มวลชนผู้หลงรักในการบริโภค . พวกฝ่ายซ้ายที่วิจารณ์ระบบทุนนิยมแบบผู้บริหารไม่สามารถที่จะรอดพ้นจาก “การบริโภคแบบทับถม” (“mass consumption”) ถึงขั้นที่ว่าสมาชิกบางคนของฝ่ายซ้ายมักจะออกมากล่าวเสมอว่า “เราอยู่ในโลกทุนนิยมฉะนั้นการบริโภคสินค้าที่เป็นผลผลิตของทุนนิยมจึงหลีกเลี่ยงไม่ได้” มิหนำซ้ำพวกเขายังอ้างว่าเพราะเป็นการ “ช่วยเหลือแรงงาน” ทั้งที่พวกเขารู้อยู่แก่ใจว่ายิ่งจ่ายเงินให้กับการบริโภคมากเพียงใดนายทุนในระบบทุนนิยมก็ได้รับผลประโยชน์จาก “การขูดรีด” มากเท่านั้น ในประเด็นนี้ผู้เขียนไม่ได้เพียงต้องการที่จะวิจารณ์การบริโภคสินค้าและบริการภายใต้ระบบทุนนิยมของพวกซ้ายแต่เราวิจารณ์สังคมการบริโภคแบบทับถมโดยรวมในปัจจุบันที่ถูกปกคลุมไปด้วยความคิด “การบริโภคนิยม” (“consumerism”) ที่ก่อทำให้เกิดความเป็นสูญนิยมต่อสังคมและลดบทบาทของวัฒนธรรมดั้งเดิมลงไป ซึ่งในท้ายที่สุดจะเป็นการเปิดทางให้กับ “การควบคุมมวลชน” โดยรัฐที่มีแรงสนับสนุนจากฝ่ายซ้ายใหม่ (New Left) ที่ไม่จำเป็นใช้ความรุนแรง, การปฎิวัติ และ อำนาจแข็ง (hard power) ยึดอำนาจแบบพวกซ้ายเก่า (Old Left) อีกต่อไป การบริโภคนิยมเป็นหนึ่งในเครื่องมือที่พวกซ้ายใหม่ใช้ในการระดมมวลชนที่เป็นกลางหรือไม่มีความเห็นทางการเมืองให้เข้ามาเห็นด้วยกับแนวคิดของพวกมันทีละเล็กทีละน้อย ไม่ว่าจะเป็นการบริโภคสื่อมวลชน, การบริโภคสินค้าและบริการที่ผลิตโดยบริษัทใหญ่ที่เป็นพันธมิตรกับรัฐบาลฝ่ายซ้ายหรือแม้แต่การใช้โซเชี่ยลมีเดียที่เป็นพื้นที่ที่ดูเหมือนจะมีอิสระเสรีแต่เต็มไปด้วยการควบคุมของซ้ายใหม่ . พอล ก็อดฟรีด (Paul Gottfried) ในหนังสือ “After Liberalism: Mass Democracy in the Managerial State” กล่าวเอาไว้ว่าเสรีประชาธิปไตยและเสรีนิยมสายดั้งเดิม (classical liberalism) ในโลกสมัยใหม่โดยเฉพาะหลังจากสงครามโลกครั้งที่ 2 ที่เป็นฐานหลักของ “ระบบชนชั้นกระฎุมพี” (“bourgeois regime”) ถูกแทนที่ด้วย “เสรีนิยมแบบชนชั้นผู้จัดการ” (“managerial liberalism”) ที่มีลักษณะประกอบไปด้วย ประชาธิปไตยแบบมวลชน (mass democracy), การผลิตแบบทับถม (mass production) และ การบริโภคแบบทับถม (mass consumption) ที่มาพร้อมกับลัทธิสูญนิยม (nihilism) เป็นผลทำให้ก่อเกิดความตกต่ำทางวัฒนธรรมและความรุ่งเรืองของอารยธรรมโดยรวม ชนชั้นผู้จัดการมักจะใช้การบริโภคแบบทับถมเพื่อควบคุมประชากรให้คิดตามแนวคิดที่พวกเขาต้องการ เมื่อพวกเขาเข้าใจว่าสังคมในยุคนี้ที่ปกคลุมไปด้วยแนวคิดความเท่าเทียมพวกเขาก็ย่อมที่จะใช้การผลิตและบริโภคแบบทับถมเพื่อสร้างฐานเสียงที่มั่นคงจากกลุ่มประชากรที่มีแนวคิดสูญนิยมที่ต้องการบริโภคอย่างเดียวและไม่มีการคิดวิเคราะห์หรือแม้แต่ภูมิปัญญา หรือกลุ่มประชากรที่ “อยู่ไปวัน ๆ” และไม่เห็นคุณค่าของการมีชีวิตมนุษย์ เมื่อเป็นเช่นนั้นสินค้าและบริการต่าง ๆ ที่ผลิตโดยบริษัทใหญ่โดยมีแรงสนับสนุนจากจากรัฐบาลและซ้ายใหม่อย่างลึก ๆ ก็มักที่จะออกมาในรูปแบบของ “สิ่งที่หาที่ไหนก็ได้” (“generic goods”) ซึ่งจะลดทอนคุณภาพของสินค้าและบริการดังกล่าวในระยะยาว ยกตัวอย่างเช่น เน็ตฟลิกซ์ (Netflix) ที่มีรูปแบบการสร้างและรวบรวมภาพยนต์และซีรี่ส์ที่มาพร้อมกับใจความที่เหมือนกัน, สื่อแนวคิดให้เอียงซ้าย และ ไม่มีความเป็น “วัฒนธรรมสูง” (“high culture”) เจาะกลุ่มประชากรกลุ่มที่ “อยู่ไปวัน ๆ” ไม่เหมือนกับการรับชมภาพยนต์สมัยก่อนที่หาดูได้ยากและผู้ผลิตมีความตั้งใจที่จะสร้างภาพยนต์แม้จะเป็นหนังฝ่ายซ้าย (เก่า) ก็ตาม อีกอย่างการควบคุมของพวกเขาในที่นี้คือคุณจะต้องจ่ายให้กับเขาทุกเดือนและหนังกับซีรี่ส์ไม่ใช่ของคุณ กล่าวคือคุณไม่มีอะไรเป็นของตัวเองและทุกอย่างอยู่ในการควบคุมของพวกเขา ในอนาคตท้ายที่สุดแล้วกรรมสิทธิ์ส่วนบุคคลก็จะหายไปในนามของ “การทำให้คนเท่ากัน” ผู้คนก็จะไม่เป็นเจ้าของต่อสิ่งใดทั้งสิ้น นี่ก็คือการเปิดทางให้กับโลกสังคมนิยมที่ทุกคนเข้าถึงทุกอย่างได้อย่างเท่าเทียมแต่ไม่มีใครเป็นเจ้าของตามที่ฝ่ายซ้ายใหม่ต้องการ . ดังนั้นการบริโภคแบบทับถมจึงเป็นปัญหาต่อวัฒนธรรมที่แตกต่างของแต่ละสังคมทั่วโลก มันจะทำทั้งโลกถูกรวบรวมมาเป็นหนึ่งเดียวภายใต้สังคมที่สร้างขึ้นมาเพื่อเอาใจความเป็นสูญนิยมของฝ่ายซ้ายใหม่ที่มีความต้องการที่จะทำลายวัฒนธรรมดั้งเดิม เมื่อเป็นเช่นนั้นสังคมก็จะประกอบไปด้วยผู้คนที่มีแนวคิดที่ว่ารัฐจะต้องมอบทุกอย่างให้แก่พวกเขาเพราะว่าการบริโภคทุกอย่างและการมีทุกสิ่งทุกอย่างเป็นสิ่งที่รัฐจำเป็นที่จะต้องทำให้ทุกคนได้เหมือนกัน รัฐก็จะกลายเป็น “พี่เลี้ยง” (“caretaker”) ที่เลี้ยงทุกคนในสังคมให้เหมือนกัน ชีวิตที่แตกต่างก็จะถูกรวมให้เป็นหนึ่งกับแนวคิดความเท่าเทียม ซึ่งจุดจบก็คือการทำลายสิทธิและเสรีภาพของปัจเจกที่อิงกับวัฒนธรรมของตนโดยแตกต่างกันไปในแต่ละพื้นที่ image
