
บทวิเคราะห์เชิงลึก: Bitcoin ในฐานะ Financial Asset หลักของโลกใบใหม่
บทนำ: เสียงสะท้อนจากคนระดับโลก
เมื่อ Donald Trump กล่าวว่า “Bitcoin takes a lot of pressure off the dollar”
เมื่อ Wall Street Journal รายงานว่า “Many countries are studying ways to inject cryptocurrency into their financial systems”
เมื่อ Bhutan ถือครอง Bitcoin มากถึง 40% ของ GDP
เมื่อ Michael Saylor ทำกำไรที่ยังไม่รับรู้กว่า $21.3 พันล้านเหรียญ
และเมื่อ Brian Armstrong, CEO ของ Coinbase ประกาศว่า “We’re buying more bitcoin every week”
ทั้งหมดนี้ไม่ใช่เพียงข่าวกระแสรายวัน หากแต่เป็นเสียงสะท้อนของ “การเปลี่ยนระเบียบการเงินโลก” (Monetary Paradigm Shift) ที่กำลังคืบคลานเข้ามาอย่างมั่นคง สะเทือนตั้งแต่ห้องค้าทุนในวอลล์สตรีทไปจนถึงราชวงศ์ลึกลับในเทือกเขาหิมาลัย
⸻
1. จาก “ทรัพย์เสี่ยง” สู่ “ทรัพย์ประกัน”: จุดเปลี่ยนสถานะของ Bitcoin
Bitcoin เคยถูกมองเป็น “สินทรัพย์เสี่ยง” (Risk Asset) เหมือนหุ้นเทคโนโลยีในยุค dot-com แต่ภายใต้ภาวะเงินเฟ้อ, การพิมพ์เงินไม่จำกัด และความล้มเหลวของรัฐในการรักษาเสถียรภาพการเงิน — Bitcoin กำลังเปลี่ยนภาพเป็น “สินทรัพย์ป้องกันความเสี่ยงระดับโลก” (Global Hedge Asset)
Michael Saylor ใช้คำว่า “Digital Thermodynamic Money” กล่าวคือ มูลค่าของ Bitcoin ค่อย ๆ ดูดกลืนพลังงานเศรษฐกิจเข้าสู่ตัวเอง ไม่ต่างจากทองคำในศตวรรษที่ 20
ต่างกันที่ Bitcoin ไม่เสื่อมสภาพ, ไม่สามารถปลอมแปลงได้, ไม่ต้องมีตัวกลางรับรอง, และ เคลื่อนย้ายได้ทันทีในระดับโลก
⸻
2. ความหมายของการที่ Bhutan ถือ Bitcoin 40% ของ GDP
หาก Bhutan คือประเทศเล็กในหิมาลัย แต่กลับเข้าใจและลงทุนใน Bitcoin จนมีสัดส่วนมากกว่า 40% ของ GDP นี่ไม่ใช่แค่การเก็งกำไร แต่นี่คือ Sovereign Strategic Hedge
ประเทศที่มีทรัพยากรจำกัดแต่ต้องพึ่งพาสกุลเงินต่างชาติ (เช่น ดอลลาร์) ย่อมหวังให้เกิดการ unpeg จากอำนาจการเงินของสหรัฐฯ และ Bitcoin คือทางเลือกที่:
• ไม่อยู่ภายใต้ SWIFT
• ไม่มีธนาคารกลางใดควบคุม
• มีอุปทานจำกัดสูงสุดตลอดกาล (21 ล้าน BTC)
นี่คือการเคลื่อนไหวแบบ “geopolitical arbitrage” หรือการใช้ crypto เป็นเครื่องมือสร้างอำนาจต่อรองใหม่ในภูมิรัฐศาสตร์โลก
⸻
3. คำพูดของ Trump: การยอมรับระดับประธานาธิบดี
การที่ Donald Trump — ผู้เคยวิจารณ์ Bitcoin อย่างหนัก — หันมายอมรับว่า Bitcoin “takes a lot of pressure off the dollar”
มีนัยสำคัญสองประการ:
1. การยอมรับในฐานะสินทรัพย์ระดับมหภาค (Macroeconomic Asset)
