ฟ้าสางรำไร พระจันทร์กลมโตยังลอยค้างอยู่เหนือแนวสายไฟ ผมยืนพิงรั้วหน้าบ้าน สูดอากาศเย็นฉ่ำเข้าปอดลึกๆ image ท่ามกลางความเงียบสงัด เสียงแรกที่แว่วมาทักทายเช้านี้ กลับไม่ใช่เสียงยวดยานพาหนะ หรือเสียงผู้คนจอแจ หากแต่เป็นเสียงนกตัวเล็กๆ ที่ส่งเสียงร้องแผ่วเบามาจากหลังคาบ้านข้างๆ ภาพนี้ทำให้ผมนึกถึงคำเปรียบเปรยเรื่อง "นกที่ตื่นเช้า" ซึ่งในความรู้สึกของผม มันมีความหมายลึกซึ้งกว่าแค่เรื่องของคนขยันที่ต้องรีบตื่นมาแข่งขันกับใคร นกที่ตื่นเช้าที่แท้จริง คือผู้ที่ตื่นรู้ก่อนที่เสียงอึกทึกของโลกภายนอกจะดังกลบเสียงหัวใจของตัวเอง ช่วงเวลารุ่งสางเปรียบเสมือนของขวัญที่ธรรมชาติมอบให้ เป็นห้วงเวลาสั้นๆ ที่โลกยังไม่ทันได้ดึงรั้งความสนใจของเราให้กระจัดกระจาย เปิดโอกาสให้เราได้ยินเสียงลมหายใจ และได้ฟังเสียงความคิดของตัวเองชัดๆ ก่อนที่คลื่นภาระหน้าที่และข่าวสารประจำวันจะถาโถมเข้ามาปะปนจนแยกไม่ออก ดังนั้น นกที่ผมอยากจะเป็น คือนกที่ใช้ช่วงเวลาแห่งแสงแรก ทบทวนกับตัวเองเงียบๆ ว่า "วันนี้... เราอยากใช้ชีวิตแบบไหน" โดยไม่ต้องคาดคั้นคำตอบที่ยิ่งใหญ่ ขอแค่ซื่อสัตย์กับความรู้สึกตัวเองสักข้อเดียว ก็ถือเป็นการเริ่มต้นที่งดงามแล้ว ชีวิตจริงอาจไม่ได้ลงล็อคสวยงามเหมือนตารางสอน บางวันเราอาจตื่นสายบ้าง หรือพักผ่อนน้อยบ้างก็เป็นเรื่องธรรมดา แต่ขอแค่เรายังเหลือพื้นที่เล็กๆ อนุญาตให้หัวใจได้ตื่นขึ้นมาสูดอากาศก่อนร่างกายสักนิด ไม่ว่าเข็มนาฬิกาจะชี้บอกเวลาเท่าไหร่ เราทุกคนก็สามารถเป็นนกที่ตื่นเช้าในแบบฉบับที่มีความสุขได้เสมอครับ #JakkDiary #Siamstr
"Natural is the new SEXY" หากเป็นเมื่อก่อน พอเอ่ยถึงคำว่า "แรงดึงดูด" ภาพในหัวของพวกเรามักจะผูกติดอยู่กับความสมบูรณ์แบบ ทั้งเสื้อผ้าหน้าผมที่จัดทรงมาอย่างดี หรือภาพถ่ายที่ผ่านการเลือกมุมและแสงมาอย่างประณีต image จนบางทีเราลืมมองไปว่า เสน่ห์ที่แท้จริงนั้นซ่อนอยู่ในเนื้อแท้ของเรานี่เอง โดยไม่จำเป็นต้องไปสรรหาอะไรมาปรุงแต่งให้วุ่นวาย ผมเคยสังเกตใครบางคนที่เดินเข้ามาในวงสนทนา เขาแต่งตัวเรียบง่ายเพียงเสื้อยืดกางเกงเก่าๆ ไม่มียี่ห้อหรูหราประดับกาย แต่แปลกที่วินาทีที่เขานั่งลง บรรยากาศรอบข้างกลับดูสงบและเย็นลงอย่างน่าประหลาด สายตาของผู้คนหันไปหาเขาอย่างเป็นธรรมชาติ ทั้งที่เขาไม่ได้พยายามทำอะไรให้โดดเด่นเลย คำถามคือ... แรงดึงดูดนั้นมาจากไหน? มันไม่ได้มาจากรูปร่างหน้าตา ไม่ได้มาจากข้าวของมีราคา และไม่ใช่ถ้อยคำคมคายที่เตรียมมาพูด มันคือบรรยากาศของความสบายเนื้อสบายตัวของคนคนหนึ่ง ที่พอใจในสิ่งที่ตัวเองเป็น สายตาของเขาไม่ได้ร้อนรนเพื่อเอาชนะ และท่าทีของเขาก็บอกเราเงียบๆ ว่า "ฉันโอเคกับตัวเองในแบบนี้" ความสงบเย็นนี้เองที่แผ่ออกมา จนทำให้คนที่อยู่ใกล้พลอยรู้สึกวางใจและกล้าที่จะเป็นตัวเองไปด้วย นี่แหละครับ คือความหมายของความเป็นธรรมชาติ เสน่ห์แบบนี้ ไม่ใช่การพยายามทำตัวให้ใครรัก มันเกิดจากการยอมรับความจริงที่ว่า... "ต่อให้บางคนจะไม่ชอบเรา ก็ไม่เป็นไร" คนที่ใจนิ่งพอและอยู่กับตัวเองได้ จะไม่รู้สึกว่าต้องรีบพูดแทรก ไม่ต้องเร่งแสดงความเก่งกาจ หรือต้องคอยออกความเห็นไปเสียทุกเรื่อง เขาจึงกลายเป็นคนที่มีที่ว่างให้คนอื่นได้หายใจ อยู่ใกล้แล้วรู้สึกร่มเย็น จะหัวเราะด้วยกันก็ไม่เหนื่อย หรือจะแค่นั่งเงียบๆ ข้างกันก็ไม่อึดอัดใจ พลังงานแบบนี้นี่เอง ที่ผมคิดว่ามีความเซ็กซี่และน่าค้นหายิ่งกว่าการปรุงแต่งใดๆ ผมเรียกมันว่าการสร้าง สนามพลังสั่นพ้อง (Synharmonic Field) สำหรับผม ในยุคนี้คนที่มีท่าทีต่อชีวิตที่ดี นั้นน่ามองและชวนหลงใหลยิ่งกว่าคนที่มีเพียงรูปร่างหน้าตาสวยงามเสียอีกครับ คนที่มีเสน่ห์ คือคนที่โอบกอดร่องรอยบาดแผลของตัวเองได้ ไม่จำเป็นต้องซุกซ่อนอดีต แต่ก็ไม่ฟูมฟายเอาความเจ็บปวดไปสาดใส่ใคร คือคนที่ล้มแล้วลุกขึ้นมาปัดฝุ่นเดินต่อได้เงียบๆ โดยไม่ต้องป่าวประกาศให้โลกรู้ว่าตัวเองเข้มแข็งเพียงใด คนแบบนี้มักมีแรงดึงดูดลึกลับบางอย่างที่ทำให้เราอยากขยับเข้าไปใกล้ อยากนั่งฟังเขาเล่าเรื่อง หรือเพียงแค่อยากรู้ว่าเขาผ่านอะไรมาบ้าง ถึงได้มีสายตาที่มองโลกด้วยความเข้าใจลึกซึ้งเช่นนี้ แน่นอนครับว่า การดูแลตัวเองให้สะอาดสะอ้าน น่ามอง และน่าเข้าใกล้ ยังคงเป็นประตูด่านแรกที่สำคัญเสมอ แต่หากภายในใจยังคงวุ่นวาย ยังหิวโหยการยอมรับ หรือยังต้องคอยประเมินคุณค่าตัวเองผ่านสายตาคนอื่น... ต่อให้ภายนอกจะดูดีสักแค่ไหน ลึกๆ แล้วมันก็จะยังมีความรู้สึกฝืนเจือปนออกมาอยู่ดี ความเป็นธรรมชาติที่แท้จริง คือการดูแลสมดุลกายและใจให้ดี