ทำไมประเทศในกลุ่มนอร์ดิกถึงไม่ใช่รูปแบบเศรษฐกิจ “สังคมนิยม” . คำว่า "สังคมนิยม" ในรูปแบบสังคมนิยมทั้งหมดและความหมายทั่วไปนั้นย่อมหมายถึง "การทำให้ปัจจัยการผลิตเป็นของส่วนรวม" ความเข้าใจสังคมนิยมในปัจจุบันที่มีความโดดเด่นมากที่สุดก็คือ "สังคมนิยมสายมากซ์" (Marxism) เป็นสังคมนิยมแบบวิทยาศาสตร์ ที่ปฏิเสธความคิดแบบสังคมนิยมอุดมคติบางประการแล้วทำให้เป็นเรื่องของวัตถุนิยม (materialism) เมื่อมองตามนิยามสังคมนิยมดังกล่าวจะเห็นได้ว่าประเทศที่ถูกกล่าวอ้างว่าเป็นสังคมนิยมอย่าง 'ประเทศกลุ่มนอร์ดิก' (Nordic country) ก็ไม่มีส่วนผสมที่ใกล้เคียงสังคมนิยมในแบบความหมายโดยทั่วไป แต่หากมองในมุมเชิงปริมาณก็สามารถพูดได้ว่าเป็นลักษณะเป็นสังคมนิยมแบบอ่อน ๆ (soft socialism) ในลักษณะที่รัฐมีบทบาทในการกระจายทรัพยากรอย่างเข้มข้น พร้อมกับการคงอยู่ของระบบตลาดเสรีทุนนิยมเพื่อค้ำจุนสภาพแวดล้อมทางเศรษฐกิจที่มีการเจริญเติบโตที่สูง . ในความเป็นจริงนั้นประเทศแถบนอร์ดิก “ไม่ใช่สังคมนิยม” (ความเข้าใจทั่วไป) ตามความคิดของนักวิชาการเมืองไทยหรือต่างประเทศที่โฆษณาชวนเชื่อว่า ‘ประเทศแถบนอร์ดิก’ คือความฝันหรือเป้าหมายของฝ่ายซ้ายที่จะทำให้ประเทศของตนเองเป็นอย่างนั้นบ้าง พวกเขาล้วนเป็นผู้ชื่นชอบรัฐสวัสดิการในกลุ่มประเทศนอร์ดิกไม่เคยพิจารณาถึง (a) ปัจจัยทางภูมิศาสตร์ที่เกี่ยวข้องกับทรัพยากรธรรมชาติ การนำเข้า-ส่งออก และฐานทางเศรษฐกิจที่จะต้องมีผลิตภาพและการแลกเปลี่ยนเพื่อทำให้มีการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไปได้ ยกตัวอย่างเช่น ทรัพยากรน้ำมัน แร่ธาตุต่าง ๆ ที่มีการส่งออกไปต่างประเทศ (มันเป็นการสร้างรายได้ให้แก่ประเทศโดยตรง ในที่นี้มันเอารายได้จากส่วนนั้นมาทำรัฐสวัสดิการ) (b) ปัจจัยทางวัฒนธรรมของประชากรทำให้สภาพสังคม ประเพณีมีการปรับตัวและกลมเกลียวกันกับคนในสังคม