คำถามคือในแง่ของทฤษฎีฝ่ายซ้ายจะอ้างได้ว่าไม่ใช้อำนาจรัฐเพราะทุกคนจะตกลงร่วมใจกันอย่าง "เท่าเทียม" แต่ในความเป็นจริงมันทำไม่ได้เพราะมนุษย์ไม่เคยเท่าเทียมและไม่มีทางที่จะเท่าเทียม ฉะนั้นแล้วฝ่ายซ้ายจะต้องใช้ "อำนาจของอะไร" ในการบังคับคนให้เท่าเทียม?
อิสรนิยมหมายความว่า "อิสระจากรัฐ" แนวคิดอิสรนิยมแบบฝ่ายซ้ายสุดท้ายมันก็ใช้อำนาจรัฐอยู่ดี มันไม่มีทางอิสระ ทั้งนี้การอิสระจากรัฐมันไม่ได้หมายความว่าจะอิสระจากวัฒนธรรมหรือสังคม
ทัศนะของ Javier Milei ต่อ Bitcoin ที่มา :
ชัยชนะของอิสรนิยม : บทใหม่ของประวัติศาสตร์อาร์เจนตินา . เมื่อวันที่ 14 สิงหาคม พ.ศ.2566 ที่ผ่านมาของประเทศอาร์เจนตินามีการเลือกตั้งทั่วประเทศ 23 จังหวัดผ่านระบบเลือกตั้งแบบระบบสัดส่วน ผลปรากฏว่าผู้สมัครชิงประธานาธิบดีอย่างฮาเวียร์ ไมลีย์ (Javier Milei) พร้อมกับวิคตอเรีย บียาร์รูเอล (Victoria Villarruel) ในนามของพรรค Partido Libertario และจากแนวร่วม La Libertad Avanza ได้รับชัยชนะอย่างล้นหลามในรอบโหวตทั่วไป (primary vote) อยู่ที่ 7,116,352 เสียงคิดเป็น 30.4% ของผู้มีสิทธิ์เลือกตั้ง (ไม่นับบัตรเสียงหรือไม่มาโหวต) ทั้งหมด 23,977,019 คน รองลงมาก็คือแพทริเซีย บูลริช (Patricia Bullrich) จากพรรค Propuesta Republicana และแนวร่วม Juntos por el Cambio ได้เสียงโหวตปธน.รวมทั้งหมด 6,698,029 คิดเป็น 28.27% ของผู้มีสิทธิ์โหวตทั้งหมด ระบบการเลือกตั้งของอาร์เจนตินาระบุเอาไว้ว่าพลเมืองที่มีอายุ 16 ปีหรือมากกว่านั้นจะมีสิทธิ์เลือกตั้ง การโหวตประธานาธิบดีและรองประธานาธิบดีจะเลือกตั้งด้วยบัตรใบเดียวผ่านการเลือกโดยตรงจากประชาชน โดยทั้งสองจะมีวาระการดำรงตำแหน่งประมาณ 4 ปี และจะใช้ระบบสองรอบ (runoff voting system or two-round system.) ในกรณีที่ผู้สมัครมีคะแนนไล่เรี่ยกันก็จะต้องมีผู้สมัครคนใดคนหนึ่งชนะในการโหวตมากกว่า 45% ของการโหวต หรือมากกว่าร้อยละ 40% โดยมีคะแนนมากกว่ารองชนะเลิศอย่างน้อยร้อยละ 10 ในประเทศอาร์เจนตินาจะแบ่งออกเป็นระบบ 2 สภาได้แก่ สภาล่าง (Cámara de Diputados de la Nación) มีที่นั่งทั้งหมด 257 ที่และต้องมีการเลือกตั้งทั่วประเทศจาก 23 จังหวัดด้วยระบบสัดส่วนตามที่กล่าวไป และสภาบน หรือ วุฒิสมาชิกสภา (Senado de la Nación) จะมี 72 ที่นั่ง ในการเลือกแบบแรกมีวาระ 6 ปีการเลือกตั้งทั่วประเทศทั้ง 23 จังหวัดและเขตการปกครองพิเศษ (รวมเป็น 24) และแบบที่สองก็มีวาระอยู่ 6 ปีเหมือนกัน