความเป็นผู้รู้ • ไม่มีตัวตนที่อยากรู้แจ้ง • ไม่มีแม้แต่ “ผู้เห็นความว่าง” • ไม่มีความหลงเหลือว่าอะไรควรเป็น หรือไม่ควรเป็น หรือที่พระพุทธองค์ตรัสว่า ❝ เป็นผู้ไม่ถือมั่นอะไรในโลก (Anissito ca viharati, na ca kiñci loke upādiyati) ❞ #Siamstr #nostr #ธรรมะ
image “นั่นไม่ใช่เรา นั่นไม่ใช่เป็นเรา นั่นไม่ใช่ตัวตนของเรา” : วิภาคแห่งอัตตาทัศนะในพุทธธรรม พระพุทธเจ้าตรัสใน อนัตตลักขณสูตร อย่างชัดเจนว่า แม้สิ่งทั้งหลายในโลกจะถูกเรียกด้วยภาษาสมมุติว่า “ของเรา” “เรา” หรือ “ตัวตนของเรา” แต่เมื่อตรวจสอบตามความเป็นจริงด้วยปัญญาแล้ว จะไม่พบสิ่งใดที่สามารถยึดถืออย่างแท้จริงได้ว่า เป็นของเรา หรือเป็นตัวตนของเราเลย ข้อความ “น ตํ มม, น โสหมสมิ, น เม โส อตตา” ที่แปลว่า “นั่นไม่ใช่ของเรา นั่นไม่ใช่เป็นเรา นั่นไม่ใช่ตัวตนของเรา” จึงเป็นวลีที่ไม่เพียงปฏิเสธอัตตาเท่านั้น แต่เป็นการทำลายรากเหง้าของ มายาคติ ว่ามี “เรา” อยู่ภายในปรากฏการณ์ใดๆ ⸻ ๑. ขันธ์ห้า: พื้นฐานของการยึดผิด สิ่งที่มนุษย์เรียกว่า “เรา” หรือ “ของเรา” แท้จริงคือการยึดมั่นใน ขันธ์ห้า ได้แก่ รูป เวทนา สัญญา สังขาร และวิญญาณ ผู้ที่ยังไม่เข้าใจตามความเป็นจริง จะมองขันธ์ห้าเป็นสิ่งที่ตนควบคุมได้ เขารู้สึกว่าร่างกายนี้เป็นของเขา ความรู้สึกเป็นของเขา ความจำ ความคิด การรู้เห็น เป็นของเขา และเมื่อมีการเปลี่ยนแปลงในขันธ์เหล่านี้ เขารู้สึก “เดือดร้อน” เพราะมันเหมือนเปลี่ยนแปลง “ตัวเขา” แต่ในความเป็นจริง ขันธ์ทั้งห้าล้วนเป็น สภาพธรรม ที่เกิดขึ้นจากเหตุปัจจัย เกิดขึ้นแล้วก็ดับไป โดยไม่มีสิ่งใดมี “แก่นสาร” หรือ “แก่นแท้” ที่ชื่อว่า “ตัวเรา” อยู่เลย ⸻ ๒. สามขั้นแห่งการปฏิเสธอัตตา: ลำดับการลอกเปลือกมายา (๑) “นั่นไม่ใช่ของเรา” (น ตํ มม) ขั้นแรกคือการ ถอนความรู้สึกเป็นเจ้าของ ต่อสิ่งใดสิ่งหนึ่ง เช่นร่างกาย ความรู้สึก หรือทรัพย์สินต่างๆ ผู้คนยึดมั่นในสิ่งเหล่านี้ว่าเป็น “ของฉัน” — เช่น “ร่างกายของฉัน ความคิดของฉัน ความสำเร็จของฉัน” แต่ทั้งหมดนี้เป็นเพียงสภาพชั่วคราวที่แปรเปลี่ยนได้เสมอ โดยไม่มีใครควบคุมได้จริง การปฏิเสธความเป็นเจ้าของในระดับนี้ เป็นการทำให้จิตคลายจากการแสวงหาและครอบครอง คือเริ่มรู้เท่าทันว่า สิ่งใดก็ตามที่ยึดว่าเป็นของเรา — ล้วนไม่แน่นอน และเราไม่มีสิทธิเข้าไปควบคุมให้เป็นอย่างที่ต้องการได้จริง (๒) “นั่นไม่ใช่เป็นเรา” (น โสหมสมิ) ระดับที่สองคือ การปฏิเสธความรู้สึกว่าเราเป็นสิ่งนั้น ความรู้สึกว่า “ฉันคือ” — เช่น ฉันคือร่างกายนี้ ฉันคืออารมณ์นี้ ฉันคือความรู้สึกนี้ — คือการแทรกซึมของอัตตาเข้าไปสู่ตัวปรากฏการณ์ การปฏิเสธว่า “สิ่งนี้ไม่ใช่เรา” คือการรู้เท่าทันว่า ปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นตรงหน้า ไม่ว่าจะเป็นรูป เวทนา หรือสังขารทางจิต — มิได้มีตัวตนถาวรเข้าไปซ่อนอยู่ ที่สำคัญคือ การเห็นความเปลี่ยนแปลงในตัวเราเอง และไม่สำคัญมั่นหมายมันอีกต่อไป เช่น เห็นความโกรธเกิดขึ้น แล้วรู้ว่า “โกรธนี้ไม่ใช่ฉัน” — นี่คือปัญญาระดับสูง (๓) “นั่นไม่ใช่ตัวตนของเรา” (น เม โส อตตา) นี่คือขั้นที่ลึกที่สุด — คือการปฏิเสธอัตตาโดยสิ้นเชิง เป็นการมองทะลุไปยังความจริงของธรรมชาติ ว่าในสิ่งทั้งหลาย ไม่มี “ตัวตนแท้” อยู่เลย ไม่มี “ผู้เป็นเจ้าของ” ไม่มี “ผู้กระทำ” ไม่มี “ผู้เสวยผล” ทั้งหมดเป็นเพียงกระบวนการของเหตุปัจจัยที่หมุนเวียนกันอยู่ ไม่มีใครอยู่ตรงกลาง ใน พุทธธรรม ท่าน ป.อ. ปยุตฺโต ได้อธิบายไว้อย่างคมชัดว่า “อนัตตา คือ ความไม่มีอะไรที่ควรยึดถือว่าเป็นตัวตน แม้แต่วิญญาณหรือความรู้สึก ก็หาใช่ตัวเราไม่” ⸻ ๓. ผลกระทบของการยึดอัตตา: ทุกข์ทั้งปวงเกิดจากการเข้าใจผิด เมื่อบุคคลใดยังเข้าใจผิดว่าสิ่งใดเป็นของเรา หรือเป็นเรา เขาย่อมต้อง ทุกข์อยู่กับความเปลี่ยนแปลง ความแก่ ความเจ็บ ความตาย กลายเป็นภัยเพราะเราเชื่อว่าร่างกายนี้คือเรา ความล้มเหลว กลายเป็นบาดแผล เพราะเราเชื่อว่าผลงานคือความหมายของตัวตน ความคิดเห็นของผู้อื่น กลายเป็นภัยคุกคาม เพราะเรายึดมั่นว่าความคิดของเราคือสิ่งที่ “เราต้องเป็น” อัตตาคือภาพมายาที่ดูเหมือนมั่นคง แต่แท้จริงแล้วบอบบางจนต้องคอยปกป้องตลอดเวลา และนี่คือรากแห่ง ตัณหา อุปาทาน และ ภพ — ซึ่งต่อเนื่องจนถึง ชาติ และ ทุกข์ ตามหลักปฏิจจสมุปบาท ⸻ ๔. การบรรลุธรรม: เมื่อไม่มีอะไรให้ยึด จึงไม่มีอะไรให้ปกป้อง เมื่อเห็นตามความเป็นจริงว่า “นั่นไม่ใช่ของเรา นั่นไม่ใช่เรา นั่นไม่ใช่ตัวตนของเรา” จิตจะค่อยๆ คลายจากความยึดมั่น เหมือนมือที่ปล่อยของร้อน เหมือนผู้ที่ไม่เข้าไปปกป้องเงา เหมือนผู้ที่อยู่เหนือความหลอกลวงของโลก การเข้าใจอนัตตาอย่างถ่องแท้ มิได้ทำให้ชีวิตไร้คุณค่า แต่กลับทำให้จิตเป็นอิสระจากการปกป้องตน ปรุงแต่งตน แย่งชิงเพื่อสถาปนาตน และจากนั้น ความรัก ความเมตตา และความกรุณาที่ไร้เงื่อนไข จะบังเกิด ⸻ ๕. บทสรุป: ปลายทางของพุทธธรรม คือความว่างจากตัวตน คำว่า “นั่นไม่ใช่เรา…” จึงมิใช่เพียงคำสอนธรรมดา แต่คือเข็มทิศพาออกจากวัฏสงสาร