เหมือนมีแรง ย่ำเท้า อยู่กับที่
หนักฤดี ดั่งแบกหิน ชินเผลอไผล
แม่น้ำขวาง ล่องหน ล้นอยู่ใน
เปลืองแรงใจ.. แต่ชีวิตไม่ก้าวเดิน
วิชานี้ เพียงชวน ให้หยุดพัก
หยุดตระหนัก ฟังเสียง ที่ใจเพลิน
เคยมองข้าม เสียงเรา ที่เบาเกิน
มัวแต่เดิน แบกโลก ไว้ไม่วาง
เป็นกระจก ส่องชัด สัมภาระ
สิ่งไหนนะ ที่เราเผลอ แบกขึ้นขวาง
คืนของเขา ที่ไม่ใช่ ก่อนอัปปาง
ใจสว่าง เมื่อกรองทิ้ง ความขุ่นมัว
เมื่อใจเบา จึงเห็น ทางชีวิต
ดั่งเข็มทิศ ชี้ชัด ไม่สลัว
เพียงแม่น้ำ ที่เคยกั้น ก็แค่ตัว
เราที่มัว แบกหิน.. จึงข้ามพลัน
เมื่อเสียงข้างในดังพอ
เราจะรู้ว่าต้องวางหินก้อนไหน.. เพื่อลงเรือ
#วิชาข้ามแม่น้ำล่องหน
#Siamstr

ภาพนี้สะท้อนชัดเจนในวงการฟุตบอล
ดังที่เราเคยเห็นแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด พยายามแก้ปัญหาตลอดหลายปี ด้วยการโยนชื่อนักเตะระดับโลกเข้ามา
พวกเขาถูกคาดหวังให้เป็นคำตอบ แต่สุดท้ายกลับกลายเป็นเพียงยาแก้ปวดชั่วคราว เพราะนั่นคือการแก้ปัญหาที่ปลายเหตุ
คือการพยายามหาใครสักคนมากลบเกลื่อนอะไรบางอย่างที่พังทลาย
แต่เส้นทางของผมเริ่มต้นต่างออกไป
เรา (ผม) เริ่มจากศูนย์ จากทีมที่ไม่มีใครรู้จัก
ผมไม่ได้คร่ำครวญถึงความขาดแคลน
หรือโอดครวญว่าในมือเราไม่มีคนเก่ง
ผมไม่ได้ตั้งคำถามว่าใครจะเก่งพอจะทำงานให้เรา?
ผมตั้งคำถามว่าอะไรกันแน่ที่จะประกอบกันเป็นทีมที่ดี?
เรามองไปยังภาพใหญ่
มองธงที่ปักไว้ยังดาวเหนืออันไกลโพ้น
แล้วจึงเริ่มออกแบบองค์ประกอบเหล่านั้นขึ้นมา ค่อยๆ ขัดเกลาสิ่งที่เรามีในมือ
ผมไม่ได้มัวแต่วิ่งไล่ดับไฟ ปะผุสิ่งที่ผุพังไปวันๆ เรากำลังสร้างรากฐาน สร้างระบบความคิด สร้างความเข้าใจร่วมกัน
การเดินทางสายนี้ต้องอาศัยความอดทน
ผมเฝ้ามองวัตถุดิบที่เราค่อยๆ สรรหามา
อาจยังไม่ใช่เพชรน้ำงาม แต่ผมเห็นประกายบางอย่างในตัวพวกเขา
เราค่อยๆ เจียระไนพวกเขา
เรารอคอยให้เม็ดเหงื่อแห่งความพยายามได้ออกดอกออกผล เราไม่รีบเด็ดกินผลไม้ที่ยังดิบ
เพราะผมเชื่อมั่นว่าผลสุกจริงในเวลาที่ควร
ย่อมคุ้มค่ากับการรอคอยเสมอ แม้จะต้องใช้เวลานานเพียงใดก็ตาม
สิ่งที่สำคัญไม่แพ้กันคือศิลปะในการผสมผสานหัวใจของแต่ละคนให้กบายเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน
หลายคนพยายามใช้พลังของตัวเองในการนำ
พยายามเปล่งแสงสว่างเพื่อให้ทีมเดินตาม
แต่สำหรับผม พลังบวกที่ยั่งยืน ต้องเกิดจากแสงเล็กๆ ที่เปล่งออกมาจากข้างในของทีมงานทุกคน
หน้าที่ของผมไม่ใช่การเป็นดวงอาทิตย์ มันคือการร้อยเรียงแสงดาวเหล่านั้นให้กลายเป็นท้องฟ้าผืนเดียวกัน สร้างบรรยากาศที่ทำให้พวกเขาอยากส่องสว่างด้วยตัวเอง
ปรัชญานี้คือสิ่งที่ผมชื่นชมในแนวคิดของรูเบน อโมริม
ผมไม่ได้อยากจะยกย่องในแทคติกหรือผลการแข่งขัน ผมรู้สึกชื่นชมที่เขาเข้ามาเปลี่ยนคำถามของสโมสรในมุมมองใหม่
เขาไม่ได้ถามว่าต้องซื้อใคร?
เขาถามว่าทำไมคนที่มีอยู่ถึงเล่นไม่ได้?
เขาเริ่มรื้อสร้างความเข้าใจ เขาเริ่มแก้ที่ต้นเหตุ เขาศรัทธาในกระบวนการมากกว่าตัวบุคคล
มันทำให้ผมนึกถึงวันที่เซอร์อเล็กซ์ เฟอร์กูสันอำลาทีม เขาอาจทิ้งทีมที่ดูขี้เหร่ในสายตาคนนอก (แต่มันก็คือทีมที่เป็นแชมป์)
เพราะเขาคือคนที่รู้จักคนพวกนั้นดีที่สุด เขารู้ว่าอะไรขับเคลื่อนจิตวิญญาณของทีม
ท้ายที่สุด... คนที่ปั้นทีมมากับมือย่อมผูกพันด้วยหัวใจที่ต่างออกไป
เราย่อมรู้ว่าทีมนี้พุ่งไปข้างหน้าได้เพราะอะไร
หากวันหนึ่งมีคนอื่นมารับช่วงต่อ พวกเขาย่อมประเมินสิ่งที่เราสร้างด้วยเลนส์ของตัวเอง
พวกเขาสวมแว่นตาคนละอันกับเรา
พวกเขามีหัวใจคนละดวง
พวกเขาอาจมองว่าทีมนี้ไม่สวยงาม
และอาจพยายามเติมฮีโร่คนใหม่เข้ามา เพื่อทำลายจิตวิญญาณเดิมที่เคยหล่อเลี้ยงทีมไว้
จนทุกอย่างค่อยๆ เดินไปสู่การพังทลายลงอีกครั้ง
การสร้างทีมที่แท้จริงในความคิดผมนั้น ไม่ใช่การเร่งสะสมคนเก่ง
มันคือการสร้างกระบวนการ เพื่อนำไปสู่ความสำเร็จอย่างยั่งยืน
...ด้วยหัวใจของคนของเราเอง
#Siamstr