แต่สมาชิกวุฒิสภาจะมาจาก 2 พรรคร่วมใหญ่ที่ได้รับชัยชนะในการเลือกตั้งทั่วไป . สำหรับข้อมูลผู้สมัครแนวร่วม La Libertad Avanza อย่างคุณฮาเวียร์ ไมลีย์ (Javier Milei) เขาเป็นนักการเมืองและนักเศรษฐศาสตร์มีจุดยืนทางการเมืองแบบอิสรนิยมปีกขวาและสนับสนุนแนวคิดสำนักเศรษฐศาสตร์ออสเตรียนอย่างแข็งขัน และสนับสนุนแนวคิดทางปรัชญาอิสรนิยมของเมอร์เรย์ ร็อธบาร์ด (Murray N. Rothbard) ตัวเองเขาเองนิยามว่าเป็นนักจุลรัฐนิยมแบบระยะสั้น (short-term minarchist) แต่สนับสนุนแนวคิดอนาธิปไตยทุนนิยม (anarcho-capitalist) เขาเชื่อว่าการเก็บภาษีโหด ๆ เป็นการทำร้ายประเทศ และการลดค่าใช้จ่ายภาครัฐจะเป็นหนทางในการทำให้งบประมาณของรัฐเกิดความสมดุล (เป็นแนวทางหนึ่งในการแก้ไขเงินเฟ้อไปอีก) เขาคัดค้านเรื่องของการทำแท้ง และวิพากษ์วิจารณ์ขบวนการเคลื่อนไหวฝ่ายซ้ายที่เป็นมาร์กซิสต์สายวัฒนธรรม (cultural marxism) ขบวนการเคลื่อนไหวเพื่อความหลากหลายทางเพศ (LGBT movement) ในแง่ลบ (ไม่เห็นด้วย) เขามีความต้องการที่จะยุบกระทรวงผู้หญิง เพศและความหลากหลายของอาร์เจนตินา (Ministerio de las Mujeres, Géneros y Diversidad) อันเป็นการแหล่งบ่มเพาะฝ่ายซ้ายผ่านกลไกของรัฐ ชีวิตส่วนตัวของเขาอย่างคร่าว ๆ ก็คือ เขานับถือศาสนาคริสต์นิกายคาทอลิก (ที่มาว่าทำไมเขาไม่เห็นด้วยกับการทำแท้ง) และค่อนข้างโปรดปรานในแนวคิดของมิลตัน ฟรีดแมน (Milton Friedman) และเมอร์เรย์ ร็อธบาร์ด (Murray N. Rothbard) จนถึงขนาดนำไปตั้งชื่อของสุนัขพันธุ์อิงลิช มาสทิฟฟ์ . ตามมุมวิเคราะห์ของหลายสำนักข่าวกล่าวว่า สาเหตุที่อิสรนิยมชนะในอาร์เจนตินาเป็นเพราะชาวอาร์เจนตินานั้นเดือดร้อนจากสถานการณ์เงินเฟ้อที่พุ่งสูงขึ้นอยู่ที่ 116% และปัญหาความยากจนที่เกิดขึ้นอย่างรุนแรง หรือ ก็คือสภาวะทางเศรษฐกิจที่มีปัญหา พร้อมทั้งการหาเสียงมุ่งเน้นไปที่ใจกลางของปัญหาในภาคส่วนการเกษตรมีเป็นหนึ่งในผู้ส่งออกรายต้น ๆ ของโลกที่ได้รับผลกระทบจากค่าเงินอ่อนตัวและหนี้ที่กู้มาจาก IMF ราว ๆ 44 หมื่นล้านดอลลาร์ ความโดดเด่นของอิสรนิยมอยู่ที่เป็นทางออกของปัญหาเพียงทางเดียวที่จะไม่วนลูปปัญหาทุก ๆ อย่างไปที่รัฐ แต่จะหาทางออกด้วยการพึ่งพาระบบเศรษฐกิจแบบตลาดเพื่อคลี่คลายปัญหาที่เกิดขึ้น ณ ตอนนี้ . บรรณานุกรม “Argentinian Far-Right Outsider Javier Milei Posts Shock Win in Primary Election.” CNN, 14 Aug. 2023, http://edition.cnn.com/.../argentina.../index.html.... “Argentine far-right outsider Javier Milei posts shock win in primary election.” reuters, 15 Aug. 2023, https://www.reuters.com/.../argentina-set-primary.../.... image