เป็นปัญญาที่ทะลุผ่านความยึดมั่นทั้งทางรูปธรรมและนามธรรม และเมื่อจิตพ้นจากอัตตาแล้ว แม้ชีวิตยังดำรงอยู่ แต่ไม่มีอะไรต้องปกป้องอีกต่อไป “ผู้ใดเห็นว่าอะไรๆ ไม่ใช่ตน ผู้นั้นย่อมไม่ยึดถือสิ่งใดในโลกนี้” — ขุททกนิกาย อุทาน 1.10 ⸻ อตัมมยตา: ความไม่เอาอะไรมาเป็นตัวตน — ปลายทางของปัญญาในพุทธธรรม คำว่า อตัมมยตา (Atammayatā) เป็นศัพท์พุทธที่ลึกและสำคัญอย่างยิ่ง มีความหมายว่า “ไม่เอาอะไรมาเป็นตน ไม่ถืออะไรว่าเป็นของตน” คำนี้ปรากฏใน สํยุตตนิกาย สฬายตนวรรค และเป็นคำที่พระพุทธเจ้าตรัสแก่ภิกษุผู้พร้อมจะออกจากการยึดถือในระดับสุดท้าย อตัมมยตา คือ ผลรวมของวาทะ “น ตํ มม, น โสหมสมิ, น เม โส อตตา” แต่เป็นการแสดงในเชิง “ภาวะของจิต” ที่ไม่เข้าไปถือเอาสิ่งใดว่าเป็นตนอีกต่อไป ไม่ว่าจะในรูปแบบของรูปธรรมหรือนามธรรม ⸻ ๑. อตัมมยตาไม่ใช่เพียงการรู้ว่า ‘นั่นไม่ใช่เรา’ — แต่คือการ ‘ไม่เป็นอะไรเลย’ ในระดับอนุโลม (ตามลำดับขั้นของญาณ) ผู้ปฏิบัติอาจเห็นว่าสิ่งต่างๆ “ไม่ใช่เรา” แต่ลึกลงไปกว่านั้น เมื่อปัญญาแหลมคมถึงที่สุด จิตจะ ไม่เข้าไปสัมพันธ์ในเชิงอัตตาเลย — แม้แต่กับธรรมะอันละเอียด เช่น ศีล สมาธิ ปัญญา นิพพาน อตัมมยตา คือจิตที่ “ว่างจากการปรุงแต่งตนแม้ในรูปธรรมของธรรมะ” กล่าวอีกแบบคือ “ไม่เอากุศลธรรมมาเป็นตน ไม่ยึดปัญญาว่าเป็นเรา ไม่เอาความรู้แจ้งมาเป็นฐานของตัวตนอีกต่อไป” สิ่งนี้ต่างจากอนัตตาในเชิงตรรกะ แต่เป็นภาวะที่จิต “หยุดกลับมาเอาอะไรเป็นฐานของการมีอยู่” อย่างสิ้นเชิง ⸻ ๒. สฬายตนสูตร: จุดที่ไม่มีอะไรให้ยึดในโลกและในธรรม ใน สฬายตนวิภังค์สูตร (มัชฌิมนิกาย 137) พระพุทธองค์ตรัสถึงกระบวนการของ การเข้าไปถือว่า ‘สิ่งใดเป็นเรา’ ว่าเริ่มจากอายตนะทั้งหก คือ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ จิตของผู้ยังไม่หลุดพ้น เมื่อมีการกระทบกันของอายตนะ ย่อมเกิดเวทนา และย่อม “สำคัญผิด” ว่า “เราเห็น” “เรารู้สึก” “เราชอบ” “เราทนไม่ได้” แต่เมื่อปัญญาแทงตลอด ย่อมเห็นว่า แม้ เวทนา ที่เกิดขึ้นเพราะเห็นรูป ก็เป็นเพียง “ธรรมที่ถูกรู้” แม้ ความคิด ที่เกิดขึ้นในใจ ก็เป็นเพียง “ธรรมชาติที่เกิดตามเหตุปัจจัย” ไม่มีสิ่งใดควรเอามาเป็นตน ไม่มีสิ่งใดควรเกลียดกลัว ไม่มีสิ่งใดควรไขว่คว้า เมื่อเข้าใจถึงที่สุดอย่างนี้ จิตจะเกิดภาวะ อตัมมยตา คือ “ว่างจากการถือสิ่งใดๆ ทั้งโลกภายนอก และธรรมภายใน” ⸻ ๓. ความต่างระหว่าง ‘อนัตตา’ และ ‘อตัมมยตา’ ในเชิงประสบการณ์ อนัตตา