
⭕️ด้านล่างคือบทความวิเคราะห์ “จากพีระมิดเงินดั้งเดิมสู่พีระมิดการเงินดิจิทัล: GENIUS Act, Stablecoin ที่หนุนด้วยพันธบัตร, กระแสต้าน CBDC ของ Trump และบทบาทของ Bitcoin” อ้างอิงจากภาพสองพีระมิดที่คุณให้ พร้อมเชื่อมโยงกับพัฒนาการเชิงกฎหมายและการเมืองการเงินสหรัฐฯ ล่าสุดอย่างละเอียด
⸻
สาระสั้น
• พีระมิดระบบเงินดั้งเดิมวาง U.S. Treasuries ไว้เป็นสินทรัพย์ไร้ความเสี่ยงเชิงเครดิตสูงสุด เหนือชั้นของ เงินสำรองธนาคารกลาง, ธนาคารพาณิชย์, กองทุนตลาดเงิน (MMFs), และเงินฝาก ซึ่งไหลเวียนในเศรษฐกิจจริงผ่านชั้นเชื่อมโยงอย่างรีโป ฯลฯ
• โลกดิจิทัลกำลังก่อรูป “พีระมิดใหม่” ที่ยอดคือ Bitcoin (สินทรัพย์ดิจิทัลไม่ขึ้นกับรัฐ) ขณะที่ภาครัฐพยายามยึดอำนาจนโยบายเงินผ่าน stablecoins ที่ตรึงกับดอลลาร์และหนุนด้วยพันธบัตร แทนการออก CBDC แบบสอดส่อง ซึ่งถูกต่อต้านอย่างแข็งขันโดยประธานาธิบดี Donald Trump และฝ่ายนิติบัญญัติที่สนับสนุน Anti-CBDC Surveillance State Act.
• GENIUS Act กลายเป็นกฎหมาย(ของสหรัฐฯ) ฉบับแรกที่วางกรอบกำกับ payment stablecoins: ต้องมี สำรอง 100% เป็นเงินสดหรือพันธบัตรกระทรวงการคลังระยะสั้น, รายงานสำรองรายเดือน, ขึ้นทะเบียน/กำกับร่วมรัฐ-กลาง, อยู่ใต้ BSA/AML, และคุ้มครองผู้ถือโทเคนกรณีล้มละลาย—ทั้งหมดนี้ตั้งใจ ล็อกอุปสงค์ต่อพันธบัตรสหรัฐฯ และค้ำบัลลังก์สถานะดอลลาร์ในโลกบล็อกเชน.
• ตลาด stablecoin ที่โตเร็ว (คิดเป็นเงินสำรองส่วนใหญ่เป็น Treasuries & repos หลายร้อยพันล้านดอลลาร์) อาจกลายเป็นผู้ซื้อพันธบัตรรายสำคัญ แต่ก็ก่อความเสี่ยงแบบ “กองทุนตลาดเงินบนบล็อกเชน” หากเกิดการไถ่ถอนพร้อมกันหรือความตึงตัวในตลาดพันธบัตร.
• Trump ไม่เพียงต้าน CBDC; เขายังประกาศวิสัยทัศน์ “สหรัฐฯ เป็น crypto capital / Bitcoin superpower” และเปิดรับแนวคิดหน่วยสงวนบิตคอยน์ (federal bitcoin reserve) ซึ่งทำให้ชั้นยอดของพีระมิดดิจิทัล (Bitcoin) เริ่มสนทนากับนโยบายการเงินแห่งรัฐ.
⸻
1. อ่านพีระมิดระบบเงินดั้งเดิม (รูปที่ 1)
ภาพแรกแสดงโครงสร้างลำดับชั้นของสินทรัพย์สกุลดอลลาร์: ยิ่งขึ้นสูง ความเสี่ยงเครดิตลดลง และสภาพคล่องต่อดอลลาร์ฐาน (base money) เพิ่มขึ้น ในขณะที่จำนวนมูลค่ารวมลดลง (ยอดเล็ก ฐานใหญ่) คล้าย “บัตรผ่าน” ที่แปลงกันได้ภายใต้เงื่อนไข สถาบันแต่ละชั้นคือ “ใครแลกกับใคร” เมื่อมีความเครียดในตลาด. (วรรคนี้อธิบายเชิงแนวคิดจากภาพ—ความรู้ทั่วไป ไม่ต้องอ้างอิง.)
1.1 ฐาน: Deposits & MMF Shares
ชั้นล่างสุดคือสิ่งที่ผู้ใช้ปลายทางถือ—เงินฝากที่ธนาคารออกเป็น IOU ต่อดอลลาร์สำรอง และหน่วยลงทุนในกองทุนตลาดเงิน (Money Market Fund Shares) ที่อ้างสิทธิในพอร์ตสินทรัพย์สั้นอายุคุณภาพสูง (เช่น T-Bills, Repo). ในยามปกติ ทั้งสอง “ใกล้เคียงเงินสด” แต่ไม่เท่ากับสำรองเฟด หากเกิดตื่นตระหนก ผู้ถือหน่วยสามารถร้องขอไถ่ถอน ดันแรงกดขึ้นชั้นบนของพีระมิด. ความเสี่ยงลักษณะนี้เป็นเหตุหนึ่งที่ regulators สนใจการโทเคนไนซ์ MMF และ stablecoin ที่จะถูกผูกกับสินทรัพย์สภาพคล่องสูง.
1.2 ชั้นกลาง: U.S. Banks & Money Market Funds
ธนาคารรับเงินฝากและถือสินทรัพย์ผสม—สินเชื่อ, พันธบัตร, สำรอง—ขณะที่ MMFs ลงทุนในเครื่องมือสั้นอายุคุณภาพสูงเพื่อรักษา “$1 NAV” (ในกองทุน government MMF) และสภาพคล่องรายวัน; ระบบกำกับหลังวิกฤต 2008-09 และเหตุการณ์ “breaking the buck” เน้นย้ำบทเรียนเรื่องคุณภาพหลักทรัพย์หนุน. การอภิปรายเชิงนโยบายปัจจุบันเกี่ยวกับ stablecoin ดึงบทเรียนตรงจากกรอบกำกับ MMF.
1.3 เครื่องมือเชื่อม: Reserves, Notes, Treasury Repos, MMF Shares
เหนือชั้นธนาคารคือ เงินสำรองที่ถือกับ Federal Reserve และ ธนบัตร—ฐานเงินของรัฐ—รวมถึงตลาดรีโปที่อนุญาตให้ผู้เข้าร่วมกู้ยืมเงินสดระยะสั้นโดยนำพันธบัตรมาค้ำ (เทียบได้กับการแปลง Treasuries ให้เป็นเงินสดทันที) และหน่วย MMF ซึ่งกลายเป็น “เงินสดในเงา” สำหรับสถาบัน. สภาพคล่องของ Treasuries คือหัวใจของการรักษาเสถียรภาพมูลค่าพวกนี้.
1.4 ยอด: U.S. Treasuries
บนสุดของพีระมิดคือพันธบัตรกระทรวงการคลังสหรัฐฯ—มาตรฐานสินทรัพย์ไร้ความเสี่ยงเชิงเครดิตในระบบดอลลาร์ และ collateral ชั้นนำในตลาดการเงินโลก; ความสามารถสภาพคล่องสูงและการยอมรับในระดับนานาชาติทำให้ Treasuries เป็นหัวใจของทั้งตลาดเงินและขณะนี้—ตลาด stablecoin ดิจิทัล.
⸻
2. พีระมิดระบบเงินดิจิทัล (รูปที่ 2): Bitcoin อยู่ยอด แต่ฐานยังเป็น “ดอลลาร์โทเคน”
ภาพที่สองเสนอพีระมิดอนาคต: Bitcoin เป็นยอดสูงสุด—สินทรัพย์ดิจิทัลแบบไร้ผู้ออก ข้ามพรมแดน สันนิษฐานว่าเป็น “สินทรัพย์สำรองเชิงเครือข่าย” ที่ไม่ผูกกับประเทศใด; ขณะที่รัฐและภาคเอกชนสร้างเลเยอร์ย่อยเพื่อใช้งานในเศรษฐกิจจริง. แนวคิดสอดคล้องกับสัญญาณจากฝ่ายบริหาร Trump ที่เปิดรับ Bitcoin ในระดับนโยบายและการลงทุน.
ชั้นใต้ยอดแบ่งสองฝั่ง: Central Banks (รัฐ) และ Private Sector (สถาบัน/ฟินเทค/ผู้ออก stablecoin). ระดับถัดมาคือเครื่องมือสกุลดิจิทัลที่อ้างสิทธิในสินทรัพย์ต่างกัน—CBDCs, Bitcoin Deposits/Custody Claims, และ Stablecoins ที่ตรึงกับเงินเฟียต (ส่วนใหญ่ดอลลาร์)—ทั้งหมดต้องพึ่งโครงสร้างธนาคารและตลาดทุนเพื่อให้คงเสถียรภาพราคา. ความสามารถชำระภายในไม่กี่วินาทีและต้นทุนต่ำของ stablecoin ถูกยกขึ้นเป็นเหตุผลเชิงเศรษฐกิจสำคัญในการผลักดันกฎหมาย GENIUS.
ฐานของพีระมิดใหม่—ผู้ใช้ถือ stablecoins ในวอลเล็ต เช่นเดียวกับที่ถือเงินฝากหรือหน่วย MMF ในระบบเดิม; สิ่งที่ทำให้ชั้นนี้มีคุณค่าคือความมั่นใจว่าจะแลกกลับเป็นดอลลาร์หรือสินทรัพย์สำรองคุณภาพสูงได้ตลอดเวลา—เงื่อนไขที่ GENIUS Act พยายามทำให้เป็นจริงผ่านกฎสำรอง 100% และการเปิดเผยรายเดือน.
⸻
3. GENIUS Act: หมุดหลักนิติบัญญัติที่เชื่อมพีระมิดดั้งเดิมกับพีระมิดดิจิทัล
3.1 ภาพรวมกฎหมาย
GENIUS Act เป็นกฎหมายกลาง (federal) ฉบับแรกของสหรัฐฯ ที่กำกับอุตสาหกรรมคริปโทโดยตรง และมุ่งเฉพาะ “payment stablecoins”—โทเคนที่รักษามูลค่าเทียบดอลลาร์ โดยกำหนดโครงสร้างกำกับที่ชัดเจนแก่ทั้งธนาคาร, สหกรณ์เครดิต, และผู้ออกที่ไม่ใช่ธนาคารแต่ถูกกำกับ.
3.2 หลักการสำรอง 100% และคุณภาพสินทรัพย์หนุน
กฎหมายกำหนดว่าต้องมี สำรองเต็มจำนวน (one-for-one) ด้วยสินทรัพย์สภาพคล่องสูง เช่น เงินดอลลาร์สหรัฐหรือพันธบัตรกระทรวงการคลังระยะสั้น; ยังอนุญาตสินทรัพย์ปลอดภัยบางประเภท (รวมรีโปที่ค้ำด้วย Treasuries และกองทุนตลาดเงินที่ลงทุนใน Treasuries) ภายใต้กรอบผู้กำกับ. ข้อนี้มุ่งลดความเสี่ยง “แตกตรึง” (de-peg) และทำให้ stablecoin ใกล้เคียงเงินสดภาคสถาบัน.
3.3 การเปิดเผยข้อมูลและการสอบทาน
ผู้ออกต้องเผยแพร่ รายงานสำรองรายเดือนต่อสาธารณะ ระบุจำนวนโทเคนคงค้างและองค์ประกอบพอร์ต; รายงานต้องได้รับการตรวจสอบ (examined) โดยผู้สอบบัญชีอิสระ และผู้บริหารอาวุโส attestation ต่อผู้กำกับ. มาตรการโปร่งใสนี้ออกแบบมาเพื่อสร้างความไว้วางใจและลดความเสี่ยงข่าวลือซึ่งมักก่อ bank-run ดิจิทัล.
3.4 การคุ้มครองผู้บริโภค & BSA/AML
กฎหมายห้ามการตลาดที่ทำให้เข้าใจผิดว่า stablecoin ได้รับประกันโดยรัฐบาลกลางหรือเป็นเงินตามกฎหมาย; วางไว้ใต้ Bank Secrecy Act / AML / sanctions compliance อย่างชัดเจน; และให้สิทธิเรียกร้องของผู้ถือ stablecoin อยู่ลำดับสูงสุดกรณีผู้ออกล้มละลาย—ยกระดับการคุ้มครองผู้ใช้เทียบระบบเงินฝากแบบกำกับเต็ม.
3.5 โครงสร้างกำกับร่วมรัฐ-กลาง และการเข้าถึงโดยธนาคาร
GENIUS Act ประสานกรอบของหน่วยงานระดับรัฐกับรัฐบาลกลางเพื่อหลีกเลี่ยงการกำกับแตกแยก และเปิดทางให้ ธนาคารพาณิชย์เข้ามาออก stablecoin ได้ง่ายขึ้น—จุดที่ฝ่ายบริหาร Trump ย้ำว่าช่วย “อัปเกรดระบบการเงินสหรัฐฯ ให้ทันศตวรรษที่ 21.”
⸻
4. ทำไมต้องหนุนด้วยพันธบัตร: เสาเชื่อมสองพีระมิด
4.1 เสริมอุปสงค์ Treasuries = ค้ำดอลลาร์
ทำเนียบขาวระบุอย่างตรงไปตรงมาว่า GENIUS Act จะ “ขับเคลื่อนอุปสงค์ต่อพันธบัตรสหรัฐฯ และย้ำสถานะดอลลาร์ในฐานะเงินสำรองโลก” ขณะที่กระทรวงการคลังชี้ว่า stablecoins คือ “รางชำระเงินอินเทอร์เน็ตสำหรับดอลลาร์” ที่จะหนุนสถานะเงินสำรองและดึงเม็ดเงินกลับสหรัฐฯ.