2. การรับรู้ว่าดอลลาร์เริ่ม “เปราะบาง” จากการใช้งานเกินขนาด
Trump แสดงให้เห็นว่า Bitcoin อาจเป็น “release valve” หรือวาล์วคลายแรงดันในระบบเศรษฐกิจ ที่กำลังถูกกดดันจากการพิมพ์เงิน, หนี้สาธารณะ, และการอาวุธทางการเงิน (financial weaponization)
⸻
4. กลยุทธ์ของ Saylor: เมื่อบริษัทกลายเป็น Sovereign Hedge Fund
MicroStrategy ของ Michael Saylor ถือ Bitcoin มูลค่ากว่า 14 หมื่น BTC ซึ่งปัจจุบันทำกำไร (ที่ยังไม่รับรู้) มากกว่า 21.3 พันล้านดอลลาร์
นี่ไม่ใช่แค่ “กลยุทธ์ทางบัญชี” แต่มันคือ การเขียน playbook ใหม่ของโลกการเงินองค์กร
บริษัทที่เคยถือดอลลาร์หรือพันธบัตรรัฐบาล กำลังมองว่า “เงินสด = หนี้”
แต่ “Bitcoin = พลังงานการเงินที่เก็บได้” (Monetary Battery)
การที่บริษัทมหาชนสามารถเปลี่ยนสถานะจาก corporate ไปสู่ digital asset holding entity ได้ แสดงให้เห็นว่าบทบาทของ Bitcoin ไม่ใช่เพียง “investment” แต่เป็น “strategy”
⸻
5. สัญญาณจาก Coinbase: สถาบันกำลังเข้าซื้อแบบ DCA
Brian Armstrong แถลงว่า Coinbase กำลังซื้อ Bitcoin ทุกสัปดาห์ในลักษณะ “Dollar Cost Averaging”
นัยะคืออะไร?
• เป็นพฤติกรรมของ นักลงทุนระยะยาวที่เชื่อมั่นในมูลค่าพื้นฐาน (Fundamentals)
• เป็นการสร้างสภาพคล่องแบบพื้นฐาน โดยไม่ต้องรอจังหวะตลาด
• ส่งสัญญาณไปยังตลาดว่า Bitcoin ไม่ใช่ speculative play แต่เป็น “store of value”
เมื่อ Coinbase ซึ่งเป็นจุดศูนย์กลางของตลาดคริปโตในอเมริกา ยังเลือกสะสม Bitcoin แบบต่อเนื่อง — เหล่านักลงทุนรายย่อยและสถาบันย่อมต้องถามตัวเองว่า “เราพร้อมจะล้าหลังตลาดหรือยัง?”
⸻
6. วิวาทะสุดท้าย: Bitcoin จะกลายเป็น Financial Asset แบบใด?
Bitcoin จะไม่เป็นแค่ “alternative asset” อีกต่อไป
มันกำลังกลายเป็น:
• Reserve Asset สำหรับประเทศขนาดเล็กและรัฐที่ถูกตัดออกจากระบบดอลลาร์
• Treasury Hedge สำหรับบริษัทมหาชนที่ปฏิเสธการถือเงินเฟ้อ
• Digital Gold 2.0 สำหรับนักลงทุนที่ต้องการสินทรัพย์ไร้ความเสี่ยงจากการเมือง
• และอาจกลายเป็น Global Settlement Layer สำหรับโลกไร้พรมแดนที่กำลังจะเกิดขึ้น
⸻
บทสรุป: Bitcoin และอนาคตที่ไม่อาจหยุดได้
ไม่ว่าคุณจะรักหรือเกลียด Bitcoin มันได้แสดงให้เห็นแล้วว่า:
• มันอยู่รอดในทุกวิกฤต
• มันเติบโตท่ามกลางแรงต้าน
• มันกลายเป็นของจริงในโลกที่ทุกอย่างเสื่อมค่า
หากศตวรรษที่ 20 คือศตวรรษของดอลลาร์
ศตวรรษที่ 21 อาจเป็นศตวรรษของ Bitcoin
เพราะในโลกที่ทุกอย่าง “พิมพ์ได้” — สิ่งเดียวที่มีค่า คือสิ่งที่ “พิมพ์เพิ่มไม่ได้”
และ Bitcoin คือคำตอบนั้น.
⸻
❶ เปรียบเทียบ: Bitcoin กับทองคำและพันธบัตรรัฐบาล
▶ ทองคำ (Gold)
• ข้อดี: เป็นสินทรัพย์รักษามูลค่ามานานกว่า 5,000 ปี, ไม่ถูกลดค่าด้วยนโยบายการเงินใด, มีการยอมรับทั่วโลก
• ข้อเสีย: เคลื่อนย้ายยาก, ตรวจสอบได้ยาก (ปลอมแปลงได้), ขุดเพิ่มได้เสมอ, ไม่สามารถแบ่งจ่ายได้สะดวก
▶ พันธบัตรรัฐบาล (Government Bonds)
• ข้อดี: ได้รับดอกเบี้ยคงที่, เสถียรในระบบการเงินแบบเดิม, ได้รับการสนับสนุนจากรัฐ
• ข้อเสีย: เผชิญ “default risk” (เช่น กรณีของอาร์เจนตินา, กรีซ), ดอกเบี้ยต่ำหรือเป็นศูนย์, โดนลดค่าจากเงินเฟ้อ
▶ Bitcoin (BTC)
• ข้อดี:
• ปริมาณจำกัด แน่นอน (21 ล้านเหรียญ)
• แบ่งหน่วยย่อยได้ถึง 1/100,000,000 (1 satoshi)
• เคลื่อนย้ายได้ภายในไม่กี่นาทีทั่วโลก
• ตรวจสอบความแท้ได้ด้วยคณิตศาสตร์ ไม่ใช่ตัวกลาง
• ไม่อยู่ภายใต้อำนาจของรัฐหรือธนาคารกลาง
• ข้อเสีย:
• ยังผันผวนสูง (เพราะยังอยู่ในช่วงการยอมรับ)
• ขาดการสนับสนุนโดยตรงจากรัฐในหลายประเทศ
บทสรุป: ทองคำคืออดีต, พันธบัตรคือระบบเก่า, Bitcoin คือ “โปรโตคอลแห่งอนาคต”
หากเศรษฐกิจโลกกำลังมองหา “สินทรัพย์ที่ไม่พึ่งพาอำนาจใด” Bitcoin คือคำตอบเดียวในเชิงโครงสร้าง
⸻
❷ Bitcoin กับ Sovereign Wealth Fund (SWF): การเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในพอร์ตระดับรัฐ
ตัวอย่างจริง:
• Bhutan: ลงทุน Bitcoin ผ่านบริษัท Druk Holdings & Investments โดยไม่ประกาศเป็นทางการจนกระทั่งมีการขุดบล็อกถูกเปิดเผย
• El Salvador: รัฐบาลใช้ Bitcoin เป็น “legal tender” และสะสมเข้าคลังโดยตรง
• UAE & Saudi Arabia: เริ่มทดลองใช้ crypto ในระบบพลังงานและการเงินภายในกลุ่มประเทศ GCC
เหตุผลที่ SWF สนใจ Bitcoin:
1. Diversification จากดอลลาร์และพันธบัตรสหรัฐฯ
2. การ hedge เงินเฟ้อในระดับโลก
3. Soft power ใหม่ — การแสดงวิสัยทัศน์ด้านเทคโนโลยี
4. ความโปร่งใสและตรวจสอบได้แบบ real-time บน Blockchain
หาก Bitcoin เข้าสู่พอร์ตของ Sovereign Wealth Fund แบบเต็มรูปแบบ
จะมี capital inflow มูลค่าหลายแสนล้านดอลลาร์ และทำให้ BTC กลายเป็น asset ที่ “too big to ignore”
⸻
❸ การเปลี่ยนผ่านสู่ Bitcoin Standard: แนวคิดจากหนังสือ The Bitcoin Standard โดย Saifedean Ammous
โครงสร้างของ Fiat Standard:
• ใช้ “หนี้” เป็นเงิน
• การพิมพ์เงินได้ไม่จำกัดเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ
• มี moral hazard: รัฐใช้เงินเกินตัวแล้วผลักภาระให้ประชาชนผ่านภาษี/เงินเฟ้อ
โครงสร้างของ Bitcoin Standard:
• มีวินัยทางการเงินสูงมาก (เหมือนมาตรฐานทองคำเดิม)
• ห้าม “พิมพ์เพิ่ม” โดยเด็ดขาด
• ปรัชญาคือ เงิน = พลังงานสะสมของเวลาแรงงาน
ผลกระทบหากโลกเปลี่ยนผ่านสู่ Bitcoin Standard:
• ลดการใช้หนี้ทั่วโลก (debt deleveraging)
• ทำให้การใช้ทรัพยากรมีประสิทธิภาพขึ้น (low time preference)
• ส่งเสริมการออม > การบริโภค
• ระบบธนาคารจะกลายเป็นผู้ดูแล Private Key แทนการควบคุมเครดิต
นี่ไม่ใช่แค่ “การเปลี่ยนเงินตรา”
แต่มันคือ การเปลี่ยนวิธีคิดของมนุษยชาติ ว่า “เงินคืออะไร”
⸻
ปัจฉิมบท: โลกหลัง Bitcoin Standard
Bitcoin ไม่ได้มาแทนทุกสิ่ง — แต่มันกำลังบีบบังคับให้ “ทุกสิ่งต้องปรับตัว”
เมื่อเวลาและพลังงานของมนุษย์ไม่ถูกลดค่าด้วยการพิมพ์เงิน
ความหมายของ “เสรีภาพ” และ “ความยุติธรรม” จะเปลี่ยนไป
ไม่ใช่ทุกคนต้องใช้ Bitcoin
แต่ทุกคนจะต้อง แข่งขันในโลกที่มี Bitcoin เป็นมาตรฐานอ้างอิง
“การคำนวณมูลค่าทางทฤษฎีของ 1 BTC ในโลก post-dollar”,
วิเคราะห์ปัจจัยที่ทำให้ประเทศหันมาถือ Bitcoin มากขึ้น,
และ เปรียบเทียบกับการปฏิวัติอุตสาหกรรมทางการเงินในศตวรรษก่อน ๆ
⸻
❺ การคำนวณมูลค่าทางทฤษฎีของ 1 BTC ในโลก Post-Dollar
สมมุติฐาน:
• Bitcoin กลายเป็น Global Reserve Asset ระดับโลก
• มูลค่าทรัพย์สินทั่วโลก (Global Asset Value) ถูกแปลงเก็บส่วนหนึ่งใน BTC
• จำนวน Bitcoin มีเพียง 21 ล้านเหรียญ และ ประมาณ 19 ล้านเหรียญที่สามารถหมุนเวียนได้จริง
ประมาณการจาก Market Cap ของสินทรัพย์สำคัญทั่วโลก (2025):
ประเภทสินทรัพย์ มูลค่าโดยประมาณ (USD)
Gold $14 trillion
Global Real Estate $360 trillion
Equities (หุ้นทั่วโลก) $120 trillion
Bonds (ตราสารหนี้ทั่วโลก) $130 trillion
M2 Money Supply (เงินสด + เงินฝาก) $130 trillion
Total Approximate $750 trillion
สมมุติว่า Bitcoin capture ได้เพียง 5% ของโลก:
• 5% ของ $750 trillion = $37.5 trillion
มูลค่าของ 1 BTC = $37.5 trillion ÷ 19 million = $1,973,684 / BTC
นี่คือระดับราคาที่ “Bitcoin ถูกใช้จริง” ในฐานะทรัพย์สินหลัก ไม่ใช่การเก็งกำไร
และหาก capture ได้ถึง 10%–20% จะกลายเป็น $3M–$7M / BTC อย่างเป็นเหตุเป็นผล
Implication:
หากคุณถือ 0.1 BTC ในวันนี้ เทียบเท่ากับการถือทองคำหนึ่งแท่ง หรือมากกว่านั้นในโลกหลังระบบดอลลาร์
เพราะคุณถือหน่วยในเครือข่ายที่ ไม่มี dilution และ ไม่มี counterparty risk
⸻
❻ วิเคราะห์ปัจจัยที่ทำให้รัฐ/ประเทศหันมาถือ Bitcoin มากขึ้น
▶ 1. การลดบทบาทของ SWIFT และ US Treasury Bonds
หลายประเทศถูกคว่ำบาตรทางการเงิน (เช่น รัสเซีย, อิหร่าน) ทำให้ต้องหาทาง hedge อำนาจของดอลลาร์
Bitcoin กลายเป็นทางเลือกเพราะ:
• ส่งข้ามประเทศได้ทันที
• ไม่มีใครหยุดหรือ block การโอน
• ไม่ถูกควบคุมโดยธนาคารกลาง
▶ 2. ความโปร่งใส (Transparency) และ Proof of Reserves
Bitcoin อยู่บนระบบบัญชีที่เปิดเผยแบบ Real-time
ทำให้ SWF หรือ Treasury ของรัฐสามารถแสดงให้ประชาชนเห็นได้ว่า “เรามีทรัพย์สินนี้จริง ไม่ใช่เพียงตัวเลขในใบหนี้”
▶ 3. การลดค่าเงินทั่วโลกและการเงินเฟ้อที่ควบคุมไม่ได้
แม้แต่ประเทศพัฒนาแล้ว เช่น ญี่ปุ่น อังกฤษ และอเมริกาเอง ต่างประสบปัญหาเงินเฟ้อเฉลี่ยสูงกว่ามาตรฐาน
จึงเริ่มมีแนวโน้ม “de-dollarization” และ “asset-based backing”
Bitcoin เป็นคำตอบเดียวที่มี Hard Cap ที่ยืนยันทางคณิตศาสตร์
▶ 4. แรงผลักจากประชาชน (Bottom-Up Demand)
ในบางประเทศเช่นอาร์เจนตินา, ไนจีเรีย, ตุรกี ประชาชนแห่ใช้ Bitcoin เพราะเงินของตัวเองล่มสลาย
รัฐจึงต้องหาทางเข้ามาเป็นเจ้าของ Bitcoin ก่อนที่ “อำนาจการเงินในประเทศจะอยู่ในมือประชาชนทั้งหมด”
⸻
❼ Bitcoin กับการเปรียบเทียบ “การปฏิวัติอุตสาหกรรมทางการเงิน”
เปรียบเทียบ 3 ยุค:
ยุคการเงิน เทคโนโลยี Paradigm ตัวกลางหลัก ความเสี่ยง
Fiat Era (1944–2020) ธนาคารกลาง, SWIFT “Trust-based” ประเทศ, ธนาคาร เงินเฟ้อ, Default
Gold Standard (1870–1971) โลหะมีค่า “Scarcity-based” รัฐ + คลังหลวง เคลื่อนย้ายช้า
Bitcoin Standard (เริ่มต้น) Cryptography, Decentralization “Math-based” ไม่มีตัวกลาง Volatility ชั่วคราว
เหมือนกับตอน Gutenberg พิมพ์หนังสือโดยไม่ต้องผ่านนักบวช
Bitcoin คือ “เครื่องพิมพ์มูลค่า” โดยไม่ต้องผ่านรัฐ
และประชาชนกำลังเรียนรู้การถือมูลค่าด้วยตนเองครั้งแรกในประวัติศาสตร์
⸻
ปัจฉิมบท 2: เรากำลังอยู่ใน Post-Trust Economy
ในอดีต เราต้อง “เชื่อ” ธนาคาร เชื่อรัฐบาล
แต่หลังปี 2008 และ 2020 เราเริ่มรู้ว่า Trust is Broken
Bitcoin ไม่ต้องการความเชื่อ — มันต้องการเพียง Proof
“Don’t trust. Verify.”