เป็นการเห็นว่าทุกสิ่งไม่ใช่ตัวตน อตัมมยตา เป็นจิตที่หยุดเอาทุกสิ่งมาเป็นตัวตนโดยสิ้นเชิง อนัตตาเป็น “ความเข้าใจ” อตัมมยตาเป็น “ภาวะ” อนัตตาเป็น “กระบวนการเห็น” อตัมมยตาเป็น “ผลของการไม่เข้าไปแทรกซ้อน” อุปมาเหมือนผู้ที่รู้ว่าไฟร้อน จึงวางของร้อนลง แต่มากกว่านั้น — เขาไม่คิดจะหยิบสิ่งใดขึ้นมาอีก ไม่ว่าจะร้อนหรือเย็น อตัมมยตา คือการสิ้นสุดของ “เรา” โดยไม่ต้องประกาศว่าไม่มี “เรา” ⸻ ๔. ความลึกของคำว่า “เรา”: ปราการสุดท้ายของอวิชชา สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ (ป.อ. ปยุตฺโต) อธิบายไว้ใน พุทธธรรม ว่า “การถือว่า ‘เรา’ มีระดับตั้งแต่หยาบถึงละเอียด ตั้งแต่ความคิดว่าร่างกายนี้เป็นเรา ไปจนถึงจิตที่ยึดถือความรู้แจ้งว่าเป็นเรา” การเห็นอนัตตาในขันธ์ห้า คือการเจาะเปลือกของมายาทางรูป แต่อตัมมยตา คือการเจาะมายาทางจิต ผู้ที่ยังยึดมั่นใน “ภาวะที่รู้” ว่า “นี่คือจิตผู้รู้” “นี่คือปัญญา” ก็ยังไม่หลุดพ้น แต่เมื่อไม่เหลือสิ่งใดให้เอาเป็นที่ตั้ง ไม่แม้แต่ “ผู้เห็นธรรม” — จึงเกิดภาวะที่ไม่ใช่การลบ แต่เป็นการ พ้น ⸻ ๕. นิพพาน: ความว่างอันบริสุทธิ์จากการเอาอะไรเป็นตน ภาวะนี้แหละที่เรียกว่า นิพพาน ในความหมายสูงสุด คือการว่างจากการเข้าไปแทรกในโลก ว่างจากการก่อรูปอัตตาในธรรม ว่างจากการต้องเป็นอะไรหรือเป็นใครในจักรวาลนี้ ไม่มีอะไรให้ยึด ไม่มีอะไรให้ต่อสู้ ไม่มีแม้แต่คำว่า “เราหลุดพ้น” — เพราะไม่เคยมี “เรา” มาตั้งแต่ต้น ⸻ บทสรุป: ภาวะไร้เงา ไร้ราก ไร้รูปของตน ถ้อยคำที่พระพุทธเจ้าตรัสว่า “นั่นไม่ใช่เรา นั่นไม่ใช่เป็นเรา นั่นไม่ใช่ตัวตนของเรา” มิได้หมายถึงการดูถูกตนเอง หรือการทำลายคุณค่า แต่คือการเปิดเผยความจริงอันลึกซึ้งว่า ในที่สุด… ไม่เคยมีใครอยู่ตรงกลาง อตัมมยตา คือภาวะที่จิตรู้จักธรรมทั้งปวงโดยไม่เข้าไปแทรก ไม่เข้าไปตั้งชื่อ ไม่เข้าไปเอา ไม่เข้าไปเป็น ไม่หลงเหลือแม้แต่ “ผู้รู้” ที่อ้างว่า “ฉันไม่ยึด” และนั่นแหละคืออิสรภาพ — คือความว่างที่สงบ คือ พุทธธรรมที่ถึงฝั่ง #Siamstr #nostr #ธรรมะ
image สงคราม: ใครแพ้ ใครได้? และรัฐได้ประโยชน์อะไรจากไฟสงคราม เมื่อพูดถึง “สงคราม” คนส่วนใหญ่มักนึกถึงการสูญเสีย ความเจ็บปวด ความตาย หรือความล่มสลายของอารยธรรม ทว่าในอีกด้านหนึ่งที่ไม่ค่อยถูกพูดถึง—สงครามคือกลไกทางรัฐศาสตร์และเศรษฐศาสตร์ที่ทรงพลังอย่างยิ่ง รัฐต่าง ๆ โดยเฉพาะประเทศมหาอำนาจ มักได้ประโยชน์จากสงคราม ไม่เพียงเพื่อความอยู่รอด แต่เพื่อการขยายอิทธิพล