4.2 ตลาดจริง: Stablecoins ซื้อพันธบัตรอยู่แล้ว
ข้อมูลตลาดล่าสุดชี้ว่าส่วนใหญ่ของทุนสำรอง stablecoin ถูกลงทุนใน T-Bills และรีโปที่ค้ำด้วย Treasuries ระดับประมาณ 80% ของตลาด (~200 พันล้านดอลลาร์ ณ ช่วงข้อมูล) และผู้นำตลาดอย่าง Tether รายงานถือครองพันธบัตรเกือบ 120 พันล้านดอลลาร์—มีขนาดเทียบผู้ถือระดับรัฐชาติ.
4.3 ความเสี่ยงทางระบบ: ถ้าเกิด “digital run”
งานวิจัยเชิงนโยบายเตือนว่าความพึ่งพิง Treasuries ทำให้ stablecoin เสี่ยงต่อสภาพคล่องตลาดพันธบัตรที่อาจฝืดในเวลาวิกฤต (ตัวอย่าง: ปัญหาช่วงเพดานหนี้, เวลาตลาดปิดไม่สอดกับการทำงาน 24/7 ของบล็อกเชน); ในทางกลับกัน การไถ่ถอน stablecoin มวลใหญ่พร้อมกันอาจส่งแรงขายเข้าสู่ตลาด Treasuries เอง.
⸻
5. GENIUS Act ในบริบทการเมือง: ทำไม “Stablecoin” แต่ “ไม่เอา CBDC”
5.1 Trump กับการต่อต้าน CBDC
Trump กล่าวซ้ำหลายเวที—including New Hampshire และงานประชุม Nashville—ว่าจะ “ไม่อนุญาตให้มีการสร้าง CBDC” โดยให้เหตุผลเรื่องเสรีภาพส่วนบุคคลและความเสี่ยงรัฐสอดส่อง (government tyranny / surveillance). จุดยืนนี้ถูกจับตาโดยนักวิชาการเสรีนิยม และสะท้อนในบทวิเคราะห์นโยบายหลายสำนัก.
5.2 Anti-CBDC Surveillance State Act
ควบคู่ GENIUS Act รัฐสภาสหรัฐฯ ยังเดินหน้า Anti-CBDC Surveillance State Act เพื่อห้าม Federal Reserve ออกหรือให้บริการ CBDC แก่ประชาชนโดยตรง ด้วยเหตุผลด้านความเป็นส่วนตัวและการจำกัดอำนาจภาครัฐ; ร่างนี้ผ่านสภาผู้แทนฯ แล้ว แต่ยังต้องรอวุฒิสภา—สะท้อนการเมืองแบบต้านการรวมศูนย์ข้อมูลการชำระเงิน.
5.3 เลือก “เอกชน-หนุนด้วยรัฐ” แทน “เงินดิจิทัลของรัฐ”
ท่าทีต้าน CBDC ผลักให้ฝ่ายบริหาร Trump สนับสนุนโมเดลที่รัฐ กำกับ แต่ ไม่ครอบครองข้อมูลธุรกรรมทุกจุด—กล่าวคือ stablecoins ภาคเอกชนที่ต้องถือสินทรัพย์รัฐ (Treasuries / ดอลลาร์) จึงเป็นจุดพบกันของตลาดเสรีกับผลประโยชน์มหภาคดอลลาร์. แนวทางนี้ยังสอดรับกับการที่ครอบครัว Trump มีการลงทุนด้าน stablecoin เอกชน (World Liberty Financial / USD1) ซึ่งถูกสื่อการเงินตั้งคำถามเรื่องผลประโยชน์ทับซ้อน.
⸻
6. ช่องทางสู่ Bitcoin: จากดอลลาร์โทเคนไปสู่สินทรัพย์ไร้รัฐ
6.1 Trump พลิกจากสงสัยสู่เชียร์ Crypto / Bitcoin
สื่อการเมืองและธุรกิจรายงานว่า Trump เคยเป็นผู้สงสัยคริปโท แต่ได้รีแบรนด์ตนเองเป็น “crypto-friendly” ประธานาธิบดี สนับสนุนให้สหรัฐฯ เป็น “crypto capital of the world” และกล่าวในพิธีลงนาม GENIUS Act ว่านี่คือการรับรองครั้งใหญ่ของอุตสาหกรรมคริปโท.
6.2 “Bitcoin Superpower” และสิทธิ self-custody
ในสุนทรพจน์ Nashville/Bitcoin 2024 Trump กล่าวว่าจะทำให้สหรัฐฯ เป็น “Bitcoin superpower,” ปกป้องสิทธิ self-custody ของประชาชน และจะไม่มี CBDC ระหว่างดำรงตำแหน่ง—สัญญาณเปิดพื้นที่เชิงนโยบายให้ Bitcoin อยู่ในระบบการเงินที่รัฐกำกับเพียงบางชั้น.
6.3 ไอเดีย Federal Bitcoin Reserve
บทวิเคราะห์การลงทุนชี้ว่าภายใต้รัฐบาล Trump มีการลอยแนวคิดให้กระทรวงการคลังถือ Bitcoin เป็นสินทรัพย์สำรอง (federal bitcoin reserve) ซึ่งหากเกิดขึ้นจริงจะทำให้ “ยอดพีระมิด Bitcoin” เชื่อมโยงกับฐานะการคลังของรัฐ—เปลี่ยนโทนการมอง Bitcoin จากสินทรัพย์นอกระบบ สู่สินทรัพย์เสริมดุลคลังในอนาคต.
6.4 ปฏิสัมพันธ์ราคา: บทบาทข่าวนโยบาย
แรงหนุนเชิงนโยบายจากสัปดาห์ออกกฎหมาย (“Crypto Week”) สัมพันธ์กับการพุ่งของราคา Bitcoin สู่ระดับสูงทำสถิติใหม่ และการขยายมูลค่ารวมตลาดคริปโทที่นักวิเคราะห์มองว่าเป็นสัญญาณ “Big Bang” ของคริปโทในสหรัฐฯ ช่วงหลัง Trump กลับทำเนียบขาว.
⸻
7. Stablecoins = MMFs บนบล็อกเชน? การวิเคราะห์เชิงโครงสร้าง
7.1 ความคล้าย: สินทรัพย์หนุนระยะสั้นคุณภาพสูง + สัญญา $1
ทั้ง MMF และ payment stablecoin ตั้งใจรักษามูลค่าที่รู้จัก ($1) โดยถือสินทรัพย์สั้นอายุปลอดภัย เช่น T-Bills และรีโป; ผู้ถือคาดหวังสภาพคล่องรายวัน/ทันที การเข้ากรอบสำรอง 100% จึงสะท้อนบทเรียนจากวิกฤตกองทุนตลาดเงิน.