จนความงามมันล้นออกมาเองโดยที่เราไม่ต้องพยายามเค้น มากกว่าการปล่อยเนื้อปล่อยตัวไปตามยถากรรม บางที... จุดเริ่มต้นของเสน่ห์อาจไม่ได้อยู่ที่การไปขวนขวายเรียนรู้อะไรเพิ่ม แต่อยู่ที่การค่อยๆ วางสิ่งที่หนักอึ้งในใจลงเสียบ้าง วางความอยากเอาชนะ วางความกังวลว่าต้องเป็นคนสำคัญ วางความกลัวที่จะถูกมองว่าเป็นคนธรรมดา แล้วลองหันกลับมาสำรวจดูว่า ในวันที่เราไม่ต้องพยายามเป็นใคร ไม่ต้องแสดงอะไร เรายังหลงเหลืออะไรที่เป็นเนื้อแท้ของตัวเองอยู่บ้าง? หากคุณยังยิ้มให้กับคนธรรมดาคนนั้นในกระจกได้ และรู้สึกอยากเป็นเพื่อนกับเขา นั่นแปลว่าเสน่ห์ที่แท้จริงได้เริ่มผลิบานในใจคุณแล้วครับ "เสน่ห์ที่จะอยู่กับเราไปตลอดกาล เกิดจากความกล้าหาญที่จะยอมรับความจริงของตัวเอง มากกว่าการพยายามปรุงแต่งเปลือกนอกให้เกินจริง ในวันที่ไม่มีแสงไฟ ไม่มีเวที เหลือเพียงแค่เรา... ที่ยังคงเป็นเราอย่างสมบูรณ์" #JakkDiary #SynharmonicField #Siamstr
image #บทเรียนเรื่องการแบกน้ำหนักและการยืนหยัด เย็นวันหนึ่งผมยืนมองเสาไฟหน้าบ้านเก่าหลังหนึ่ง แดดสีทองส่องเฉียงลงมาโดนเสาปูนที่ขึ้นคราบดำ ลวดสายไฟพะรุงพะรังพุ่งออกไปหลายทิศ เหนือหลังคาสังกะสีที่เริ่มหม่น ต้นไม้ใหญ่ข้างบ้านผลัดใบจนเหลือแต่กิ่งแห้งๆ ทะลุขึ้นไปแตะท้องฟ้าสีน้ำเงินใส ภาพตรงหน้าหาใช่โปสเตอร์ท่องเที่ยวไม่ ทว่ามันเต็มไปด้วยเรื่องเล่าของการยืนอยู่ตรงนี้ เสาไฟต้นนี้อาจไม่เคยมีใครถ่ายรูปมัน ต้นไม้แห้งตรงนั้นก็ไม่ค่อยมีใครชื่นชมสักเท่าไหร่ ทั้งคู่มิได้มีหน้าที่ทำให้โลกสวยงามขึ้น มันมีหน้าที่รับน้ำหนัก.. เสาไฟแบกสายไฟไว้ทั้งซอย ต้นไม้เคยแบกใบ เคยให้ร่มเงาในฤดูที่ยังเขียวขจี บ้านเก่าข้างหลังแบกชีวิตคนทั้งครอบครัวมาหลายสิบปี ผมนึกถึงคนรอบตัวหลายคน คนที่อาจไม่โดดเด่น ไม่ขึ้นชื่อบนป้าย แต่ถ้าเขาถอนตัวออกไป ชีวิตของใครอีกหลายคนอาจจะสั่นคลอนทันที เราเคยมองพวกเขาด้วยสายตาแบบนี้บ้างไหม? เหมือนที่มองเสาไฟเก่าๆ ที่ยังยืนทำงาน เหมือนที่มองบ้านเก่าที่คอยรับฝน รับแดดแทนคนอยู่ข้างใน สายไฟข้างล่างพันกันยุ่งเหยิง ทว่าพอเงยหน้าขึ้น ท้องฟ้ากลับดูโล่งสะอาด ชีวิตเราก็คล้ายภาพนี้... ข้างล่างคือกองภาระ หนี้ งาน ความคาดหวัง สายแต่ละเส้นดึงเราไปคนละทิศละทาง บางวันเราจ้องแต่ความยุ่งเหยิงระดับสายตา