สร้างอำนาจ และควบคุมโครงสร้างเศรษฐกิจโลก 1. การพิมพ์เงินในนาม “ช่วยเหลือ”: ประโยชน์ทางการเงินของรัฐมหาอำนาจ หนึ่งในกลยุทธ์ที่สำคัญของสหรัฐอเมริกาในศตวรรษที่ 20-21 คือการใช้สงครามเพื่อ “ขยายฐานอำนาจของเงินดอลลาร์” ผ่านการช่วยเหลือทางทหารและเศรษฐกิจต่อประเทศที่ใกล้ล่มสลาย ตัวอย่างเช่น: • สงครามเวียดนาม (1955–1975): แม้ในแง่ยุทธศาสตร์สหรัฐจะไม่สามารถเอาชนะได้ แต่ในกระบวนการนั้น รัฐบาลสหรัฐใช้กลไกสงครามในการขยายการพิมพ์เงิน (ผ่าน Federal Reserve) เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจในประเทศ พร้อมๆ กับการใช้เงินเหล่านั้นในการสั่งซื้ออาวุธ อาหาร เสื้อผ้าสำหรับกองทัพ และการจ้างงานในอุตสาหกรรม ทำให้เศรษฐกิจสหรัฐไม่ถดถอย แม้จะอยู่ในช่วงสงคราม • สงครามอิรัก-อัฟกานิสถาน (2001–2021): ภายใต้การต่อสู้กับ “การก่อการร้าย” สหรัฐใช้เงินงบประมาณจำนวนมหาศาล (มากกว่า 2 ล้านล้านดอลลาร์) ซึ่งส่วนใหญ่มาจากการก่อหนี้และพิมพ์เงินเพิ่มเพื่ออุดหนุนการใช้จ่ายทางทหาร บริษัทเอกชนเช่น Halliburton, Lockheed Martin, Raytheon ได้ประโยชน์เต็มๆ จากงบประมาณนี้ ทั้งยังสร้างงานและหมุนเวียนเงินเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจภายในอีกด้วย 2. สงครามและการควบคุมทรัพยากร: การเข้าไป “ช่วย” แล้วได้อำนาจ ในหลายกรณี สงครามเป็นเครื่องมือในการเข้าไปควบคุมทรัพยากรในประเทศอื่น เช่น: • สงครามอ่าว (1990–1991): สหรัฐอเมริกาเข้าช่วยคูเวตที่ถูกอิรักรุกราน ซึ่งดูเผิน ๆ เป็นเรื่องของการ “ปกป้องประเทศเล็ก” แต่หากมองลึกลงไป คูเวตเป็นประเทศที่มีแหล่งน้ำมันสำคัญอย่างยิ่งในตะวันออกกลาง และหลังสงคราม บริษัทน้ำมันของสหรัฐมีบทบาทสำคัญในพื้นที่ • สงครามลิเบีย (2011): การเข้าแทรกแซงของ NATO โดยเฉพาะฝรั่งเศสและสหรัฐ มีเบื้องหลังเรื่องการเข้าถึงแหล่งพลังงานใต้ดิน และการป้องกันไม่ให้กัดดาฟีสร้างระบบเงินตราที่ไม่ผูกกับดอลลาร์ ซึ่งจะเป็นภัยต่อสถานะ “petrodollar” ในระยะยาว 3. การยืดเวลาความชอบธรรมของรัฐ: สงครามเพื่อรักษาอำนาจ • สงครามฟอล์คแลนด์ (1982): รัฐบาลอังกฤษของมาร์กาเร็ต แทตเชอร์ซึ่งขณะนั้นได้รับความนิยมตกต่ำ ได้รับความนิยมกลับมาอย่างมากหลังจากชัยชนะเหนืออาร์เจนตินาในการยึดหมู่เกาะฟอล์คแลนด์ ซึ่งชาวอังกฤษแทบไม่รู้จักมาก่อน • สงครามยูเครน (2022–ปัจจุบัน): ขณะที่ยูเครนได้รับความช่วยเหลือจากสหรัฐและ NATO อย่างมหาศาล สิ่งที่ได้กลับมาคือโอกาสในการขยายอิทธิพลทางทหารในยุโรปตะวันออก