ในหมู่ประชากรของประเทศแถบนอร์ดิกล้วนเป็นประชากรที่เป็นผู้นับถือศาสนาที่มีความปึกแผ่นเดียวกัน พร้อมทั้งประชากรส่วนใหญ่มีความเข้มแข็งอดทนต่อสภาพแวดล้อมที่สามารถทำงานหนัก ๆ ได้ แม้ว่าประชากรจะอยู่ในประเทศที่มีรัฐสวัสดิการที่มีการเก็บภาษีสูง พวกเขาก็สามารถอยู่ได้ แต่ทว่ารัฐสวัสดิการเองก็ยังเป็นตัวบั่นทอนวัฒนธรรมของประชากรในหมู่ประเทศแถบนอร์ดิกอีกด้วย ทำให้เราไม่สามารถพูดได้ว่าสุดท้ายการอยู่อาศัยในประเทศที่มีรัฐสวัสดิการจะสุขสบายอย่างที่ใครกล่าวอ้างเสมอไป และ (c ) เศรษฐกิจในประเทศแถบนอร์ดิกล้วนเป็น “ตลาดเสรีทุนนิยม” (free-market capitalism) หรือเศรษฐกิจตลาดที่ปล่อยให้ทำไปในช่วงศตวรรษที่ 19 เฉกเช่นเดียวกันกับญี่ปุ่น สวิสเซอร์แลนด์และสหรัฐอเมริกาในเวลาเดียวกัน เป็นเพราะกระแสการปฏิวัติอุตสาหกรรม (industrial revolution) ที่ยกระดับคุณภาพชีวิต ความมั่งคั่งและสายธารการผลิตที่มากขึ้น และมีประสิทธิภาพขึ้น ในยุคเริ่มแรกของเศรษฐกิจที่เติบโตและร่ำรวยที่สุดของโลกล้วนแล้วเกิดจาก “ตลาดเสรี” ไม่ใช่ “สังคมนิยม” (Nima Sanandaji, 2015) . แต่สิ่งที่ประเทศนอร์ดิกเป็นก็คือ “สังคมประชาธิปไตย” (social democracy) ตรงกันข้ามกับ “ประชาธิปไตยสังคมนิยม” (democratic socialism) และ “สังคมนิยมประชาธิปไตย” (socialist democracy) อันที่จริงแล้วสังคมประชาธิปไตยมันกลายเป็นคนที่ทำให้คนหลายคนชวนสับสน อันเนื่องมาจากการใช้คำว่า “สังคมนิยม” ในความหมายที่ผิดทำให้ช่วงแรกเกิดความเข้าใจว่าประเทศในกลุ่มนอร์ดิกคือ “สังคมนิยมประชาธิปไตย” ซึ่งหากดูความหมายแล้ว คำนี้จะหมายถึงระบบเศรษฐกิจและการเมืองที่เป็นซ้ายจัด (far-left) รวมประชาธิปไตยและสังคมนิยมเข้าด้วยกัน (ตามหลักการของมากซ์-เลนิน) ซึ่งไม่ใช่ความหมายแบบเดียวกันกับ ‘สังคมประชาธิปไตย’ หมายถึงระบบการเมืองและเศรษฐกิจแบบผสมระหว่างตลาดเสรีทุนนิยมกับการแทรกแซงของรัฐในสัดส่วนที่มาก กล่าวคือ เป็นการประนีประนอมกับทุนนิยมเพื่อให้คงอยู่เพื่ออุ้มชูเศรษฐกิจ ในขณะที่จะต้องมีการเก็บภาษีที่สูงนำมากระจายทรัพยากรที่มาก ซึ่งไม่ใช่การทำให้ปัจจัยการผลิตเป็นของส่วนรวมตามความหมายของ "สังคมนิยม" แม้ว่าในเชิงปริมาณแนวทางแบบรัฐสวัสดิการของประเทศนอร์ดิก/สแกนดิเนเวียจะเป็นขอบเขตที่ใกล้เคียงสังคมนิยมอย่าง "การกระจายนิยม" (distributism) ก็ตาม แต่ก็ยังไม่ใช่สังคมนิยม แต่เป็นแนวทางแบบเคนส์ (Keynesianism) . การใช้คำว่า “สังคมนิยม” ที่แสดงถึงระบบของประเทศในกลุ่มสแกนดิเนเวีย/นอร์ดิก คือ ‘ความเข้าใจผิด’ อันเกิดมาจากการไม่เข้าใจถึงนิยามของคำ บางครั้งจะปรากฏในหนังสือเรียนหรือตำราในมหาวิทยาลัย (ที่ไม่เปรียบเทียบความแตกต่างของนิยาม คุณสมบัติ ลักษณะเฉพาะของแนวคิดของระบบนั้น ๆ ) หรือ มีวาระซ่อนเร้นเพื่อสร้างความเข้าใจผิดและต้องการเปลี่ยนประเทศของตนเองไปสู่สังคมนิยม [ตัวอย่าง ประเทศกลุ่มสแกนดิเนเวีย/นอร์ดิก] ว่าสามารถเป็นไปได้ ซึ่งคนเหล่านี้ที่สร้างความเข้าใจผิดมักจะให้ความคิดเห็นว่าในเรื่องรัฐสวัสดิการบ่อยครั้งเป็นอุดมคติ หรือ ภาพวาดอนาคตว่าเป็นทางออกที่ดีที่สุดอย่างไม่มีข้อตกบกพร่องใด ๆ . อันที่จริงระบบเศรษฐกิจแบบผสมที่อนุญาตให้มีรัฐสวัสดิการและประนีประนอมกับตลาดเสรีทุนนิยมนั้นไม่ใช่ระบบที่อุดมคติขนาดนั้น หากลองย้อนกลับไปดูในประวัติศาสตร์ทางเศรษฐกิจและพัฒนาการของประเทศในกลุ่มนอร์ดิกแล้ว จะเห็นได้ว่าช่วงที่เติบโตที่สุดในอดีตกับปัจจุบันมันต่างราวฟ้ากับเหวมาก … มันเป็นเพราะอะไร? ถ้ารัฐช่วยให้ชีวิตคนดีขึ้นแล้ว (ไม่ว่าด้วยวิธีการใด ๆ) ช่วยสร้างกรอบการปกป้องมนุษย์ที่ยึดหลักมนุษยธรรมให้กับทุกคนได้ แล้วถ้าเช่นนั้นทำไมเราถึงไม่ให้รัฐเข้ามาควบคุมชีวิตเราไปเลยล่ะ? เหตุผลที่ผู้สนับสนุนรัฐสวัสดิการเหล่านี้คิดออก แต่ก็ไม่มีวันเข้าใจก็คือ “ความรู้สึกของนกในกรง” . บรรณานุกรม Democracy Talk Series SS 2 Ep.5 สแกนดิเนเวีย: สังคมนิยมประชาธิปไตย และรัฐสวัสดิการ ต้นแบบรัฐสวัสดิการ จุดลงตัวรัฐประชาธิปไตยสังคมนิยม ระหว่างทุนนิยมและสังคมนิยม, ษัษฐรัมย์ ธรรมบุษดี. Hans-Hermann Hoppe, Social Democracy (Auburn, Ala.: Mises Institute, 2018), chap. 4 "Socialism Social-democratic Style" in A Theory of Socialism and Capitalism (Auburn, Ala.: Mises Institute and Norwell, Mass.: Kluwer Academic Publishers, 2010). Sanandaji, Nima. Scandinavian Unexceptionalism. United Kingdom: Institute of Economic Affairs (IEA), 2015. image
Test