จนลืมว่าเหนือหัวขึ้นไปอีกนิดเดียว ยังมีฟ้าให้หายใจอยู่ ไม่ใช่ให้เลิกใส่ใจภาระข้างล่าง ทว่าเพื่อเตือนตัวเองว่า... เวลาเหนื่อยเกินไป ลองถอยออกมาหนึ่งก้าว เงยหน้าอีกนิด ให้ใจได้เห็นท้องฟ้าในตัวเองบ้าง ฟ้ามิได้แก้ปมสายไฟ หากแต่มันช่วยมอบพื้นที่ว่างให้เราเรียงลมหายใจใหม่ เสาไฟต้นเดียวในภาพแบกสายไฟหลายเส้น บางเส้นมาจากบ้านหลังนี้ บางเส้นข้ามถนนไปเข้าอีกหลัง แต่ละเส้นมีเรื่องราวของมันเอง ผมนึกถึงตัวเราเวลาต้องรับบทหลายอย่าง เป็นลูก เป็นพ่อแม่ เป็นเพื่อน เป็นหัวหน้า เป็นลูกน้อง ทุกบทบาทส่งแรงดึงบางอย่างเข้ามาพันรอบตัว เสาไฟที่ดีต้องแข็งแรง ต่อให้แข็งสักเพียงใด ก็รับสายได้อย่างจำกัด ห้อยมากเกินไป วันหนึ่งก็เอน หรือหัก คนเราก็เช่นกัน... การรู้จักบอกตัวเองว่า เส้นนี้ขอไม่รับเพิ่มแล้ว นั่นแหละคือความแข็งแรง เป็นการถนอมเสาที่ทั้งซอยฝากไฟไว้ต่างหาก บางทีสิ่งที่ต้องกล้าทำหาใช่รับงานเพิ่ม ทว่าอาจเป็นการปีนขึ้นไปจัดสายที่พันกันมานาน แยกให้ออกว่าสายไหนคือหน้าที่ สายไหนคือความเคยชินที่ไม่มีใครใช้แล้ว มองเลยออกไปที่ต้นไม้แห้งข้างบ้านนั้น ผมเห็นภาพของฤดูกาลชัดขึ้น ครั้งหนึ่งมันเคยเขียวขจี เคยให้ร่ม เคยมีนกมาทำรัง วันนี้ยืนเปลือยกิ่งรอเวลาเปลี่ยนฤดูอีกครั้ง ตัวบ้านเองก็แก่ลงทีละปี คนในบ้านก็เช่นกัน สุดท้ายทุกสิ่งก็ต้องยอมรับความไม่จีรัง เสาไฟจะผุ ต้นไม้จะผลัดใบ บ้านจะเปลี่ยนมือ ทุกอย่างต้องยอมรับความไม่ถาวรเหมือนกัน พอคิดเช่นนี้แล้ว... ใจเลยอ่อนลงกับทั้งตัวเองและคนอื่น ถ้ายังต้องยืนร่วมเฟรมกันอยู่ในฤดูเดียวกัน ก็ขอใช้ช่วงเวลานี้ดูแลกันให้ดีที่สุดเท่าที่จะทำได้ ยืนมองภาพนี้นานๆ แล้วได้บทสรุปเงียบๆ ว่า เราไม่จำเป็นต้องเป็นอะไรที่สวยงามให้คนชม ขอแค่เป็นเสาที่มั่นพอให้คนรอบข้างพิงได้บ้าง เป็นต้นไม้ที่ยืนอยู่แม้มีบางฤดูที่แห้งโกร๋น และอย่าลืมเผื่อฟ้าไว้เหนือหัวตัวเองเสมอ ในวันที่สายชีวิตพันกันยุ่ง ลองมองภาพนี้อีกที เสาไฟเก่า ต้นไม้แห้ง บ้านเก่า และฟ้ากว้าง ทุกอย่างต่างทำหน้าที่ของตัวเองเงียบๆ มันก็เพียงพอแล้วสำหรับการมีอยู่ในโลกใบนี้ “บางชีวิตเกิดมาเพื่อแบกสายไฟให้ทั้งซอยให้สว่าง บางชีวิตเกิดมาเพื่อเป็นเงาไม้ให้ใครสักคนได้หลบแดด ไม่จำเป็นต้องสวยที่สุด แค่ยืนอยู่ให้ไหว ทว่าต้องอยู่ด้วยกันให้ดีที่สุดในฤดูนี้” #JakkDiary #Siamstr