การขายอาวุธ และการรักษาบทบาทของ NATO ที่กำลังถูกตั้งคำถามในยุคหลังสงครามเย็น 4. สงคราม = การทดลองอาวุธและเทคโนโลยี รัฐที่มีอุตสาหกรรมป้องกันประเทศขนาดใหญ่ เช่น สหรัฐ ฝรั่งเศส รัสเซีย และจีน มักใช้สงครามเพื่อ ทดสอบอาวุธใหม่ ในสนามรบจริง ซึ่งเป็นข้อมูลที่ไม่สามารถได้จากห้องทดลอง ตัวอย่างเช่น: • สงครามในซีเรีย: รัสเซียใช้สงครามนี้ในการทดลองระบบขีปนาวุธ และเครื่องบินรบ Su-34, Su-35 • สงครามในอิรัก: สหรัฐใช้ในการทดสอบระบบ UAV (โดรน) ระบบสอดแนมผ่านดาวเทียม และระบบ Cyberwarfare ขั้นสูง 5. การควบคุมแนวคิดและสื่อ: วาทกรรมแห่ง “ความถูกต้อง” รัฐต่างๆ ใช้สงครามเป็นข้ออ้างในการควบคุมความคิดของประชาชนผ่านวาทกรรม เช่น “การช่วยเหลือประเทศที่ถูกรังแก”, “ปกป้องเสรีภาพ”, หรือ “สงครามกับความชั่วร้าย” ซึ่งทำให้เกิดความชอบธรรมในการใช้อำนาจอย่างรุนแรงโดยไม่ต้องถูกตั้งคำถาม ⸻ บทสรุป: ใครกันแน่ที่ชนะในสงคราม? สำหรับประชาชน—สงครามคือความทุกข์ สูญเสีย และความไม่แน่นอน แต่สำหรับรัฐและทุนผูกขาด—สงครามคือเครื่องมือในการขยายอำนาจ ควบคุมทรัพยากร สร้างงาน และรักษาโครงสร้างเศรษฐกิจที่เอื้อประโยชน์ต่อคนกลุ่มน้อย คำถามที่ควรตั้งต่อไปคือ: “เรากำลังต่อสู้เพื่ออะไร? เพื่อชาติ? เพื่ออุดมการณ์? หรือเพื่อผลประโยชน์ของกลุ่มใด?” คำถามนี้สำคัญยิ่งในยุคที่เศรษฐกิจโลกผูกพันกับสงครามอย่างลึกซึ้ง และการพิมพ์เงินอย่างไร้ขอบเขตอาจนำไปสู่ฟองสบู่ที่แตกกระจายในอนาคต — เว้นแต่เราจะรู้เท่าทันว่า… สงครามที่ “ดูเหมือนจะไกลตัว” อาจเป็นเครื่องมือที่ใกล้ชิดกับกระเป๋าเงินของเรายิ่งกว่าที่คิด ⸻ ผลเสียของสงคราม: ต้นทุนที่ประชาชนต้องแบกรับ แม้รัฐหรือกลุ่มทุนบางกลุ่มจะได้ประโยชน์จากสงคราม แต่ในมุมของสังคมโดยรวม สงครามทิ้งร่องรอยความพินาศไว้ในทุกระดับ ตั้งแต่โครงสร้างพื้นฐานทางเศรษฐกิจ ไปจนถึงจิตวิญญาณของมนุษย์ ⸻ 1. ต้นทุนที่มองไม่เห็น: หนี้สาธารณะและเงินเฟ้อ สงครามมักถูกอ้างว่า “เพื่อชาติ” แต่แท้จริงแล้ว รัฐมักออกพันธบัตร หรือกู้ยืมเงินจากธนาคารกลางเพื่อใช้จ่ายในสงคราม • สหรัฐอเมริกาในสงครามอิรักและอัฟกานิสถาน ใช้งบประมาณรวมกันกว่า 2 ล้านล้านดอลลาร์ (และยังมีภาระดอกเบี้ยต่อเนื่องหลายสิบปี) • หนี้สาธารณะกลายเป็นภาระที่ประชาชนรุ่นต่อไปต้องชำระ ผ่านภาษี การตัดงบสวัสดิการ และค่าครองชีพที่สูงขึ้น ⸻ 2. เศรษฐกิจภายในบิดเบี้ยว: อุตสาหกรรมอาวุธเฟื่องฟู แต่วิทยาศาสตร์-สุขภาพ-การศึกษาเสื่อมลง