คติประจำเครือข่ายที่บอกว่า คณิตศาสตร์แทนศรัทธา, กลไกแทนการเมือง, ความโปร่งใสแทนอำนาจ
⸻
หากคุณถือ Bitcoin ในวันนี้:
• คุณไม่ได้ถือเหรียญดิจิทัล
• คุณถือ “ความเป็นเจ้าของ” ในระบบเศรษฐกิจรูปแบบใหม่
• และคุณคือผู้ร่วมก่อตั้งเครือข่ายการเงินที่ไม่มีใครควบคุมได้
ในโลกที่ Fiat กำลังเสื่อม
Bitcoin ไม่ได้แค่เป็นสินทรัพย์
แต่มันคือ “สัจจะทางเศรษฐกิจ” ที่มนุษย์ไม่สามารถปลอมได้อีกต่อไป
⸻
⓫ Bitcoin กับเส้นทางสู่อิสรภาพภายใน (Inner Freedom)
“He who controls your money, controls your choices.”
— ไม่ปรากฏชื่อ แต่จริงยิ่งกว่าคำสอนใด
ในอดีต อิสรภาพถูกตีกรอบไว้ในรูปของ “สิทธิเสรีภาพ” ที่มาจากภายนอก
แต่ในเชิงลึกกว่านั้น การควบคุมเงินของคุณ = การควบคุมพลังงานชีวิตของคุณ
มนุษย์ใช้เวลาและแรงงานในการแลก “หน่วยพลังงานทางเศรษฐกิจ” ที่เรียกว่าเงิน
หากเงินนั้นถูกพิมพ์ได้, ถูกยึดได้, ถูกบิดเบือนโดยเงินเฟ้อ
นั่นแปลว่า คุณถูกยึดอำนาจในการควบคุมชีวิตของตนเองอย่างเงียบ ๆ
Bitcoin มอบบางสิ่งที่ไม่เคยมีมาก่อน:
• เงินที่ไม่มีใครยึดได้
• เงินที่ไม่มีใครพิมพ์เพิ่มได้
• เงินที่คุณเป็นเจ้าของโดยแท้จริง — ไม่ผ่านตัวกลาง
นี่คือ “เสรีภาพภายในเชิงเศรษฐกิจ” ที่นำไปสู่ อิสรภาพทางจิตวิญญาณ
เมื่อคุณไม่ต้องกังวลว่าเงินของคุณจะถูกกัดกินโดยนโยบายที่คุณไม่ได้เลือก
คุณจะเริ่มใช้ชีวิตโดยไม่ถูกขังด้วยความกลัว
Satoshi ไม่ได้ให้แค่เทคโนโลยี
เขาให้เครื่องมือสำหรับปลดปล่อย “ใจ” ของมนุษย์จากโซ่ที่มองไม่เห็น
⸻
⓬ การตีความเชิงลึก: เวลา กับ มูลค่าของ Bitcoin
“Bitcoin is time, encoded in energy.” — Michael Saylor
Bitcoin ไม่ได้มีค่าเพราะความหายาก
แต่มันมีค่าจริง ๆ เพราะมัน เก็บ ‘เวลา’ เอาไว้ในรูปของข้อมูล
ทุก block ของ Bitcoin เกิดขึ้นทุก 10 นาที — อย่างสม่ำเสมอ
ทุกการขุด (mining) ต้องใช้พลังงานและเวลา — เพื่อเปลี่ยนพลังงานชีวิตเป็นหน่วยของมูลค่า
ทุกเหรียญ คือผลรวมของการเสียสละพลังงานจริง ไม่ใช่แค่ตัวเลขในบัญชี