"เงาเพื่อนรัก" image เช้าวันนี้ที่ค่อนข้างชัดเจนว่าเป็นฤดูหนาว ผมเดินช้าๆ อยู่กลางถนนเงียบๆ เสื้อกันหนาวซ้อนสองสามชั้นต้านลมเย็น แดดอ่อนส่องลงมาตรงๆ จนรู้สึกอุ่นนิดๆ พอเงยหน้าขึ้นจากพื้น ก็เห็นเพื่อนเก่าเดินขนานไปด้วยกัน... เงานั่นเอง เงายาวเหยียดออกไปข้างหน้าเหมือนคนคอยนำทาง แม้ไม่พูดสักคำ มันก็ตามติดทุกก้าวที่ผมขยับ ตอนยกโทรศัพท์ขึ้นมาถ่ายภาพ ผมรู้สึกแปลกๆ แนบอยู่ในอก ความรู้สึกนั้นไม่ได้มาจากเงาบนถนน ทว่าเงาในใจต่างหากที่ผมมองเห็นชัดขึ้น ผมเคยอ่านงานของ คาร์ล ยุง นักจิตวิทยาสายลึก เขาบอกว่าเรามีส่วนหนึ่งซ่อนอยู่ในตัว... เรียกส่วนนั้นว่า “เงา” มันคือส่วนที่เราไม่อยากมองตรงๆ ทั้งความกลัว ความอิจฉา ความโกรธ ความอาย รวมถึงศักยภาพบางอย่างที่เราไม่กล้าใช้ เพราะกลัวคนจะไม่รัก พอลองมองชีวิตตัวเองย้อนกลับไป เงาไม่เคยหายไปที่ไหน แค่เปลี่ยนรูปไปตามช่วงวัย ตอนเด็ก มันอาจเป็นเสียงกระซิบว่า “อย่าถาม เดี๋ยวครูดุ” ตอนโตกลายเป็นประโยค “อย่าลอง เดี๋ยวหน้าแตก” หรือกระซิบย้ำๆ ว่า “ยังไม่ดีพอหรอก อย่าออกไปยืนข้างหน้าเลย” หลายครั้งเราไม่ได้ยินเสียงมันชัดนัก ทว่าอาการของเราก็ดังออกมาแทน เช่น เราอาจหงุดหงิดง่าย พาลคนอื่น เกลียดคนบางแบบโดยไม่รู้เหตุผล ยุงบอกว่า ตอนนั้นเราไม่ได้แค่เกลียดเขาเท่านั้น เพราะเราอาจกำลังเกลียดเงาในตัวเราเองที่สะท้อนออกมาผ่านเขา ผมเริ่มมองเงาในใจเหมือน “เพื่อนที่กล้าเล่าเรื่องจริง” มากที่สุดคนหนึ่ง เพื่อนที่ไม่เกรงใจเราเลย คอยบอกตรงๆ ว่าแผลไหนยังไม่หาย ตรงไหนที่เรายังโกหกตัวเองอยู่ เวลาผมโกรธใครแรงๆ เพื่อนเงานี่แหละที่กระซิบเบาๆ ว่า “ลองดูดีๆ สิ เขาอาจทำในสิ่งที่นายเองก็เคยอยากทำแต่ไม่กล้า หรือเคยทำแล้วรู้สึกผิด” ฟังแล้วเจ็บ แต่ถ้าไม่ฟังเลย วงจรเดิมก็จะตามมา อีกมุมหนึ่ง เงาบนถนนวันนี้เตือนผมว่า เงาก่อตัวได้เพราะมีแสง ยิ่งแสงแรง เงายิ่งคม เ หมือนช่วงที่เราเริ่มตั้งใจเติบโต ชัดเจนกับคุณค่าบางอย่างในชีวิต เรากลับเห็นด้านมืดของตัวเองชัดขึ้น หลายคนเลยเข้าใจว่า “ยิ่งโต ยิ่งแย่” ความจริงแล้วเราเพียงแค่ “มองเห็นตัวเองมากกว่าเดิม” แสงในที่นี้อาจเป็นความรู้ใหม่ ประสบการณ์ที่สอนหนักๆ หรือคนรอบตัวที่กล้าตั้งคำถามกับเรา