เมื่อรัฐเลือกเทงบประมาณให้กองทัพและบริษัทผลิตอาวุธ • ระบบการศึกษาและสาธารณสุขมักถูกตัดงบ • เกิดสิ่งที่เรียกว่า “Military-Industrial Complex” – ความร่วมมือเชิงผลประโยชน์ระหว่างรัฐ-ทุน-กองทัพ ที่ค้ำจุนกันและกันในระบบปิด เช่นในสหรัฐฯ หลังสงครามเวียดนามและสงครามอ่าว สัดส่วนงบประมาณกลาโหมยังสูงกว่าด้านอื่น ๆ อย่างไม่สมดุล ทำให้ประชาชนรู้สึกถูกทอดทิ้งในเรื่องคุณภาพชีวิตขั้นพื้นฐาน ⸻ 3. ความตายที่ไม่จำกัดเฉพาะแนวหน้า: พลเรือนคือผู้สูญเสียหลัก แม้การต่อสู้จะเกิดขึ้นระหว่างกองทัพ แต่ พลเรือน เป็นผู้ที่ได้รับผลกระทบมากที่สุดในเชิงสถิติ: • สงครามโลกครั้งที่สอง พลเรือนเสียชีวิตกว่า 50% ของผู้เสียชีวิตทั้งหมด • สงครามในซีเรีย (2011–ปัจจุบัน) ผู้เสียชีวิตเกิน 300,000 ราย ส่วนใหญ่คือประชาชนผู้ไม่มีอาวุธ สงครามสมัยใหม่ไม่ได้จำกัดอยู่ในสนามรบ — แต่มุ่งสู่เมือง โรงเรียน โรงพยาบาล และบ้านของผู้บริสุทธิ์ ⸻ 4. การล่มสลายของวัฒนธรรมและโครงสร้างสังคม สงครามทำลายไม่เพียงชีวิต แต่ยังทำลายรากเหง้าทางวัฒนธรรม: • มหาวิหาร เมืองโบราณ โบราณสถาน และพิพิธภัณฑ์ถูกทำลาย เช่นในอิรัก (กรุงแบกแดด, นีนะเวห์) • ระบบครอบครัวแหลกสลาย เด็กต้องกลายเป็นกำพร้า หรือทหารเด็ก • คนหนีตายกลายเป็นผู้อพยพเร่ร่อนหลายล้านคน เช่นในสงครามซีเรีย, ยูเครน และอัฟกานิสถาน ⸻ 5. ความบอบช้ำทางจิตวิญญาณ: สงครามเปลี่ยนมนุษย์ให้กลายเป็น “เครื่องมือ” สงครามทำให้ชีวิตมนุษย์ไร้ค่า: • ทหารผ่านศึกจำนวนมากมีอาการ PTSD (Post-Traumatic Stress Disorder) เช่นในสหรัฐอเมริกา ทหารที่กลับจากอิรักและอัฟกานิสถานมีอัตราการฆ่าตัวตายสูงกว่าค่าเฉลี่ยหลายเท่า • เด็กที่เติบโตในเขตสงครามมีพัฒนาการทางสมองล่าช้า ความรุนแรงฝังลึกในจิตใต้สำนึก • สังคมในภาพรวมสูญเสีย “ความไวต่อความทุกข์” กลายเป็นเฉยชาเมื่อเห็นคนตาย ⸻ 6. ความจริงที่ถูกบิดเบือน: สงครามคือโรงงานสร้างวาทกรรม รัฐมักควบคุมสื่อในช่วงสงคราม เพื่อรักษาความชอบธรรมของตน: • สงครามอิรักเริ่มต้นจากข้อมูลเท็จเรื่อง “อาวุธชีวภาพ” • สงครามเวียดนามได้รับการสนับสนุนจากสื่อในช่วงต้น จนกระทั่งภาพความโหดร้ายรั่วไหล • การสร้าง “ศัตรู” โดยปลุกอารมณ์ชาติพันธุ์ ศาสนา หรือความกลัว ถูกใช้ซ้ำแล้วซ้ำเล่า เพื่อทำให้ประชาชนเห็นด้วยกับความรุนแรง ⸻ บทสรุปสุดท้าย: รัฐอาจได้ประโยชน์ แต่ประชาชนเสียศักดิ์ศรีและอนาคต สงครามอาจเป็น “นโยบายของรัฐ” แต่เป็น “โศกนาฏกรรมของประชาชน” มันเปิดโอกาสให้ผู้นำสะสมอำนาจ ให้ทุนใหญ่สะสมทรัพย์ และให้โลกสูญเสีย “ความเป็นมนุษย์” คำถามไม่ใช่เพียงว่า “สงครามครั้งใดถูกหรือผิด” แต่คือ: “เรายอมให้รัฐใช้ชีวิตเราเป็นเดิมพันได้อีกกี่ครั้ง?” ⸻ สงคราม: การล้มเหลวของความเข้าใจ — และต้นทุนของการไม่เรียนรู้ 7. เมื่อรัฐต่อสู้ รากเหง้ามนุษย์ถูกเผา รัฐใช้คำว่า “ศัตรู” เพื่อวาดภาพคนอื่นให้กลายเป็นสิ่งที่ฆ่าได้ — แต่อย่าลืมว่า ก่อนเขาจะเป็น “ศัตรู” เขาคือ มนุษย์ที่รักลูกเหมือนกัน กลัวตายเหมือนกัน และเคยหัวเราะเหมือนกัน แต่สงครามเปลี่ยน “ใบหน้า” ของมนุษย์ให้กลายเป็นเป้า เปลี่ยนความรักให้กลายเป็นปืน เปลี่ยนคำอธิษฐานให้กลายเป็นเสียงระเบิด แม้สงครามจะจบลงในทางยุทธศาสตร์ แต่มันไม่เคยจบในใจของผู้รอดชีวิต ⸻ 8. ประวัติศาสตร์ไม่สอนคนโง่ — มันแค่บันทึกให้คนกล้าทบทวน ประวัติศาสตร์เต็มไปด้วยสงครามที่ไม่มีผู้ชนะ แต่เรากลับยกย่องวีรบุรุษที่ฆ่าได้มากกว่าคนที่ให้อภัย เราสร้างอนุสาวรีย์ให้กับความกล้าหาญ แต่ไม่เคยสร้างสิ่งใดให้กับ “ความเข้าใจ” “We learn from history that we do not learn from history.” — Georg Wilhelm Friedrich Hegel โลกหลังสงครามโลกครั้งที่สอง บอกว่าจะไม่ทำผิดซ้ำอีก แต่จากเวียดนาม สู่อิรัก สู่ยูเครน — เราทำซ้ำทุกครั้ง ด้วยเหตุผลใหม่ที่ฟังดูดีขึ้น ⸻ 9. สันติภาพไม่ใช่แค่การไม่มีสงคราม แต่คือการไม่มี ‘ความกลัว’ รัฐมักอ้างว่า สงครามคือการป้องกัน “ภัยคุกคาม” แต่คำถามคือ — ภัยนั้นมีอยู่จริง หรือถูกสร้างขึ้นเพราะ ความกลัว เป็นเครื่องมือควบคุมมนุษย์ได้ง่ายที่สุด? สงครามจะไม่มีวันจบ ตราบใดที่มนุษย์ยังกลัวกันและกัน ยังแบ่งพรมแดนทางใจ ยังเห็นว่าความตายของคนอื่น “น้อยค่ากว่า” ความมั่นคงของชาติ ⸻ 10. คำถามปลายเปิดสำหรับยุคใหม่: เราจะเป็นผู้คนแบบใด? • เราจะให้สงครามอยู่ในมือของรัฐและเรียกมันว่า “ยุทธศาสตร์” หรือเราจะดึงกลับมาในมือของมนุษย์และเรียกมันว่า “บาดแผล”? • เราจะสร้างชาติด้วยอาวุธ? หรือสร้างด้วยการกล้ารับฟังคนที่เราไม่เห็นด้วย? • เราจะยกเด็กขึ้นสูงด้วยธงชาติ? หรือปกป้องพวกเขาด้วยสันติภาพที่แท้จริง? ⸻ บทสรุปสุดท้าย: สงครามอาจให้กำไรกับรัฐ — แต่พรากความเป็นมนุษย์ของทุกฝ่าย รัฐอาจได้ที่ดิน ได้พลังงาน ได้อำนาจ ได้การพิมพ์เงิน แต่มนุษย์เสียใจ เสียลูก เสียบ้าน เสียคำอธิษฐาน สงครามไม่เคยจบ เพราะมันไม่เคยเริ่มจากเหตุผล — มันเริ่มจากความไม่รู้ และมันจะจบได้ก็ต่อเมื่อเรา “เข้าใจ” ก่อน “ยิง” #Siamstr #nostr #peace