7.2 ความต่าง: settlement 24/7/365 กับตลาดพันธบัตรที่เปิดจำกัด
Stablecoin โอนกันได้ตลอด 24/7 ขณะที่ตลาด Treasuries มีชั่วโมงซื้อขาย—ช่องว่างนี้สร้างความเสี่ยงสภาพคล่องหากมีการไถ่ถอนในช่วงที่ตลาดปิด ซึ่งนักวิจัยกฎหมายการเงินชี้ว่าต้องออกแบบ backstop หรือช่องทางรีโปฉุกเฉิน.
7.3 Spillover สองทิศ
การเติบโตของ stablecoin เพิ่มอุปสงค์ต่อพันธบัตร (บวกต่อความต้องการหนี้รัฐ) แต่ในวิกฤต การไถ่ถอนอาจบังคับขาย Treasuries กดดันตลาด—สร้างความเชื่อมโยงสองทางระหว่างพีระมิดใหม่กับพีระมิดเดิมที่ผู้กำกับต้องมองแบบระบบเดียว.
⸻
8. การเมือง, อำนาจเงิน, และภูมิรัฐศาสตร์
การกำหนดให้ stablecoins ดอลลาร์ต้องหนุนด้วย Treasuries ไม่เพียงเป็นความเสี่ยงด้านเสถียรภาพ แต่ยังเป็นยุทธศาสตร์ภูมิรัฐศาสตร์ “การส่งออกดอลลาร์ผ่านบล็อกเชน”—ยิ่งผู้คนทั่วโลกใช้ stablecoin ดอลลาร์มากเท่าไร ความต้องการสินทรัพย์บัตรตั๋ว (Treasuries) ก็ยิ่งสูง ช่วยลดต้นทุนการกู้ยืมของรัฐบาลสหรัฐฯ และยืดอิทธิพลการเงินระหว่างประเทศ—กรอบคิดที่สะท้อนทั้งใน Fact Sheet ทำเนียบขาวและถ้อยแถลงกระทรวงการคลัง.
ขณะเดียวกัน การผลักดัน Anti-CBDC บอกโลกว่ารัฐบาลสหรัฐฯ จะไม่สร้างแบบจำลองดิจิทัลที่รวมศูนย์ข้อมูลการใช้เงินของประชาชน ทั้งยังส่งสัญญาณเชิงแข่งขันต่อประเทศที่กำลังทดสอบ e-CNY หรือโครงการ CBDC อื่น ๆ: สหรัฐฯ เลือกโมเดลตลาดเสรีที่รัฐกำกับผ่านกฎและสินทรัพย์หนุน แทนการควบคุมโดยตรง.
⸻
9. ฉากทัศน์ 5 ปีข้างหน้า (การวิเคราะห์เชิงคาดการณ์)
หมายเหตุ: วรรคนี้เป็นการวิเคราะห์เชิงคาดการณ์ (inference) จากกรอบกฎหมายและแนวโน้มตลาดข้างต้น ไม่ได้เป็นข้อมูลยืนยันจากแหล่งข่าวโดยตรง
ฉากทัศน์ A – ดอลลาร์ครองรางดิจิทัล
Stablecoins ที่กำกับภายใต้ GENIUS Act เติบโตระดับหลายล้านล้านดอลลาร์ ดึงทุนทั่วโลกเข้าสู่ Treasuries ระยะสั้น ทำให้ต้นทุนกู้ยืมรัฐบาลสหรัฐฯ ต่ำลง และเพิ่ม “ดอลลาร์คืนกลับบ้าน” ผ่าน on-chain liquidity pools.
ฉากทัศน์ B – Stablecoin-as-MMF
ผู้ออก stablecoin ชั้นนำพัฒนา share-class แบบดอกเบี้ย (pass-through yield) แข่งกับกองทุนตลาดเงินดั้งเดิม; ผู้ฝากเงินไหลออกจากธนาคารเชิงพาณิชย์ไปยังวอลเล็ต stablecoin ที่ให้ผลตอบแทน ตอกย้ำ disintermediation.
ฉากทัศน์ C – Backstop & Fed Window
เมื่อขนาดตลาดใหญ่ขึ้น อาจเกิดแรงเรียกร้องให้ผู้ออก stablecoin เข้าถึงวงเงินฉุกเฉิน (Fed backstop) เพื่อป้องกัน run; หากเกิดขึ้น พรมแดนระหว่างเงินเอกชนโทเคนกับฐานเงินรัฐจะพร่าเลือน.
ฉากทัศน์ D – Bitcoin Reserve & Balance Sheet Hedge
หากการเมืองผลักดันให้กระทรวงการคลังถือ Bitcoin บางส่วน (ตามแนวคิดที่ถกเถียง) พีระมิดสองใบจะเชื่อมกันโดยตรง: Treasuries ค้ำ stablecoin; Bitcoin ค้ำทรัพย์สินรัฐ; ผู้ลงทุนทั่วโลกประเมิน “พอร์ตคู่” ดอลลาร์-บิตคอยน์.
⸻
10. เชื่อมโยงกลับสู่การใช้ภาพ (วิธีอ่านอย่างรวดเร็วสำหรับผู้อ่าน Instagram / Presentation)
รูปที่ 1: อ่านจากฐานขึ้นยอด = “ความเสี่ยงลดลง สภาพคล่องใกล้เงินสดเพิ่มขึ้น ปริมาณรวมลดลง.”
รูปที่ 2: ยอดใหม่ (Bitcoin) เพิ่มเข้ามาเหนือรัฐ; ฐานยังเป็น stablecoins ดอลลาร์ที่ถูกกำกับ; เลเยอร์กลางคือสนามต่อสู้เชิงนโยบาย (CBDC vs stablecoin vs บริการธนาคาร). GENIUS Act คือกรอบกฎหมายทำให้ฐานนี้มั่นคง—และเชื่อมกลับไปหาพันธบัตรยอดเก่าของระบบ.
⸻
11. จุดจับตาต่อไป
1. กฎปฏิบัติ (rulemaking) ของกระทรวงการคลัง / ตัวกำกับหลัก: รายการสินทรัพย์อนุญาต, วิธีประเมินมูลค่า, SLA สำหรับการไถ่ถอน.
2. สถานะ Anti-CBDC Surveillance State Act ในวุฒิสภา และว่าฉบับสุดท้ายจะจำกัด Fed อย่างไร.
3. การขยายตัวของ stablecoin เอกชนที่เกี่ยวข้องกับครอบครัว Trump (World Liberty Financial / USD1) และการทับซ้อนผลประโยชน์ทางนโยบาย.
4. การพัฒนาแนวคิด Federal Bitcoin Reserve หรือการจัดสรร Bitcoin ในงบดุลรัฐ.
5. ความสัมพันธ์เชิงปริมาณระหว่างขนาดตลาด stablecoin กับ demand พันธบัตรสหรัฐฯ—ตัวชี้วัดใหม่ของ “ดอลลาร์บนบล็อกเชน.”