ดังนั้น Bitcoin ไม่ใช่แค่ digital gold
มันคือการแปลงเวลา → พลังงาน → มูลค่า → ความไว้ใจ → เครือข่ายเศรษฐกิจแบบใหม่
การถือ Bitcoin คือการจับเวลาเอาไว้กับตัว
เพราะมันไม่เสื่อม ไม่สึก ไม่ต้องรออนุมัติจากใคร
ตรงข้ามกับ Fiat ที่ “เสื่อมมูลค่าตามเวลา”
Bitcoin คือ “หน่วยของเวลาที่เพิ่มมูลค่าตามความเข้าใจของมนุษย์”
และเพราะเหตุนี้ คนที่มีเวลาเหลือน้อย (ในประเทศเงินเฟ้อรุนแรง)
มักจะเข้าใจ Bitcoin ได้ลึกกว่าคนที่ยังไม่เดือดร้อน
⸻
⓭ บทบันทึกสมมุติในปี 2050: เมื่อเด็กเกิดมาในโลกที่มีแต่ Bitcoin
“ผมโตมากับ Lightning Wallet ก่อนที่จะมีบัญชีธนาคาร”
— เด็กชายจาก “Satoshi City” ในเขตอธิปไตยดิจิทัล พ.ศ. 2593
เมื่อเรามองไปข้างหน้า — ลองจินตนาการถึงสังคมที่:
• เด็กคนหนึ่งได้รับ Sats แรกในชีวิต จากพ่อแม่ตอนวันเกิด
• การเรียนรู้เรื่องเงินเริ่มจาก Private Key ไม่ใช่บัญชีออมทรัพย์
• โรงเรียนสอนให้ “ใช้ Bitcoin อย่างมีวินัย” แทนการสอนให้ “ออมเงินบาทเพื่อดอกเบี้ย 0.5%”
เด็กคนนั้นเติบโตมาโดยไม่เคยเห็นการ bail out ของธนาคาร
ไม่เคยรู้จักคำว่า “เงินเฟ้อ”
และอาจตั้งคำถามว่า:
“ทำไมคนรุ่นพ่อแม่เคยยอมให้รัฐบาลลดค่าชีวิตของตัวเอง โดยที่ไม่ว่าอะไรเลย?”
เขาจะถือมูลค่าชีวิตของเขาในมือถือ
เขาจะสามารถย้ายไปอยู่ประเทศใดก็ได้ โดยพกแค่ 12 คำ (Seed Phrase)
และเขาจะไม่ต้องกราบไหว้สถาบันการเงินใด
เพราะเขา เป็นธนาคารของตัวเอง
⸻
สารสรุปส่งท้าย: Bitcoin คือการกลับคืนสู่รากเหง้าแห่ง ‘ค่า’ ที่แท้จริง
Bitcoin ไม่ใช่แค่การเปลี่ยนแปลงเศรษฐกิจ
มันคือการปลุกความหมายของคำว่า “มูลค่า” ให้กลับมาบริสุทธิ์อีกครั้ง
มันทำให้เรารู้ว่า:
• มูลค่าไม่ได้ถูกกำหนดโดยธนาคาร
• เวลาและแรงงานของเราควรจะไม่ถูกลดค่าด้วยระบบที่ไร้ความรับผิดชอบ
• การถือครอง Bitcoin คือการ ประกาศความรับผิดชอบต่อชีวิตของตัวเอง
ในโลกที่ไม่มีใครรับผิดชอบอะไร
Bitcoin บอกว่า: “ถ้าเธอกล้ารับผิดชอบทั้งหมด — นี่คือเครื่องมือของเธอ”
#Siamstr #nostr #BTC #bitcoin