เมื่อแสงส่องเข้ามา เงาในใจก็มีรูปร่าง เราจึงเริ่มเห็นเส้นขอบของมันชัดขึ้น ระหว่างเดินกลางแดด ผมมองเงายาวบนถนน แล้วรู้สึกว่า เงายังมีหน้าที่อีกอย่างหนึ่ง คือทำตัวเหมือนเข็มทิศพาเรากลับบ้าน ทุกครั้งที่ผมใช้ชีวิตสวนทางกับหัวใจ เงาจะหนักขึ้นเป็นพิเศษ ก้าวเท้าลำบาก ทำงานที่ไม่เชื่อแม้แต่น้อย อยู่ในความสัมพันธ์ที่ต้องสวมหน้ากากตลอดเวลา หรือรับบทคนเก่งทั้งที่อยากขอให้ใครสักคนช่วยประคอง เงาในใจไม่เคยอยู่เฉย มันส่งสัญญาณผ่านความเหนื่อยประหลาดๆ ผ่านอารมณ์ที่เดือดง่าย ผ่านคำถามซ้ำซากว่า “นี่ใช่ชีวิตที่เราอยากอยู่จริง ๆ หรือเปล่า” ถ้าเราไม่หนีสายตาตัวเอง เงาเหล่านี้จะกลายเป็นเข็มทิศ ชี้ให้เห็นทิศทางที่ตรงกว่า อาจยังเดินไปไม่ได้ทันที แต่อย่างน้อยเรารู้แล้วว่า “บ้านอยู่ทางไหน” ในสายของยุง เป้าหมายหาใช่การลบเงาให้หายไปไม่ หากคือ “ทำความรู้จักและรับมันเป็นส่วนหนึ่งของตัวเรา” ฟังดูยาก... แต่ก็เริ่มจากเรื่องเล็กๆ ได้เลย เมื่อโกรธใครจนเกินเหตุ ลองถามตัวเองว่า ส่วนไหนในเขาที่เหมือนเรา เมื่ออิจฉาใครบางคน ลองมองดูดีๆ ว่า นั่นอาจเป็นด้านที่เราเองก็มีแววอยู่ แค่ยังไม่เคยอนุญาตให้มันออกมา เรายอมรับว่า “นี่ก็เป็นเราเหมือนกัน” หาใช่การยอมจำนนต่อเงา แล้วค่อยเลือกวิธีใช้พลังนั้นอย่างที่ไม่ทำร้ายตัวเองและคนรอบข้าง ความสบายใจอาจไม่ได้มาจากการหนีด้านมืด ทว่ามันเริ่มต้นจากเช้าวันธรรมดา ที่เรายืนมองเงาบนถนน แล้วยอมรับว่า ทั้งแสง ทั้งเงา ล้วนเป็นรูปร่างเดียวกันของคำว่า “ฉันเอง” นั่นแหละ #jakkdiary #Siamstr
"ชื่อที่ถูกกู้คืน" ...แด่คนที่ขังตัวเองไว้ในความผิดพลาด image ไม่กี่วันก่อน... ความเงียบของกล่องข้อความถูกทำลายด้วยชื่อหนึ่ง ชื่อที่หายไปจากวงโคจรเกือบสามปีเต็ม ตัวอักษรเรียงกันด้วยน้ำเสียงเรียบง่าย แต่ก็แบกน้ำหนักอะไรบางอย่างเอาไว้มหาศาล “สวัสดีครับพี่ตั้ม... เวลามันผ่านไปไวจริง ๆ ผมไม่อยากผัดวันไปเรื่อย ๆ อีกแล้ว ช่วงที่ผ่านมา ผมเอาเสียงในหัวมาบั่นทอนตัวเองเยอะไป... ผมคิดถึงช่วงที่ได้สร้างแรงถีบในคอมมูนี้ครับ” อ่านจบผมนิ่งไปพักใหญ่... ความเงียบนั้นไม่ได้ว่างเปล่า... มันอัดแน่นด้วยความยินดีที่รู้ว่า “เขา” หาทางกลับมาเจอ ย้อนกลับไปในปี 2022 ในวันที่โลกคริปโตยังเป็นเพียงห้องสี่เหลี่ยมเล็ก