⸻
สรุปปิดท้าย
GENIUS Act ทำหน้าที่เป็นสะพานทางกฎหมายที่ผูก โลกเงินเฟียต (Treasuries, ดอลลาร์) เข้ากับ โลกสินทรัพย์ดิจิทัลที่หมุนตลอด 24/7 ผ่านมาตรการสำรองเต็ม, ความโปร่งใส, และกรอบกำกับหลายชั้น—ขณะเดียวกันการต่อต้าน CBDC ของ Trump ทำให้โมเดล “ดอลลาร์ผ่านเอกชน” ได้แรงหนุนทางการเมืองสูง และเปิดพื้นที่ให้ Bitcoin สถาปนาบทบาทสินทรัพย์ยอดพีระมิดเชิงเครือข่ายในระบบที่พึ่งพิงสินทรัพย์รัฐด้านล่าง. หากพัฒนาต่อไปโดยไม่สะดุด เส้นแบ่งระหว่างระบบการเงินเก่า-ใหม่อาจถูกลบจนเหลือเพียงเลเยอร์โปรโตคอลต่างกัน—แต่ยอดพีระมิดทั้งสอง (Treasuries และ Bitcoin) จะถูกเชื่อมด้วยความต้องการสภาพคล่องและความไว้วางใจของผู้ใช้ทั่วโลก.
⸻
ต่อจากบทความก่อน เราจะ “เจาะชั้น” (drill down) เข้าไปในโครงสร้างเงินแบบลำดับชั้น (Layered Money) ของ Nik Bhatia แล้วนำกรอบคิดนั้นมาอ่านสองภาพปิรามิดที่คุณให้—ปิรามิดระบบการเงินดอลลาร์ดั้งเดิม กับปิรามิดระบบการเงินดิจิทัลที่กำลังก่อรูปขึ้นจาก Bitcoin, Stablecoins และ (อาจจะ) CBDC—พร้อมเชื่อมโยงเหตุการณ์เชิงนโยบายล่าสุด: GENIUS Act ที่เพิ่งถูกลงนามเป็นกฎหมายและกำหนดให้ stablecoin ต้องมีหลักทรัพย์หนุน (cash/T-bills ฯลฯ) เต็มจำนวน, คลื่น ต่อต้าน CBDC ที่ประธานาธิบดีทรัมป์และพันธมิตรผลักดันทั้งเชิงวาทกรรมและกฎหมาย, และการ “บุกยอดปิรามิด” ของ Bitcoin ในฐานะสินทรัพย์ฐานไร้คู่สัญญา (outside / supra-sovereign money) ที่ Bhatia เสนอว่าอาจขึ้นไปอยู่ชั้นบนสุดของระบบการเงินโลกแบบใหม่ได้ในระยะยาว.
⸻
1. สรุปกรอบ “Layered Money” ของ Nik Bhatia
หัวใจของกรอบคิด Bhatia คือ: เงินทุกชนิดไม่เท่าเทียมกัน—มันจัดเรียงเป็นลำดับชั้นของสัญญา (hierarchy of promises) ที่เชื่อมโยงกันผ่านสิทธิการไถ่ถอน (redeemability) ขึ้นไปยังสินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงคู่สัญญาต่ำกว่าหรือไม่มีเลย. สินทรัพย์ชั้นบนสุด (“first-layer” หรือ “outside money”) คือสิ่งที่คุณถือแล้วไม่ต้องพึ่งสัญญาของผู้อื่น—เช่น ทองคำในยุคคลาสสิก, หรือในกรอบดอลลาร์สมัยใหม่อาจหมายถึงสินทรัพย์ของรัฐ/ธนาคารกลาง. ชั้นถัดลงมาคือ IOU (สัญญา/พันธะ) ที่สัญญาจะจ่ายชั้นบนเมื่อคุณไถ่ถอน. เมื่อเกิด bank run หรือ panic เหตุการณ์จริงคือการ “วิ่งขึ้นชั้น” (a run up the hierarchy) จากเครื่องมือชั้นล่างที่มีความเสี่ยงคู่สัญญาสูงกว่า ไปยังชั้นบนที่ปลอดภัยกว่า. กรอบนี้ช่วยให้เราเลิกคิดว่าเงิน = หน่วยเดียวกันทุกที่ และหันมาเห็นความสัมพันธ์เครือข่ายของหนี้/สินทรัพย์ที่ซ้อนทับกัน.
⸻
2. อ่านปิรามิด “ระบบการเงินเก่า” ด้วยเลนส์ Bhatia
ในภาพแรก ยอดปิรามิดคือ U.S. Treasuries—ตราสารหนี้รัฐบาลสหรัฐที่ตลาดถือว่าใกล้เคียงสินทรัพย์ไร้ความเสี่ยง (risk-free benchmark) และเป็นหลักค้ำขั้นสุดท้ายสำหรับสถาบันการเงินจำนวนมาก. ใต้ลงมาคือ Federal Reserve, Banks, และ Money Market Funds (MMFs) ซึ่งต่างซ้อน IOU กันและกัน:
• ธนาคารพาณิชย์ถือ reserves (สินทรัพย์ชั้นสูงกว่า) ที่ Fed; ลูกค้าธนาคารถือ deposits (IOU ของธนาคาร) ที่แปลงเป็นเงินสด/transfer ในระบบ Fed ได้;
• MMFs ออก MMF shares ที่อ้างอิงพอร์ตที่เต็มไปด้วย T-bills, repo ฯลฯ—ในทางโครงสร้างคล้าย stablecoin เวอร์ชันเก่าที่อยู่ใน Regulated 1940 Act wrapper;
• Treasury repo เป็นกลไกเชื่อม Treasuries กับสภาพคล่องระยะสั้น ให้ IOU ชั้นล่าง “ขึ้นชั้น” ชั่วคราวด้วยหลักทรัพย์รัฐหนุนหลัง.
มุมมอง Layered Money ทำให้เราเห็นว่าภาพนี้ไม่ใช่กองสินทรัพย์คงที่ แต่เป็นโครงข่ายความสัมพันธ์สัญญา/การชำระดุล; เมื่อมีความตึงเครียด ผู้ถือเงินชั้นล่าง (deposits, MMF shares) จะพยายามไถ่ถอนขึ้นสู่ reserves หรือ Treasuries.
⸻
3. ปิรามิด “ระบบการเงินใหม่”: Bitcoin, CBDC, Stablecoins
ภาพที่สองวาง Bitcoin ไว้ที่ยอด—สะท้อนข้อเสนอของ Bhatia ว่า Bitcoin อาจกลายเป็นสินทรัพย์ฐานไร้คู่สัญญา (digital bearer asset) คล้าย “ทองคำดิจิทัล” ซึ่งชั้นถัดลงมาสามารถสร้าง IOU ทับได้ (กระเป๋าคัสโตเดียน, Lightning channels, “bitcoin deposits” ในเอ็กซ์เชนจ์ ฯลฯ). ด้านภาครัฐ ภาพวาง Central Banks และ CBDCs เป็นชั้นที่จะให้สาธารณชนถือ “first-layer claim ต่อรัฐ” โดยตรง หากเปิดใช้งานแบบ retail—ซึ่งเป็นการลดช่องว่างระหว่างประชาชนกับธนาคารกลาง (flattening the hierarchy). ฝั่งภาคเอกชน ภาพวาง Stablecoins เป็นเครื่องมือดิจิทัลที่อ้างสิทธิไถ่ถอนเป็นเงินดอลลาร์หรือหลักทรัพย์รัฐ—IOU ที่อยู่เหนือระบบธนาคารแบบดั้งเดิมบางส่วนแต่ยังผูกกับมันผ่านสินทรัพย์สำรอง.