ฝนตกแล้ว #ThailandZapathon
ผู้คนกำหนดมูลค่าอย่างไร : ว่าด้วยคุณค่าทางเศรษฐกิจ สังคม วัฒนธรรม . สิ่งที่น่าขบคิดเกี่ยวกับคุณค่าต่าง ๆ นั้นเริ่มมาจากคำถามที่ว่า "ทำไมเราชอบสิ่งนี้มากกว่าอีกสิ่งหนึ่ง", "ทำไมเรายินดีที่จะจ่ายให้สินค้าชิ้นนี้ที่มีราคาแพงมากกว่าอีกสินค้าหนึ่งที่มีราคาถูก", "ทำไมเราเลือกกินมาก-น้อยแตกต่างกัน" ฯลฯ หลายคนอาจจะตอบคำถามในเรื่องเหล่าว่ามันจะต้องเป็นไปตามกฎอุปสงค์และอุปทานตามหลักเศรษฐศาสตร์แน่นอน แต่ทว่าคำตอบแบบนี้จึงเป็นเพียงคำตอบที่กว้าง ๆ เท่านั้น สิ่งที่นักเศรษฐศาสตร์ออสเตรียนพบของเหตุผลที่ว่าทำไมคนถึงมีเป้าหมายในการทำสิ่งหนึ่งแต่ไม่ทำสิ่งหนึ่ง หรือ มีความแตกต่างตรงกันข้ามกัน (ceteris paribus) ... มันมาจากกฎการลดน้อยถอยลงของอรรถประโยชน์ส่วนเพิ่ม (law of diminishing marginal utility) ที่จะเห็นได้จากตัวอย่างของกินก็คือเมื่อยิ่งบริโภคมากก็ยิ่งไม่อยากกินอีก นักเศรษฐศาสตร์อธิบายว่ามันเป็นเรื่องของความพึงพอใจของคน ๆ หนึ่งที่ได้มาจากการบริโภคสินค้า (ชิ้นที่ 1, 2, 3,...., x) โดยที่ความพอใจในลำดับถัดมาจะไม่เท่ากับความพอใจที่ได้รับในตอนแรก เมื่อเป็นเช่นนั้นพฤติกรรมของคนในเรื่องของความเต็มใจจะจ่าย หรือ อยากกินจึงลดลง . ตามคำอธิบายของคาร์ล เมนเจอร์ (Carl Menger) ผู้ก่อตั้งสำนักเศรษฐศาสตร์ออสเตรียนว่า ชั้นลำดับของปัจเจกบุคคลนั้นมีความหลากหลายทั้งเป้าหมายที่มีลำดับความสำคัญต่อความต้องการของเขาเอง เช่น หากนายก. ผลิตขนมปังขึ้นมา 4 ชิ้น เขาจะต้องพิจารณาความสำคัญที่สุดของเขาคือ การบริโภคขนมปัง 1 ชิ้นและอีก 3 ชิ้นก็นำไปทำอย่างอื่น (ในอีกตัวอย่างหนึ่งถ้าเป็นรายได้สิ่งเหล่านี้จะเป็น "การเก็บออม" ทันที) และนายก.จะสามารถนำขนมปังที่เหลือ 3 ชิ้นไปแลกเปลี่ยนอย่างอื่นได้ ซึ่งเรื่องของคุณค่านี้เองก็อยู่บนฐานของทฤษฏีมูลค่าจิตวิสัย (subjective theory of value) ที่นักเศรษฐศาสตร์ออสเตรียนอย่างคาร์ล เมนเจอร์เป็นหนึ่งในผู้พัฒนาแนวคิดที่ทำให้เกิดปฏิวัติวงการเศรษฐศาสตร์ขึ้นมา . สำหรับเรื่องนี้เองถือจะสามารถอธิบายตามหลักการที่เป็นมาตรฐานของคุณค่าได้ (standard of valuation) ที่จะต้องพิจารณาเรื่องของ "ความสำคัญ" (priority) และ "ลำดับชั้น" (ranking) เสมอ ถ้าหากยกตัวอย่างสถานการณ์ในสังคมที่เรามอง "ชาวต่างชาติ" สำคัญน้อยกว่า "ชาวไทย" ก็ถือเป็นลำดับความสำคัญที่เกิดขึ้นอย่างเป็นเรื่องทั่วไปในสังคม หรือ เรามอง "ครอบครัว" ของเรา สำคัญมากกว่า "คนที่ไม่ใช่ครอบครัว" ของเรา หรือการมองว่า "คนที่อดยากจากประเทศแอฟริกา" สำคัญน้อยกว่า "คนที่อดอยากจากประเทศของตัวเอง" ตามเหตุการณ์นี้เราจะให้ความรู้สึกน่าสงสารหรือความเห็นใจต่อคนอื่นก็จริง แต่ถ้าให้เลือกส่วนใหญ่ก็จะมองที่ประเทศของตัวเองมากกว่าประเทศอื่น นี่จึงเป็นเครื่องพิสูจน์ว่าระดับความสำคัญเป็นเรื่องความสัมพันธ์ของธรรมชาติมนุษย์เองที่ไม่สามารถแยกออกจากประเด็นทางเศรษฐกิจ สังคมและวัฒนธรรมได้ หรือ แม้แต่เรื่องลำดับชั้นเองที่ถึงแม้ว่าจะเป็นจิตวิสัย แต่คุณค่าแบบจิตวิสัยก็ย่อมแตกต่างกันตามแต่วัฒนธรรมและสังคม ยกตัวอย่างเช่น “คนที่สวย” ย่อมมีคุณค่าหรืออะไรบางอย่างที่ดีกว่า “คนที่ไม่สวย” หรือ “คนที่หล่อกว่า/ผอมกว่า” ย่อมมีคุณค่าหรืออะไรบางอย่างที่ดีกว่า “คนที่ไม่หล่อ/อ้วนกว่า” สิ่งเหล่านี้สามารถซ้อนทับกันได้และแบ่งแยกกันได้เหมือนกัน ยกตัวอย่างเช่น เรามอง “ผู้หญิงอินเดียสวยน้อยกว่าผู้หญิงญี่ปุ่น” หรือ “ผู้ชายชาวเกาหลีหล่อกว่าผู้ชายชาวไทย” . หรือแม้แต่การแก้ไขปัญหาเรื่อง Diamonds-Water Paradox ที่นักเศรษฐศาสตร์สายคลาสสิคแก้ปัญหามันไม่ได้เพราะพวกเขาโฟกัสมูลค่าทุก ๆ อย่างไปที่ “แรงงาน” ทางออกของปัญหานี้มันมาจากการพิจารณามูลค่าตามสถานการณ์ตามแต่ละกรณีไป ถ้าหากคุณอยู่กลางทะเลทราย เพชรก็อาจไม่มีค่าเท่าน้ำเนื่องจากการทะเลทรายจำเป็นต้องการน้ำเพื่อแก้กระหายและให้อยู่รอด ในขณะที่ถ้าคุณอยู่ในเมืองน้ำอาจจะไม่มีค่าเท่าเพชรก็เพราะว่าในเมืองนั้นมีการผลิตน้ำออกมาขายให้คนบริโภคได้ตามร้านสะดวกซื้อ ในขณะที่เพชรย่อมมีกระบวนการต่าง ๆ มากมายในการขุดและการทำมันขึ้นมายากลำบากกว่าการหาน้ำในเมือง ด้วยเหตุผลนี้เองการจะประเมินว่าเพชรมีมูลค่ามากกว่าน้ำย่อมเป็นจริง กล่าวคือมันขึ้นอยู่กับ “ลำดับความสำคัญ” ตามแต่ละสถานการณ์ . อย่างไรก็ตาม สิ่งที่เรียกว่า “คุณค่า” เป็นมูลค่าจิตวิสัยแน่นอนที่มีลำดับความสำคัญและลำดับชั้นในตัวเอง ผู้คนจะกำหนดแตกต่างกันอย่างไรขึ้นอยู่กับการประเมินหรือให้ค่ากับสิ่งนั้น ๆ ผ่านความรู้สึกและมุมมองตามแต่ละสังคมและวัฒนธรรม (ที่ไม่สามารถพิสูจน์ได้ด้วยวิธีที่แม่นยำด้วยวิธีทางคณิตศาสตร์หรือแบบประเมินได้) ซึ่งสิ่งนี้เองในการศึกษาเศรษฐศาสตร์ย่อมทำให้ไม่สามารถปฏิเสธมันได้ เพราะว่าเรื่องของมูลค่าเป็นสำคัญมากในการจัดสรรทรัพยากร/บริหารจัดการองค์กร แรงจูงใจ หรือ การทำอะไรก็ตามที่มุ่งเน้นไปหาคนเป็นหลักย่อมมี “มูลค่าจิตวิสัย” ถือเป็นเรื่องขั้นพื้นฐานเสมอและแยกออกจากกันไม่ได้ ในทางปฏิบัติที่สามารถยกตัวอย่างให้เห็นภาพได้ก็คือ “การประเมินต้นทุนจะต้องดูว่าลูกค้า การตลาดอะไรต่าง ๆ มันประเมินไว้ว่าควรจะอยู่ที่เท่าไหร่ สิ่งเหล่านี้ทำอย่างแม่นยำไม่ได้ แต่ใช้การกะและเครื่องมือที่ทำให้ทราบถึงการรอบรับอุปสงค์ในอนาคตเท่าที่จะทำได้ และหลังจากนั้นก็ประเมินหลังจากลองงานจริงอีกครั้งจนกว่าจะลงตัว” และนอกเหนือจากที่ไม่ได้กล่าว . บรรณานุกรม Shostak, Frank. How People Determine the Value of a Good. Auburn, AL: Mises Institute. 2023. James Dingwall and Bert F. Hoselitz, trans., New York: The Free Press, 1950. Online edition, The Mises Institute, 2004. image
POV : กรัมซี่เป็นยิว #ThailandZapathon image
คิดยังไงกับแมวส้ม? #ThailandZapathon
ในโลกสมัยใหม่เราไม่มีทางหลีกเลี่ยงการผูกขาดความรุนแรงของอำนาจรัฐได้ หนึ่งในวิธีทางที่เหล่าผู้ติดตามอิสรนิยมจะทำได้ก็คือการเข้าหาอำนาจรัฐ หรือ การทำความเข้าใจธรรมชาติของการเมืองในแบบที่เป็น แม้ว่าหลาย ๆ อย่างในทางปฏิบัติมันจะขัดกับแนวคิดอิสรนิยมก็จริง แต่แนวคิดของเราสามารถนำไปปฏิบัติใช้ได้อย่างมีประสิทธิภาพที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน อีกทั้งในโลกแห่งความเป็นจริงเราจำอย่างยิ่งที่ต้องนำแนวคิดที่ไม่เคยมีในประเทศไทยมาตีความใหม่ (reinterpretation) เพื่อให้เข้ากับสภาพสังคม การเมืองและวัฒนธรรม เมื่อเป็นเช่นนี้การจะทำให้อิสรนิยมเป็นไปได้ในสังคมไทยก็มีความเป็นไปได้มากขึ้น แม้ว่าเราจะเคยเป็นส่วนน้อยของสังคมก็ตามแต่ความก้าวหน้านี้เป็นความพยายามทำให้เรามีทั้งสิทธิ์และเสียงในสังคมที่ไม่เคยมีเสียงของเราอยู่ หรือ การสร้างฐานมวล ("การจัดตั้งกลุ่มทางความคิด") ก็เป็นส่วนสำคัญในการขับเคลื่อนขบวนการเคลื่อนไหวให้แก่แนวคิดเพื่ออิสรภาพ เพื่อการกระจายอำนาจ และเพื่อการปกป้องวัฒนธรรมของแต่ละพื้นที่ที่แตกต่างกันออกไป ดังนั้นแนวคิดอิสรนิยมในยุคปัจจุบันควรปรับเข้าหาเสรีภาพทางเศรษฐกิจและการกระจายอำนาจเป็นหลัก เราควรมุ่งหน้าเข้าหาการเมืองที่เป็นอยู่ และสร้างพื้นที่ทางความคิดของเราให้มั่นคงมากขึ้น เมื่อเป็นเช่นนั้นก็ไม่ต้องเกรงกลัวภัยคุกคามจากรัฐ หรือ อุดมการณ์ฝ่ายซ้ายที่บั่นทอนเสรีภาพและวัฒนธรรมของเรา #ThailandZapathon