ๆ บนกลุ่มดิสคอร์ดชื่อ Local Bitcoin Thailand ยุคที่ยังไร้ชื่อ Right Shift คอมมูนิตี้ยังไร้รูปทรงที่ชัดเจน วงล้อมวันนั้นมีคนเพียงไม่กี่คน อาจารย์ขิง อาร์ม ตั๋ง บอส คนอื่นๆ และเด็กหนุ่มคนหนึ่งที่อาสารับหน้าที่ดูแลหลังบ้าน ตั้งเซิร์ฟเวอร์ จัดหมวดหมู่ คอยเปิดประตูต้อนรับคนแปลกหน้า เดิมทีเขาสนใจสินทรัพย์ดิจิทัลในภาพกว้าง ไม่ได้เจาะจงบิตคอยน์ แต่การซึมซับ บทสนทนา และการถกเถียง ค่อย ๆ เปลี่ยนเขาไปเรื่อยๆ จนวันหนึ่งเขากล้าเรียกตัวเองว่า “บิตคอยเนอร์” ได้เต็มเสียง เขาอยู่ตรงนั้น... ในเงาของงานหลายอย่าง ตั้งแต่จัดระเบียบกลุ่ม จนถึงมีตอัพสีส้มครั้งแรกท่ามกลางกลิ่นโรงเบียร์มิตรสัมพันธ์ งานแปลหนังสือ เว็บบทความ ฯลฯ แม้นามจะไม่ปรากฏบนหน้าเพจ... ทว่ารอยนิ้วมือของเขากลับประทับแน่นอยู่บนอิฐก้อนแรก ๆ ของที่นี่ สำหรับผม เขาคือหนึ่งในราก รากแขนงเล็ก ๆ ที่ช่วยพยุงต้นไม้ต้นนี้ในวันที่ลมยังแรง แล้วชีวิตก็ผลักเขาเข้าสู่ทางแคบ... จุดที่ต้องตัดสินใจด้วยความเร็วสูง การเรียน การเลี้ยงชีพ ความฝันที่จะดูแลตัวเอง... ทุกอย่างวิ่งเข้ามาชนพร้อมกัน เขาจำเป็นต้องหาเงิน ต้องประคองอนาคต จนจำยอมเลือกเส้นทางที่เร่งรีบ เส้นทางที่ต้องแลกด้วยศรัทธาบางอย่างที่เคยสร้างไว้ รายละเอียดไม่จำเป็นต้องขุดซ้ำ แต่ในวันที่เขาจะหายไปจากวงโคจร เรามีโอกาสคุยกันยาวครั้งหนึ่ง เสียงของเขามีรอยร้าว ความเหนื่อย ความสับสน และความเสียใจที่ไหลปนออกมาในจังหวะหายใจ ผมบอกเขาไปเพียงสั้น ๆ ให้เวลาไปจัดการชีวิต... เอาให้รอด เอาให้นิ่ง วันไหนเบาลง อยากกลับมา ประตูบานเดิมก็ไม่ได้ล็อก สิ้นบทสนทนานั้น เขาเงียบหายไปจากกลุ่ม ไม่ได้หายไปจากโลก แค่หายไปจากพื้นที่ที่เขาเคยอนุญาตให้ตัวเองมีความสุข สามปีผ่านไป... คอมมูนิตี้เติบโต กิ่งก้านขยาย กลุ่มใหม่ผุดขึ้น สายสัมพันธ์ถักทอ งานอีเวนต์และเรื่องเล่ามากมายหลั่งไหล ในสายตาคนนอก มันคือภาพความสนุก แต่ในสายตาของคนที่เคยก่ออิฐก้อนแรก... ภาพเหล่านี้คงมีรสชาติที่ขมปร่า ผมเชื่อว่าเขายังอยู่... นั่งอยู่เงียบ ๆ ตรงมุมมืดสักแห่งหลังหน้าจอ มองดูการเติบโตด้วยความยินดี... และความน้อยเนื้อต่ำใจในเวลาเดียวกัน เขาเล่าให้ฟังในข้อความล่าสุดว่า ตลอดช่วงที่หายไป เสียงในหัวเล่นวนอยู่ประโยคเดียว “ทำไมวันนั้นถึงเลือกแบบนั้น?” เขาพิพากษาตัวเองซ้ำ ๆ ทุกวัน โทษหนักจนไม่กล้าแม้แต่จะก้าวเท้ากลับเข้ามาในที่ที่เคยรัก เรื่องของเขาทำให้ผมย้อนกลับมาเปิดพจนานุกรมในใจ ที่ๆ ผมพยายามลบคำว่า “ล้มเหลว” ทิ้งไปตั้งนานแล้ว อยากมองทุกการสะดุดเป็นค่าเทอมของปัญญา ในเมื่อมันสอนเราได้ชัดเจนว่า “อะไรไม่ควรทำซ้ำ” เราจะไม่เรียกมันว่าการก้าวเดินได้อย่างไร? เราโทษตัวเองได้ครับ... การรับผิดชอบต่อการกระทำของตัวเองคือความงดงามของมนุษย์ เพียงแต่อีกด้านหนึ่ง... หากนิ้วที่ชี้เข้าหาตัวเองไม่เคยลดลงเลย นิ้วนั้นจะกลายเป็นกรงขัง และเราจะขังตัวเองไว้ในห้องมืดของความละอายตลอดไป การโทษตัวเองไม่ควรเป็นคำพิพากษาจำคุกตลอดชีวิต มันควรเป็นแค่บทเรียนบทหนึ่ง... อ่านให้จบ แล้วพลิกหน้าต่อไป ผมบอกเขา... ในสายตาผม เขาไม่ใช่คนทรยศเส้นทาง เขาเป็นแค่คนที่เหนื่อย จนเผลอเลี้ยวเข้าซอยแคบไปชั่วคราว กลับรถลำบากอยู่พักใหญ่ แต่สุดท้าย... เขาก็หาทางกลับมาเจอถนนหลักจนได้ เราไม่จำเป็นต้องชดใช้ความผิดพลาดด้วยการเนรเทศตัวเองจากความสุขตลอดกาล แค่รู้ว่าเลือกพลาด ก็พอแล้ว หลังจากนั้นคือแบบฝึกหัดของการ “วางไม้พายลง” รู้จักให้อภัยตัวเอง แล้วค่อย ๆ หันหัวเรือกลับมา วิธีกลับมาไม่จำเป็นต้องยิ่งใหญ่ ไม่ต้องเริ่มโปรเจกต์กู้โลก เพียงแค่ออกมาเชื่อมกับผู้คนที่กำลังลงมือทำ มายืนอยู่ข้างเวที ช่วยยกโต๊ะ ช่วยฟัง ช่วยหัวเราะ เดี๋ยวงานที่เหมาะมือจะไหลมาหาเอง ที่นี่ไม่ได้ต้องการคนสมบูรณ์แบบ ต้องการแค่คนที่พร้อมจะเรียนรู้... และลุกขึ้นเดินใหม่ไปด้วยกัน ผมไม่รู้ว่าในวันที่คุณอ่านมาถึงบรรทัดนี้ ในใจคุณมี “คนตัวเล็ก ๆ” ซ่อนตัวอยู่มุมไหนบ้างหรือเปล่า คนที่เคยพลาด เคยเปลี่ยนทาง แล้วใช้เวลาหลายปีลงโทษตัวเองอยู่เงียบ ๆ ในห้องขังที่สร้างเอง ถ้าใช่... ผมอยากจะบอกเบา ๆ ว่า โทษตัวเองได้นะ... แต่อย่าให้นานเกินไป อย่าให้เสียงนั้นดังจนกลบโอกาสที่จะเริ่มใหม่ วันหนึ่งหากคุณเดินเข้ามาในงานของเรา แล้วมีน้องคนหนึ่งเดินมาทักด้วยรอยยิ้มเขิน ๆ ว่า.. “สวัสดีครับ ผมชื่อแฮ่มครับ” ผมฝากยิ้ม ฝากคำทักทาย และฝากอ้อมกอดจากทุกคนไว้ล่วงหน้า เพื่อต้อนรับเขา... และโอบกอดส่วนหนึ่งในตัวเราทุกคน ที่ต่างกำลังหาทางกลับบ้านอยู่เหมือนกัน #JakkDiary #Siamstr