⸻
4. GENIUS Act: การตรึง Stablecoin ให้แนบชิด “สินทรัพย์ชั้นบน” (cash/UST/T-bills ≤93 วัน)
กฎหมาย GENIUS Act (Guiding and Establishing National Innovation for U.S. Stablecoins) เพิ่งลงนามและเป็นกรอบกฎหมายระดับสหพันธรัฐฉบับแรกที่กำหนดนิยาม “payment stablecoin” และสร้างระบอบอนุญาต (licensing) สำหรับผู้ออก (permitted payment stablecoin issuers) ทั้งสายธนาคารและนอน-แบงก์ (รวมถึงช่องทางกำกับระดับรัฐภายใต้เกณฑ์ “substantially similar”). สาระหลัก:
• สำรองเต็มจำนวน (1:1) ต้องถือเป็นเงินสด ดอลลาร์ที่ธนาคารกลาง/ธนาคารฝาก, หรือ ตราสารรัฐบาลสหรัฐระยะสั้น ≤93 วัน, repo ที่หนุนด้วย Treasuries, และกองทุนตลาดเงินรัฐบาลที่ลงทุนในสินทรัพย์ดังกล่าว; ต้องแยกบัญชี; ห้ามนำไปรีไฮโปเทเคต (ยกเว้นกรณีจำกัด).
• รายงานสำรองรายเดือน + ตรวจสอบภายนอก; เกณฑ์เพิ่มเมื่อออกเกิน threshold ($50B เป็นต้น—ขึ้นกับสถานะบริษัท).
• ห้ามจ่ายดอกเบี้ย/ผลตอบแทนเพียงเพราะการถือ stablecoin (ปิดช่อง stablecoin = เงินฝากดอกเบี้ยสูงที่ไม่มีกฎเกณฑ์ธนาคาร); แม้ผู้อื่นอาจสร้างโครงสร้างผลตอบแทนรอบข้างได้ในอนาคต.
• จำกัดกิจกรรมให้อยู่ในกรอบออก/ไถ่ถอน coin, บริหารสำรอง, คัสโตดี; ไม่ขยายสิทธิการเข้าถึงบัญชี master account ที่ Fed; ไม่มีประกันเงินฝาก FDIC—ห้ามโฆษณาเป็นเช่นนั้น.
• ผู้ออกต่างประเทศต้องอยู่ภายใต้ระบอบกำกับ “comparable,” ลงทะเบียนกับ OCC, และถือสำรองในสถาบันการเงินสหรัฐสำหรับสภาพคล่องลูกค้าในประเทศ.
ด้วยเลนส์ Bhatia สิ่งนี้คือ “การผูก IOU ชั้นใหม่ (stablecoin token) เข้ากับสินทรัพย์ชั้นสูงในระบบดอลลาร์อย่างแน่นหนา” เพื่อบรรเทาความเสี่ยงวิ่งไถ่ถอนขึ้นชั้นแบบไร้ระเบียบ และ—โดยผลข้างเคียง—สร้าง ดีมานด์เชิงโครงสร้างต่อ T-bills และ repo สหรัฐ หากปริมาณ stablecoin ขยาย.
⸻
4.1 ผลกระทบเชิง Layering
• การลดความไม่แน่นอนของสัญญาไถ่ถอน: ผู้ถือ token ได้กรอบสิทธิไถ่ถอนชัดขึ้น (สำรองแยกบัญชี, ลำดับสิทธิในกรณีล้มละลายใกล้เคียงผู้ฝากเงิน); ลด moral hazard ที่ผู้ออกนำทุนไปลงทุนเสี่ยง.
• การทำให้ stablecoin ใกล้ MMF มากขึ้น: โครงสร้างสำรองคล้ายกองทุนตลาดเงินรัฐบาลสหรัฐ (T-bills สั้น, repo, เงินสด) แม้กฎหมายจำกัดการจ่ายยีลด์โดยผู้ออกตรง ๆ; ความคล้ายนี้สะท้อนในบทวิเคราะห์กฎหมายและสื่อธุรกิจ.
• ดีมานด์ Treasuries และสภาพคล่อง Repo: หากมูลค่า stablecoin โตเป็นระดับล้านล้านดอลลาร์ ดีมานด์ตราสารอายุสั้นอาจเพิ่มแรง; นักวิเคราะห์ยุโรปและบทวิเคราะห์สหรัฐระบุความเป็นไปได้นี้.
• สะพานสู่การเงินดิจิทัลข้ามพรมแดน: ทำให้ “ดอลลาร์บนเชน” มีกรอบกฎหมายพกพาได้ ซึ่งในกรอบ Bhatia คือการขยายอิทธิพลสินทรัพย์ชั้นบน (ดอลลาร์/Treasuries) ผ่าน IOU ดิจิทัลชั้นถัดไปที่หมุนเวียนทั่วโลก.
⸻
5. สายตาตลาดโลก: Stablecoin = MMF 2.0 ?
นักวิจัย BIS พบว่าเสถียรภาพปริมาณ stablecoin ตอบสนองต่อช็อกนโยบายการเงินสหรัฐและช็อกตลาดคริปโตต่างกันจาก MMF—บอกว่ากลไกการไถ่ถอน/ความต้องการสินทรัพย์ฐานในระบบคริปโตมีพลวัตเฉพาะ. งาน BIS และบทความวิจัยร่วม (CEPR) ชี้ว่าบัญชีทรัพย์สินของ stablecoin ใกล้เคียง MMF ที่ถือสินทรัพย์สั้นคุณภาพสูง แม้โครงสร้างกฎระเบียบและกลุ่มผู้ลงทุนต่างกัน; ในวิกฤตคริปโตบางช่วงมีพฤติกรรม flight-to-quality ระหว่าง stablecoin คล้าย MMF ในวิกฤตการเงิน. Atlantic Council เสริมว่าการขยายตัวระดับมหภาคของ stablecoinอาจนำความเสี่ยงระบบ หากกฎโปร่งใสไม่พร้อม.
⸻
5.1 สำรอง Stablecoin กำลัง “ไต่” สู่ Treasuries
ข้อมูล IMF Crypto-Asset Monitor 2Q25 ระบุว่า USDC ~93% สำรองอยู่ในเงินสด/โอเวอร์ไนต์รีโป/US Treasuries; USDT เพิ่มสัดส่วน Treasuries เป็น ~66% เทียบจาก 24% ในปี 2021; รวม Treasuries+repo+สินทรัพย์ระยะสั้นกว่า 80% ของสำรอง. ความเคลื่อนไหวนี้เกิด ก่อน GENIUS Act จะมีผลเต็ม ทำให้เห็นแรงตลาดผลักผู้ออกไปหาสินทรัพย์ชั้นบนอยู่แล้ว—กฎหมายจึงมา “ตรึง” พฤติกรรมนี้และตั้งมาตรฐานตรวจสอบ.
⸻
6. การเมือง “Anti-CBDC”: ปกป้องความเป็นส่วนตัว หรือปกป้องลำดับชั้น?
กระแสต่อต้าน CBDC ฝั่งรีพับลิกันโดยเฉพาะประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ มีทั้งมิติอุดมการณ์ (เสรีภาพ, ต่อต้านรัฐสอดส่องธุรกรรม) และมิติ “โครงสร้างระบบการเงิน”: หากสาธารณชนถือ retail CBDC ที่เป็นหนี้สินโดยตรงของ Fed เงินฝากธนาคารพาณิชย์ (second-layer IOU) อาจถูกดูด (disintermediated) ขึ้นชั้นธนาคารกลาง ปรับรูปปิรามิดสถาบันการเงินอย่างรุนแรง. ทรัมป์ประกาศซ้ำหลายเวทีว่าจะ “ไม่ยอมให้มี CBDC” และผลักดัน Anti-CBDC Surveillance State Act ซึ่งห้าม Fed ออกหรือทดสอบ CBDC สำหรับประชาชนและห้ามใช้เพื่อทำการนโยบายการเงิน; ร่างนี้ผ่านสภาผู้แทนแล้วและอยู่ระหว่างการพิจารณาวุฒิฯ พร้อมเสียงสนับสนุนจากสมาคมธนาคาร (ABA) ที่กังวลผลกระทบต่อบทบาทธนาคารพาณิชย์.
⸻
6.1 ความหมายเชิง Layered Money
หากไม่มี retail CBDC ระบบยังคงให้ภาคเอกชนออก IOU ชั้นล่าง (เงินฝาก, stablecoin ภายใต้ GENIUS Act) ที่ยึดโยงกับชั้นรัฐผ่านสินทรัพย์สำรอง; ความยืดหยุ่นด้านสินเชื่อ (credit elasticity) จึงยังเกิดในชั้นเอกชน—ลักษณะสำคัญของระบบ Layered Money ที่ Bhatia ย้ำว่าอนุญาตให้เศรษฐกิจขยายตัวแม้สินทรัพย์ฐานมีปริมาณจำกัด.
⸻
7. ทรัมป์, “Crypto Week,” และการผลักดัน Bitcoin ขึ้นชั้น
เหตุการณ์ “Crypto Week” ที่ทรัมป์โปรโมต—การผ่าน GENIUS Act, การผลัก CLARITY Act และ Anti-CBDC Act—สะท้อนยุทธศาสตร์วางสหรัฐเป็นศูนย์กลางสินทรัพย์ดิจิทัลโลก. ในหลายสุนทรพจน์ (Bitcoin Conference Nashville 2024, พิธีลงนาม GENIUS Act 2025) ทรัมป์ประกาศตั้งสหรัฐเป็น “crypto capital / bitcoin superpower,” เสนอ กองสำรอง Bitcoin เชิงยุทธศาสตร์ของชาติ, สนับสนุนขยาย stablecoin เพื่อขยายอิทธิพลดอลลาร์ และย้ำว่าจะไม่ให้เกิด CBDC ในสมัยตน.
⸻
7.1 Bitcoin ในกรอบ Bhatia
Bhatia มอง Bitcoin ชั้นฐาน (base layer) เป็นสินทรัพย์สุดท้ายสำหรับ “final settlement” ที่ยอมแลกความเร็วกับความมั่นคง; เพื่อขยายการใช้งานจำเป็นต้องสร้าง ชั้นที่สอง เช่น Lightning Network หรือ “bitcoin deposits” ในคัสโตเดียน/เอ็กซ์เชนจ์—คล้ายที่ประวัติศาสตร์การเงินใช้ธนบัตร/ตั๋วเงินรองรับทองคำชั้นฐาน. ความสามารถโอนทันที (unsettled channel balances) ทำให้เกิด “time value of bitcoin” และตลาดทุนบนบิทคอยน์ในอนาคต—เงื่อนไขหนึ่งที่ทำให้ Bitcoin สามารถก้าวจากสินทรัพย์สำรอง (reserve asset) ไปสู่บทบาทสกุลเงินชั้นนำได้.
⸻
8. จุดตัดระหว่าง Stablecoin กับ Bitcoin: ทางคู่ขนานหรือสะพาน?
กฎหมาย GENIUS Act อาจสร้าง rail ดอลลาร์บนเชนที่ปลอดภัยขึ้นในสายตาสถาบัน ขณะที่ Bitcoin นำเสนอมูลค่า “ไม่ขึ้นกับรัฐ” ชั้นบนสุด. ในทางปฏิบัติ ผู้ใช้ทั่วโลกอาจเคลื่อนทุนระหว่าง stablecoin (เพื่อหน่วยบัญชี/ความคุ้นเคยดอลลาร์) กับ Bitcoin (เพื่อสินทรัพย์สำรอง/การป้องกันความเสี่ยง) ตลอดเวลา—runs across pyramids. หากประเทศเกิดวิกฤตสกุลเงิน ทุนสามารถไต่ขึ้นชั้นเป็น stablecoin-ดอลลาร์ หรือขึ้นไปไกลกว่าเป็น Bitcoin base layer. กรอบ Bhatia ช่วยให้เราเห็นการย้ายนี้เป็นการเลือก “คู่สัญญา” ที่แตกต่าง: จากธนาคารท้องถิ่น → ผู้ออก stablecoin + Treasuriesสหรัฐ → เครือข่าย Bitcoin ไร้ศูนย์กลาง.
⸻
9. ตาราง Mapping: จากปิรามิดเก่าสู่ใหม่ (ดูภาพ)
ระบบเก่า (Dollar Hierarchy) /ชั้น Bhatia /ระบบใหม่ (Digital) /หมายเหตุเชิง Layering
Physical / Digital U.S. Treasuries /Outside / First-layer ภายในระบบดอลลาร์/ Bitcoin (supra-sovereign outside money) และ Treasuries tokenized สำรอง stablecoin /ชั้นบนสุดอาจ “สองยอดคู่” ในช่วงเปลี่ยนผ่าน.
Fed Reserves / Notes /First-layer ต่อธนาคารพาณิชย์ /CBDC (ถ้า retail จะเป็น first-layer ต่อประชาชน) /Anti-CBDC การเมืองเพื่อกันการ flatten.
Bank Deposits/ Second-layer IOU /Bitcoin Deposits (คัสโตเดียน), Tokenized bank deposits /ความเสี่ยงคู่สัญญา/เครดิต.
MMF Shares, Eurodollar IOU /Third-layer / shadow money /Stablecoins (GENIUS-regulated), Lightning channel balances /ความเร็ว/ประสิทธิภาพแลกความเสี่ยงการไถ่ถอน.
⸻
10. พลวัต “วิ่งขึ้นชั้น” ในโลกผสม (Scenarios)
Scenario A: ความผันผวนคริปโต — นักลงทุนหนี Altcoins → Stablecoins (GENIUS-regulated US$) → หากเกิดข่าวสำรองไม่พอ อาจวิ่งไถ่ถอนขึ้นเป็นเงินสดธนาคาร/UST-Bonds → ผลกระทบสภาพคล่องตลาดเงินสหรัฐ (คล้าย MMF run).
Scenario B: วิกฤตธนาคารท้องถิ่นเกิด deposit flight — ผู้ฝากย้ายเงินจากธนาคารภูมิภาคไป stablecoin ที่ถือ T-bills หรือไปธนาคารขนาดใหญ่; ความเสี่ยง disintermediation ธนาคารขนาดเล็กถูกชี้ในบทวิเคราะห์นโยบายและสื่อธุรกิจ.
Scenario C: สงคราม/การเงิน — ผู้เล่นระหว่างประเทศใช้ stablecoin USD เพื่อโอนผ่านข้อจำกัด; หากบล็อกเชนถูกเซ็นเซอร์ ผู้ถืออาจย้ายมูลค่าไป Bitcoin ชั้นฐานที่ต้านทานการยึด; Bhatiaเน้นบทบาทสินทรัพย์ฐานไร้คู่สัญญาในบริบทภูมิรัฐศาสตร์.
⸻
11. มิติผลประโยชน์ & ความขัดแย้ง: กรณีทรัมป์-World Liberty Financial (USD1)
การถกเถียงสำคัญรอบ GENIUS Act คือความเป็นไปได้ที่เจ้าหน้าที่ระดับสูง (รวมประธานาธิบดี) จะได้ประโยชน์ทางการเงินจากธุรกิจ stablecoin เอกชน—ประเด็นถูกหยิบยกทั้งโดยผู้สื่อข่าวสายสืบสวนและสมาชิกสภาคองเกรสฝ่ายคัดค้าน. รายงานระบุความเชื่อมโยงของครอบครัวทรัมป์กับ World Liberty Financial ผู้พัฒนา stablecoin USD1 (หนุนด้วยดอลลาร์/Treasuries) และปริมาณรายได้/การระดมทุนที่เกี่ยวข้อง; ข้อเสนอแก้ไขเพื่อจำกัดผลประโยชน์ทับซ้อนถูกตีตกในขั้นเจรจากฎหมาย.
⸻
12. บทเรียนเชิงนโยบายจาก Layered Money
1. ระบอบการเปิดเผยสำรอง + สิทธิการไถ่ถอน = เสาหลักสภาพคล่องชั้นล่าง
ระบบลำดับชั้นจะเสถียรได้ก็ต่อเมื่อผู้ถือ IOU เชื่อว่าพวกเขาไถ่ถอนขึ้นชั้นได้จริง; GENIUS Act จึงให้กฎสำรอง, การสอบบัญชี, ลำดับสิทธิในล้มละลาย.
2. ปริมาณสินทรัพย์ฐานจำกัด → ต้องยอมให้ชั้นบน “เครดิตขยาย”
Bhatiaชี้ว่าประวัติศาสตร์เงินทุกยุคอาศัยชั้น IOU เพื่อเพิ่มปริมาณสภาพคล่องเทียบสินทรัพย์ฐาน; Stablecoin ทำบทบาทนี้ในเวอร์ชันดิจิทัล—แต่ต้องกำกับเพื่อไม่ให้ leverage ล้น.
3. CBDC ดีไซน์ = ตัวปรับรูปร่างปิรามิด
เปิด retail CBDC โดยไม่กัน deposit flight อาจดึงทุนออกจากธนาคาร; หากเจตนารมณ์การเมืองคือรักษาระบบธนาคารเอกชน การจำกัด CBDC (Anti-CBDC Act) เป็นการ “ตรึงฐานชั้นที่สอง” ไว้.
4. การแข่งขันยอดปิรามิด: ดอลลาร์ vs Bitcoin
ฝ่ายนโยบายสหรัฐ (ทรัมป์) มองการขยาย stablecoin = ขยายรัศมีดอลลาร์ ขณะเดียวกันเปิดทาง Bitcoin เป็นสินทรัพย์ยุทธศาสตร์; ความเป็นคู่—ไม่ใช่ศูนย์รวมเดียว—อาจสะท้อนยุคระบบการเงินพหุนิยม.
⸻
13. สิ่งที่ควรจับตา (Checklist)
ประเด็น /สัญญาณเตือน /คำถามเชิง Layering
กฎเกณฑ์สำรอง GENIUS Act (กำหนด 93 วัน)/ รายงานสำรองรายเดือนของผู้ออกใหญ่ /สัดส่วน
T-bill ต่อ repo เปลี่ยน? ความเสี่ยง duration?
ไม่มีดอกเบี้ย stablecoin โดยตรง /โครงสร้าง third-party yield farms โผล่? /ก่อ “shadow leverage layer” คล้าย prime MMF?
Anti-CBDC Act ในวุฒิสภา /วุฒิฯจะแก้ไข? จะอนุญาต wholesale/interop? /จะมี CBDC เฉพาะระหว่างสถาบัน (wholesale) ที่ไม่กระทบ retail layer หรือไม่?
Bitcoin Strategic Reserve /กฎหมายสนับสนุน? วิธีบันทึกสินทรัพย์?/ Bitcoin จะถูกยกระดับเป็นสินทรัพย์สำรองทางการ (sovereign first-layer) ควบคู่ทอง/Treasuries หรือไม่?
⸻
14. สรุปใหญ่: ระบบการเงินกำลัง “แตกยอด” เป็นปิรามิดคู่
เลนส์ Layered Money ทำให้เราเห็นภาพรวม:
• ดอลลาร์-บนเชน (Stablecoin ภายใต้ GENIUS Act) กำลังกลายเป็นโครงสร้าง IOU ชั้นใหม่ที่หนุนหลังด้วยสินทรัพย์ชั้นรัฐ (T-bills, เงินสด Fed) และอาจขยายการครองตลาดดอลลาร์ในโลกดิจิทัล.
• การต่อต้าน CBDC ปกป้องบทบาทชั้นเอกชนในลำดับชั้นเงินสหรัฐ และรักษาความยืดหยุ่นการให้สินเชื่อ.
• Bitcoin เสนอทางเลือกสินทรัพย์ฐานไร้คู่สัญญาระดับโลก ซึ่งสามารถสร้างชั้นการชำระธุรกรรม (Lightning, คัสโตเดียน) ทับได้ และดึงดูดความสนใจเชิงยุทธศาสตร์ทางการเมือง.
เมื่อปิรามิดเก่าเชื่อมกับใหม่ เราไม่ได้ย้ายจากระบบหนึ่งไปอีกระบบเดียว แต่กำลังเข้าสู่ ภูมิทัศน์หลายปิรามิดที่ซ้อนทับและเชื่อมด้วยเกตเวย์ไถ่ถอน—และความเสี่ยงระบบในศตวรรษที่ 21 จะอยู่ที่จุดเชื่อมเหล่านี้.
#Siamstr #nostr #bitcoin #BTC